บทที่ 912 ต่อสู้จนตัวตาย
ฉินเฟิงโจมตีทำลายกองทัพศัตรูครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกครั้งสามารถสังหารทหารศัตรูได้หลายสิบคนถึงร้อยคน น่าเสียดายที่ความสูญเสียเพียงเท่านี้ เทียบกับกองทัพใหญ่ภายใต้การบังคับบัญชาของหลู่หลีก็เป็นเพียงเศษเสี้ยว
อีกทั้งหลู่หลีมีประสบการณ์การรบจริงมากรชนัก เขารู้ว่าฉินเฟิงมีวิสัยทัศน์กว้างไกลและมีกลยุทธ์เหนือชั้น
เขาจึงใช้จุดแข็งหลีกเลี่ยงจุดอ่อน ไม่ให้โอกาสฉินเฟิงได้แสดงฝีมือ สร้างความได้เปรียบทางยุทธวิธี หลู่หลีสั่งการโดยตรง ให้ทุกคนโจมตีเต็มกำลัง อาศัยความได้เปรียบด้านจำนวนคน เพื่อ ‘ฝัง’ ฉินเฟิงให้ได้
ปฏิเสธไม่ได้ว่ายุทธวิธีที่เรียบง่ายและรุนแรงเช่นนี้ค่อนข้างได้ผล
นอกจากองครักษ์ส่วนตัวของหลู่หลี ยังมีทหารจากทุกสารทิศหลั่งไหลมารวมกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งทหารที่ซุ่มอยู่ก่อนหน้านี้ และหน่วยนกฮูกราตรี
องครักษ์ค่ายเทียนจีและหน่วยอาวุธมืดที่ฉินเฟิงส่งออกไป แม้จะอาศัยความมืดของราตรี ใช้ยุทธวิธีกองโจร สังหารทหารศัตรูไปไม่ต่ำกว่าร้อยคน แต่สุดท้ายก็ถูกบีบให้ต้องถอยกลับมาป้องกันรอบตัวฉินเฟิง
ขณะนี้ กำลังทั้งหมดอยู่รอบตัวฉินเฟิง หลังผ่านการต่อสู้ดุเดือดหลายครั้งก็เหลือคนอยู่เพียงหนึ่งร้อยยี่สิบคน
องครักษ์ค่ายเทียนจีและหน่วยอาวุธมืดมีความสามารถในการต่อสู้เหนือชั้นจึงสูญเสียน้อยกว่าขณะที่ทหารเป่ยซีบาดเจ็บล้มตายไปมาก
ทหารเป่ยซีถนัดการต่อสู้ระยะประชิดในกองทัพใหญ่ แต่พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีจากหลายคนเพียงลำพัง แม้จะกล้าหาญ ชำนาญศึก และมีอาวุธยุทโธปกรณ์ดีเลิศ ก็ยากจะต่อกรกับศัตรูที่มีจำนวนมากกว่า
ฉินเฟิงจำต้องนำกำลังที่เหลืออยู่หนึ่งร้อยยี่สิบคนบุกเข้าหมู่บ้านหวังกั่ง และยึดบ้านเรือนของชาวบ้าน เพื่อทำการต่อสู้ครั้งสุดท้าย
และเนื่องจากมีกองทัพจำนวนมากบุกเข้าหมู่บ้านอย่างกะทันหัน ชาวบ้านตกใจกลัวจนแทบสิ้นสติ เสียงร้องไห้คร่ำครวญดังไม่ขาดสาย ฉินเฟิ รีบเรียกตัวองครักษ์ค่ายเทียนจีมาสิบคน ให้ติดตามหลี่เซียวหลานไปปลอบขวัญชาวบ้าน
แล้วเขาก็จัดวางกำลังป้องกันไว้ที่ทางเข้าหมู่บ้าน
“ทหารเป่ยซีฟังคำสั่ง ปลดลูกธนูทั้งหมดลง ส่งมอบให้กับองครักษ ค่ายเทียนจี และหน่วยอาวุธมืด”
“องครักษ์ค่ายเทียนจีและหน่วยอาวุธมืดรวบรวมลูกธนูทั้งหมด ขึ้นไปบนหลังคา ยึดจุดสูง ยิงอย่างแม่นยำ อย่าให้สิ้นเปลืองลูกธนูเป็นอันขาด!”
“ทหารเป่ยซีที่เหลือแบ่งเป็นกลุ่ม กลุ่มละห้าคน ใช้แหลนและดาบเป็นอาวุธคุ้มกันทางเข้าหมู่บ้านทุกจุด หากข้าศึกบุกเข้ามา ให้หลอกล่อและต่อสู้ตามตรอกซอกซอย!”
“หลิ่วหมิง! หลิ่วหมิง! เจ้าไปตายที่ใดแล้ว?!”
หลิ่วหมิงรีบวิ่งเข้ามา หอบหายใจหนัก ช่วงเวลาแบบนี้เขาจะมีท่าทางองอาจเช่นยามปกติได้อย่างไร?
กล่าวว่า เขาดูน่าสงสารอย่างยิ่งก็ไม่เกินจริง ทั่วร่างเต็มไปด้วยบาดแผล หากไม่ใช่เพราะเกราะที่ค่ายเทียนจีสร้างขึ้นอย่างประณีต หลิ่วหมิงคงถูกฟันตายไปนานแล้ว
“ท่านโหวฉิน ข้ามาแล้วขอรับ!”
ฉินเฟิงชี้มือไปที่หลังคา
“องครักษ์ค่ายเทียนจีและหน่วยอาวุธมืด ข้ามอบหมายให้เจ้ารับผิดชอบ แต่ละหลังคาต้องไม่เกินสามคน ภารกิจของพวกเจ้าคือใช้ธนูสังหารศัตรู และให้การคุ้มกันแก่พี่น้องที่ต่อสู้ตามตรอกซอกซอย”
หลิ่วหมิงพยักหน้ารับหนักแน่น แล้วหมุนตัวไปจัดการ แล้วฉินเฟิงก็หันไปเรียกจางเจิ้นไห่เข้ามา
“ทางเข้าหมู่บ้านต้องเป็นจุดที่ศัตรูโจมตีอย่างดุเดือดที่สุดแน่ ข้ามอบกำลังให้เจ้า องครักษ์ค่ายเทียนจีห้าคน หน่วยอาวุธมืดสองคน และทหารเป่ยซีอีกห้าคน รวมเป็นหน่วยพลีชีพสิบสองคน เจ้าต้องนำหน่วยพลีชีพด้วยตัวเอง ยึดมั่นอยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านราวกับตะปูที่ตอกแน่น”
พอพูดถึงตรงนี้ ฉินเฟิงก็ใช้แขนเกี่ยวคอจางเจิ้นไห่เข้ามาใกล้ แล้วกระซิบเสียงต่ำ “เราอาจเสียทางเข้าหมู่บ้านได้ แต่ต้องต่อสู้ให้สุดกำลังเพื่อแสดงความแข็งแกร่ง ให้ศัตรูรู้ว่าทุกก้าวที่พวกมันบุกเข้ามา จะต้องแลกด้วยเลือดเนื้อ ให้รู้จักประมาณตน การต่อสู้อย่างดุเดือดไม่ใช่การรบจนตาย หากทนไม่ไหวจริง ๆ ก็ให้ถอยกลับเข้าหมู่บ้าน แล้วเข้าร่วมกับพี่น้องคนอื่น ๆ ทำการรบตามตรอกซอกซอย”
จางเจิ้นไห่ตอบเสียงหนักแน่น “ท่านโหวฉินโปรดวางใจ ถึงต้องตาย ข้าก็จะตายอยู่เบื้องหน้าท่านและคุณหนูสามอย่างแน่นอน!”
หลี่เซียวหลานหัวเราะทั้งน้ำตา พลางพยักหน้า “อืม ข้าจะแต่งงานกับเจ้า!”
ฉินเฟิงปล่อยมือหลี่เซียวหลานอย่างไม่เต็มใจนัก เขาไม่ได้พูดอะไรอีก แต่สายตาของเขาก็บ่งบอกทุกอย่างแล้ว
หลี่เซียวหลานไม่ใช่คนเจ้าอารมณ์ นางเช็ดน้ำตาเบา ๆ ก่อนจะลูบแก้มของฉินเฟิง แย้มยิ้มเข้าใจ แล้วหมุนตัวเดินเข้าไปในหมู่บ้าน
“ท่านโหวฉิน ดาบ!”
องครักษ์ค่ายเทียนจีบนหลังคาโยนดาบประจำตัวของตนลงมา
ฉินเฟิงเก็บดาบ แล้วหันกลับไปยังทางเข้าหมู่บ้านอีก ด้านหนึ่งบนหลังคา องครักษ์ค่ายเทียนจีคนหนึ่งถอดเกราะไหล่ของตนโยนให้ และอีกคนก็ถอดเข็มขัดรัดเอว…
พี่น้องแต่ละคนถอดเกราะส่วนหนึ่งจากร่างกายโยนลงมาข้างกายฉินเฟิง
ฉินเฟิงสวมใส่เกราะ เมื่อสวมเกราะครบทั้งร่าง มือขวาถือดาบ ด้านซ้ายเสียบแหลน ดวงตาเปล่งประกาย จ้องมองกองทัพศัตรูที่กำลังวิ่งกรูกันเข้ามา ก่อนจะคำรามลั่น
“แค้นที่ฆ่าลูก ไม่อาจอยู่ร่วมฟ้า หลู่หลี ความแค้นและความโกรธของเจ้า ข้ารับไว้ทั้งหมดแล้ว!”
“แต่ว่า…”
“เจ้าต้องรีบลงมือให้เร็ว ชิงซานอยู่ใกล้เมืองหลวงนัก และทั้ง ๆ ที่เวลาล่วงเลยมาป่านนี้ข้าก็ยังไม่ไปปรากฏตัว ต้องมีคนสังเกตเห็นความผิดปกติแล้วแน่”
“ข้าให้โอกาสเจ้าแก้แค้น เจ้าจงรักษาไว้เสีย!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ