บทที่ 822 ฮ่องเต้ที่แท้จริง
“ฝ่าบาท ทหารประจำการณ์ในเมืองหลวงไม่มีการเคลื่อนไหวใด หมายความว่า กองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์ไม่ได้กำลังมาช่วยเหลือมิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ส่วนกองทัพของฉินเฟิงก็ล้วนอยู่ชายแดนเหนือ น้ำไกลดับไฟใกล้ไม่ได้”
จางซิวเย่เตือน ฮ่องเต้ต้าเหลียงกลับไม่ได้ใส่ใจ ทั้งยังหัวเราะออกมา “จางซิวเย่ เรื่องที่เจ้าเข้าร่วมกับพลพรรคเถาหลินเจิ้นรู้นานแล้ว เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดเจิ้นไม่พูดถึงและยังคงให้เจ้าอยู่ข้างกาย?”
จางซิวเย่ชะงักไปครู่หนึ่ง เหงื่อเย็น ๆ ผุดเต็มแผ่นหลัง
พึงรู้ไว้ว่า สิ่งที่ฮ่องเต้ต้าเหลียงรังเกียจที่สุดก็คือการทรยศ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด หากไม่จงรักภักดีก็จะถูกกำจัดทิ้งโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
บางทีตอนนี้ฮ่องเต้ต้าเหลียงอาจถูกบีบให้จนมุมเลยไม่ลงมือกับจางซิวเย่ แต่ก่อนหน้านี้ฮ่องเต้ต้าเหลียงก็สามารถกำจัดเขาได้ราวกับบี้มดไม่ใช่หรือ?
จางซิวเย่กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ในใจหวาดกลัวอย่างที่สุด แต่ก็ได้แต่ฝืนถามกล้า ๆ กลัว ๆ “ฝ่าบาท เหตุใดสั่งไม่ประหารกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ?”
ฮ่องเต้ต้าเหลียงตบบ่าของจางซิวเย่สองที “เพราะเจ้าโง่เขลา!”
ได้ยินคำพูดนี้ จางซิวเย่ตกตะลึง
ฮ่องเต้ต้าเหลียงพูดอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ปิดบัง “เจิ้นชอบคนฉลาด แต่ไม่ชอบคนที่ฉลาดเกินไป และคนที่เจิ้นให้อยู่ข้างกาย ไม่เพียงแต่ต้องไม่ฉลาด ยังต้องโง่เขลา”
“เจ้าก็แค่สุนัขตัวหนึ่ง เปลี่ยนหน้าได้อย่างสิ้นเชิง แต่ก่อนเกลียดฉินเฟิงจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน พอเห็นว่าฉินเฟิงมีอำนาจที่ไม่อาจต้านทานก็รีบเข้าร่วมและแสดงความจงรักภักดี”
“เจ้าเป็นคนประเภทที่เอาแต่ได้ ไร้วิสัยทัศน์ เป็นคนตัวเล็กที่รังแกคนอ่อนแอ เกรงกลัวคนแข็งแกร่ง ทว่าคนแบบเจ้าไม่เป็นภัยคุกคามต่อเจิ้น”
“สิ่งเดียวที่เจิ้นไม่ชอบในตัวเจ้า ไม่ใช่เพราะเจ้าเป็นคนโง่เขลา ชอบทำตัวฉลาด แต่เป็นเพราะเจ้าชอบไปไกล่เกลี่ยเรื่องขัดแย้งในวังหลังบ่อย ๆ จนเคยชินกับการเป็นคนดี”
“เจ้ารู้หรือไม่ สตรีในวังหลังนั้น ก็เปรียบเสมือนภาพสะท้อนของราชสำนัก? แม้เจิ้นจะไม่ได้กลับไปวังหลังนานแล้ว แต่ใครจะได้รับความโปรดปราน ใครจะถูกส่งไปวังเย็น ล้วนต้องได้รับคำสั่งจากเจิ้น คนโง่อย่างเจ้าคงไม่มีวันเข้าใจว่า ทำไมเจิ้นที่รักใคร่กุ้ยเฟยมากนัก ปล่อยให้นางกลับไปเจียงหนานและก่อกบฏ”
“หากนางไม่กลับไป แค่พวกไร้ความสามารถตระกูลหลินก็คงดีแต่พลิกลิ้นและหลบซ่อน อยากกำจัดพวกมันไม่อาจหาข้ออ้าง ต้องให้ตระกูลหลินก่อกบฏเจิ้นจึงจะมีหลักฐาน แล้วเจิ้นก็จะส่งฉินเฟิงไปปราบปราม ฮึ! เจ้าเจ็ดสั่งฉินเฟิงไม่ได้ แต่เจิ้นทำได้!”
“เจ้าจงจำไว้ให้ดี การเป็นคนดีไม่ใช่เรื่องง่าย เจิ้นต้องการให้บางคนในวังหลังตาย แต่เจ้ากลับแอบปกป้อง ถ้าเจิ้นไม่บดขยี้เจ้าที่เป็นตัวกีดขวาง แล้วเจิ้นต้องรออะไร?”
จางซิวเย่กลัวจนตัวสั่น เหงื่อเย็นไหลไม่หยุด เขาทิ้งตัวคุกเข่าลงกับพื้นและโขกศีรษะ
ตึง!
“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ชี้แนะ กระหม่อมจะจดจำให้ขึ้นใจพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ต้าเหลียงถอนหายใจเบา ๆ “เจิ้นปล่อยให้เจ้าสบตากับฉินเฟิงก็เท่ากับยอมรับโดยปริยาย ให้เจ้าที่ปากว่าตาขยิบเป็นคนกลางส่งข่าว ก็ช่วยให้เจิ้นประหยัดเวลาได้มาก”
“ฮ่า ๆ บางครั้งแม้แต่จเิ้นก็ยังเกรงกลัวความบ้าคลั่งของเจ้าหนูฉินเฟิง ไม่อยากเผชิญหน้ากับเขาอยู่ตลอด”
เมื่อตระหนักว่าฮ่องเต้ต้าเหลียงไม่โกรธ ทั้งยังเห็นคุณค่าของเขา จางซิวเย่ก็ซาบซึ้งนัก
ขณะนั้นเอง เสียงของฮ่องเต้ต้าเหลียงที่เหมือนควบคุมสถานการณ์ไว้ทั้งหมดก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“เจ้าไม่สงสัยหรอกหรือว่า เหตุใดเจิ้นมั่นใจเช่นนี้?”
“เจิ้นจะบอกให้ ตั้งแต่ฉินเฟิงได้เป็นเทียนลู่โหวและสนิทสนมกับจ้าวอวี้หลงราวกับพี่น้อง กองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์ก็ไม่ใช่กองทัพของเจิ้นอีกต่อไป”
“กองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์ที่ประจำการอยู่ในเมืองหลวง แท้จริงแล้วคุ้มครองเจิ้นหรือคุ้มครองฉินเฟิงและญาติพี่น้องของพวกเขากันแน่ เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ?”
“แต่เจ้าเด็กตัวเหม็นฉินเฟิงก็ต่อกรกับองค์ชายเจ็ดมานาน เขาย่อมรู้จักองค์ชายเจ็ดดี”
“ตอนที่เขาส่งองครักษ์เสื้อแพรมาเตือนเจิ้นให้ระวังตัว เจิ้นยังหลงคิดว่าเขากังวลเกินเหตุ องค์ชายเจ็ดยังเคารพเจิ้นผู้เป็นบิดาอยู่ในใจ”
“แต่ความจริงพิสูจน์แล้ว ฉินเฟิงเข้าใจเจ้าลูกทรยศของเจิ้นคนนี้ดีกว่าตัวเจิ้นเสียอีก”
ฮ่องเต้ต้าเหลียงก็สงสัยเช่นกัน “เหตุใดส่งมาเพียงห้าพันคนเล่า?”
องครักษ์เสื้อแพรยังคงตอบอย่างนอบน้อม “ทูลฝ่าบาท ยามนี้มีดวงตามากมายจับจ้องชายแดนเหนือ การเคลื่อนทัพขนาดใหญ่จะทำให้ฝ่ายต่าง ๆ ต่อต้านได้”
“กระทั่งกองทหารห้าพันคนนี้นายน้อยฉินก็วางแผนไว้ตั้งแต่ก่อนจะออกจากเมืองหลวง โดยให้เหล่าทหารทยอยออกจากชายแดนเหนือครั้งละหนึ่งร้อยคน สะสมทีละเล็กทีละน้อย”
“หลังจากฝ่าบาทเสด็จประพาสตะวันออก นายน้อยฉินก็สั่งการผ่านองครักษ์เสื้อแพรให้สวีจ่างชิงทยอยเคลื่อนพลมาตั้งค่ายที่เขาชางหมิงซึ่งอยู่ทางตะวันตกของภูเขาไท่ ห่างออกไปสองร้อยลี้”
“ทันทีที่ทราบว่าพวกกบฏลอบเข้ามาหวังปลงพระชนม์ สวีจ่างชิงก็รวบรวมกำลังพล สวมชุดเกราะ เร่งยกทัพมาช่วยเหลือ”
ได้ฟังเช่นนี้ ฮ่องเต้ต้าเหลียงอดส่ายหน้าไม่ได้ น่าทึ่งจริง ๆ
ก่อนออกจากเมืองหลวง ฉินเฟิงได้เตรียมการไว้มากมายนัก ใต้หล้านี้ผู้ใดก็อาจทรยศฮ่องเต้ต้าเหลียงได้ ยกเว้นฉินเฟิง เขาคุ้นเคยกับการกระทำของฮ่องเต้ต้าเหลียง สิ่งที่ไม่อยากเห็นที่สุดคือการเปลี่ยนแผ่นดิน และไม่อยากลำบากปรับตัวให้เข้ากับฮ่องเต้คนใหม่
“ฮ่า ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ มีโอกาสชนะหรือไม่?”
องครักษ์เสื้อแพรตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย “ชนะอย่างแน่นอนเพคะ”
จางซิวเย่ไม่อยากเชื่อหู “ห้าพันคนสู้กับสามหมื่น? จะเป็นไปได้อย่างไร?!”
องครักษ์เสื้อแพรมองด้วยสายตามุ่งมั่น “พวกข้าในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาของนายน้อยฉิน ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ทหารห้าพันคนที่นำโดยสวีจ่างชิงล้วนเป็นทหารกองทัพเป่ยซี”
“หลังผ่านการสงครามดุเดือดกับเป่ยตี๋ พวกเขาล้วนเป็นทหารผ่านศึก พวกกบฏที่ใช้ชีวิตสุขสบายจะได้รู้ว่าสนามรบแท้จริงน่าสะพรึงกลัวเพียงใด!”
ได้ยินคำพูดนี้ ความกังวลสุดท้ายในใจของฮ่องเต้ต้าเหลียงพลันหายสิ้น
“ให้เจิ้นได้เห็นกับตาเถิด!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ