บทที่ 583 เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ถูกดูหมิ่น
ถึงเวลานี้แล้ว รองเสนาบดีกรมยุติธรรมจึงแสดงความโกรธออกมาอย่างไม่ปิดบัง
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ถึงฟ้าจะถล่ม ก็ยังมีหลี่เฉียนคอยรับไว้ จึงไม่ต้องหวาดกลัวอีกต่อไป
รองเสนาบดีกรมยุติธรรมจ้องมองด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ระบายความอัดอั้นตันใจที่ขุนนางกรมยุติธรรมทั้งหลายต้องทนมาตลอดออกมาจนหมด
คำด่าทอนี้ ไม่เพียงแต่เพื่อตัวเองเท่านั้น แต่ยังเพื่อเสนาบดีกรมยุติธรรมและราชองครักษ์อีกด้วย!
“เจ้าเป็นเพียงผู้ที่มีชื่อเสียงเลวร้ายเท่านั้น แล้วมาทำเป็นวีรบุรุษผู้พิทักษ์แผ่นดินได้อย่างไร?”
“หากไร้ซึ่งคุณธรรมขั้นพื้นฐาน ต่อให้ได้รับแต่งตั้งเป็นโหว หรือแม้แต่ได้เป็นกง เจ้าก็ยังคงเป็นเพียงคนไร้เหตุผลอยู่ดี!”
“การกระทำของเจ้าครั้งนี้ที่กลับมาเมืองหลวง ทุกคนล้วนเห็นกันหมดแล้ว”
รองเสนาบดีกรมยุติธรรมยิ่งอารมณ์ร้อนรุ่ม ตั้งใจจะประณามฉินเฟิงให้ไร้ค่า
“เจ้าได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากฝ่าบาท จึงได้มีวันนี้ แต่ผลลัพธ์เล่า? ไม่เพียงแต่ยึดกองทัพที่ชายแดนเหนือไว้กับตัว หลังจากกลับมาเมืองหลวง ยังกล้าทำตัวเป็นเจ้าถิ่นอีก”
“หากไม่ใช่เพราะฝ่าบาทคำนึงถึงความเห็นของประชาชน ป่านนี้คงกำจัดเจ้าผู้เป็นโจรปล้นชาติไปนานแล้ว!”
“ข้าว่า ควรจะร่วมกันเขียนฎีกา ถือโอกาสกำจัดเจ้าผู้เป็นภัยแผ่นดินให้สิ้นซากไปตั้งแต่ยามนี้!”
งานเลี้ยงที่เมื่อครู่ยังดำเนินไปอย่างกลมกลืน ในพริบตากลับกลายเป็นการประณามร่วมกันเสียแล้ว
ขุนนางที่อยู่ในงานต่างมองฉินเฟิงอย่างไม่เป็นมิตรมานานแล้ว พอได้ยินคำพูดของรองเสนาบดีกรมยุติธรรมก็รู้สึกสะใจยิ่งนัก
ไม่ต้องพูดถึงการช่วยฉินเฟิง ทุกคนกลับพากันต่อต้านเขา ต่างพากันพูดจาประณามฉินเฟิง
“ใต้เท้ากล่าวถูกต้องยิ่ง โจรผู้นี้ช่างเป็นพวกลืมบุญคุณจริง ๆ!”
“โจร? ชัดเจนว่าเป็นโจรปล้นแผ่นดิน! ตอนนี้ทั้งราชสำนักถูกเขาทำให้วุ่นวายไปหมด”
“ถูกต้อง! ก่อนที่สงครามระหว่างแคว้นจะเริ่มขึ้น แม้ว่าในราชสำนักจะมีการแบ่งพรรคแบ่งพวก แต่ทุกคนก็คิดถึงแต่สิ่งนี้มาโดยตลอด จะเหมือนตอนนี้ได้อย่างไร?”
“ขุนนางในราชสำนักรวมพรรครวมพวกเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว การมีพรรคพวกมากมาย ทั้งหมดนี้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ของตนเอง ใครเล่าจะใส่ใจความปลอดภัยของต้าเหลียง?”
“ฉินเฟิง เจ้าน่ารังเกียจที่สุด! อาศัยเรื่องการเจรจาสันติภาพคอยขู่เข็ญฝ่าบาททุกที่ทุกเวลา ข้ามองดูแล้ว ชัดเจนว่าเจ้าเป็นภัยร้ายที่สุดของต้าเหลียง!”
บรรดาขุนนางที่อยู่ในเหตุการณ์ ต่างลุกฮือกันขึ้นมาด้วยความโกรธแค้น อยากจะกระโจนเข้าไปกัดกินฉินเฟิงทั้งเป็น
หลี่เฉียนเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ไม่มีท่าทีจะห้ามปรามแม้แต่น้อย กลับหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา ทำท่าทางที่ใจเย็นและสบายใจ
หลี่ยงก็เพียงแต่ยืนมองดูอย่างเงียบ ๆ คืนนี้อยากจะดูว่า เมื่อฉินเฟิงเผชิญกับสถานการณ์ที่ถูกขุนนางล้อมโจมตี จะแก้ต่างอย่างไร
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ขมวดคิ้วแน่น
หากเป็นแต่ก่อน นางคงจะลุกขึ้นห้ามปรามฉินเฟิงเพื่อให้ทุกอย่างสงบลงไปแล้ว
แต่ครั้งนี้ เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์กลับไม่ได้ทำเช่นนั้น ความโกรธที่ยากจะสงบลงค่อย ๆ แผ่ซ่านออกมาในใจ
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ลุกขึ้นยืนอย่างฉับพลัน สายตาคมกริบกวาดไปที่ทุกคน ตวาดเสียงดังอย่างน่ากลัว “ช่างเป็นการลืมบุญคุณอย่างไม่ยำเกรงจริง ๆ!”
“แท้จริงแล้วใครกันที่ลืมบุญคุณ พวกท่านไม่ใช่เข้าใจดีอยู่แล้วหรือ?”
“ขุนนางทั้งหลาย อ้างตนเป็นเสาหลักของแผ่นดิน วันนี้ช่างทำให้ข้าได้เปิดหูเปิดตาจริง ๆ”
พูดถึงตรงนี้ เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ชี้นิ้วไปที่ฉินเฟิง ไม่เพียงแต่โกรธเคือง แต่ยังรู้สึกน้อยใจอีกด้วย
“นับตั้งแต่ต้าเหลียงของพวกเราก่อตั้งมา ก็ได้รับความเดือดร้อนจากการรุกรานของเป่ยตี๋มาโดยตลอด ถึงแม้จะมีการทำสงครามใหญ่อยู่บ่อยครั้ง แต่ก็แพ้มากกว่าชนะ”
“ไม่ต้องพูดถึงดินแดนที่ถูกยึดครอง เพียงแค่เงินชดเชยสงครามประเภทต่าง ๆ ก็ไม่ใช่แค่หมื่นตำลึง แต่กลับเป็นล้านตำลึงเงิน!”
“ในสงครามครั้งนี้ เป่ยตี๋ยิ่งตั้งใจจะชี้ดาบมุ่งสู่แผ่นดินจงหยวน หากไม่ใช่เพราะท่านฉินโหวนำทัพชายแดนเหนือ ต่อสู้เลือดท่วมตัว จนเอาชนะศัตรูได้สำเร็จ”
“แล้วพวกท่านยังจะมาเห่าหอนอีกหรือ?!”
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์โมโหจนสุดขีด ใบหน้าเล็ก ๆ แดงก่ำ
ฉินเฟิงอ้าปากค้าง มองเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ด้วยสายตางุนงง ในใจรู้สึกอบอุ่นยิ่งนัก
ตลอดมา เขาทุ่มเทสุดกำลังเพื่อปกป้องคนรอบข้าง
บัดนี้ ในที่สุดก็ได้สัมผัสความรู้สึกที่มีคนคอยปกป้องบ้างแล้ว
มองเสือตัวเมียที่ถูกยั่วโมโหตรงหน้า ฉินเฟิงกลับรู้สึกเปี่ยมสุขอย่างประหลาด ใครว่าสตรีต้องอ่อนโยนเสมอไป
“ข้าได้ยินมาว่า ฉินเฟิงค้างคืนที่จวนสกุลเซี่ยทุกคืน”
“ยังไม่ทันแต่งงาน ก็ใจร้อนขนาดนี้แล้วหรือ หึ ช่างน่าอับอาย”
เมืองหลวงมีขนาดใหญ่ มีประชากรหลายแสนคน
และไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นในเมืองหลวง ก็จะเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง
ถึงแม้เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ปากจะคมเพียงใด ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงสตรีธรรมดา จะทนต่อการใส่ร้ายป้ายสีเช่นนี้ได้อย่างไร
ใบหน้าของเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์แดงก่ำราวกับโลหิต ลมหายใจหอบถี่ “เจ้า…เจ้าพูดเหลวไหล!”
“ข้ากับฉินเฟิงล้วนเป็นผู้บริสุทธิ์ ท่านเป็นถึงรองเสนาบดีกรมยุติธรรมแต่กลับใส่ร้ายป้ายสีพวกข้าผู้บริสุทธิ์ ข้าจะไปฟ้องท่านที่ศาลต้าหลี่!”
รองเสนาบดีกรมยุติธรรมอดที่จะหัวเราะเย็นชาไม่ได้
“ฮ่า ๆ ๆ จะฟ้องข้างั้นหรือ ข้าไม่ได้ฟังผิดใช่หรือไม่”
“ข้าในฐานะ รองเสนาบดีกรมยุติธรรม ศึกษากฎหมายต้าเหลียงอย่างลึกซึ้งกว่าเจ้าหลายเท่านัก”
“การทำลายชื่อเสียงผู้บริสุทธิ์นั้นเป็นความผิดทางกฎหมาย แต่ข้าเพียงแค่กล่าวความจริงเท่านั้น จะเรียกว่าใส่ร้ายได้อย่างไร”
“ทุกท่านคิดว่า สิ่งที่ข้าพูดไปนั้นเป็นเท็จแม้แต่น้อยหรือไม่”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกไป ขุนนางทั้งหลายที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันหัวเราะอย่างดูแคลน
ชั่วขณะหนึ่ง เสียงประณามใส่ร้ายต่าง ๆ นานา ก็ดังระงมขึ้นพร้อมกัน ทั้งหมดนั้นกำลังระบายใส่เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์
แม้แต่ผู้ที่มีอายุใกล้เคียงกับหนิงกั๋วกง ซึ่งนับว่าเป็นผู้อาวุโสโดยแท้ ในเวลานี้ก็ไม่คำนึงถึงหน้าตาอีกต่อไป
ท้ายที่สุดแล้ว การกดขี่ตระกูลเซี่ย ก็ย่อมสามารถทำร้ายตระกูลฉินได้โดยอ้อมเช่นกัน!
“อวิ๋นเอ๋อร์ ข้าเคยสนิทสนมกับท่านหนิงกั๋วกงเป็นอย่างมาก ได้เห็นเจ้าเติบโตมากับตา ไม่คิดเลยว่าตอนนี้เจ้าจะกลายเป็นคนไร้ยางอายถึงเพียงนี้ ช่างน่าผิดหวังจริง ๆ!”
“กล้าทำแต่ไม่กล้ารับ มิใช่เป็นการทำลายชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ของหนิงกั๋วกงหรอกหรือ”
“ฮึ่ม! นี่เช่นไรล่ะที่เรียกว่า ใกล้ชิดคนดีย่อมดีไปด้วย ใกล้ชิดคนชั่วย่อมชั่วไปด้วย!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ