บทที่ 914 รับเป็นบุตรบุญธรรม
“เด็กคนนี้ชื่ออะไรหรือ?” หลี่เซียวหลานถาม น้ำเสียงอ่อนโยนอย่างยิ่ง
มารดาทารกตอบ “นามต่ำต้อยว่า หนิวเอ้อร์”
หนิวเอ้อร์? หลี่เซียวหลานยิ้มบาง “เป็นบุตรชายคนที่สองของเจ้าหรือ? แล้วบุตรชายคนโตเล่า?”
ดวงตาของหญิงวูบไหวขมขื่น “ครอบครัวลำบาก ทั้งไม่มีเงินซื้อยา ทั้งหิว ทั้งป่วย ลูกชายคนโตของข้าเสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็ก…”
เมื่อทราบว่าบุตรชายคนโตของหญิงสาวเสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็ก ความเศร้าปรากฏในสายตาของหลี่เซียวหลาน นางถามต่อ “แล้วสามีของเจ้าเล่า?”
หญฺงสาวส่ายหน้าพลางถอนหายใจ แล้วกล่าวว่า “ออกไปหาอาหาร แต่ถูกอันธพาลในเมืองทำร้าย เสียชีวิตแล้ว”
แม้ความเห็นอกเห็นใจจะชัดเจนในดวงตาของหลี่เซียวหลาน แต่นางก็ไม่ได้ครุ่นคิดนานนัก เพราะชาวบ้านทั่วหล้าต่างก็มีชีวิตยากลำบาก สตรีตรงหน้าสูญเสียครอบครัวไปยังไม่ถือว่าน่าสงสารที่สุด
นับตั้งแต่ที่หลี่เซียวหลานได้ร่วมหมอนกับฉินเฟิง คงวามรู้สึกนางก็ไวต่อคำว่า ‘มารดา’ เป็นพิเศษ
ในฐานะภรรยาของฉินเฟิง การสืบทอดตระกูลฉินถือเป็นหน้าที่ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ยิ่งไปกว่านั้น มังกรย่อมให้กำเนิดมังกร หงส์ให้กำเนิดหงส์ หากสามารถให้กำเนิดบุตรชายหญิงแก่ฉินเฟิงได้ก็จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ตระกูลฉินได้ น่าเสียดาย ตอนนี้เผชิญกับวิกฤติที่มาอย่างกะทันหัน นางคงไม่มีโอกาสได้เป็นมารดาแล้ว
มองดูทารกชายตรงหน้า หลี่เซียวหลานไม่ปิดบังความรักใคร่ในดวงตา และเพื่อปลอบใจตนเองและปมารดาทารกน้อย นางยิ้มบางพลางกล่าวว่า “พวกเรามีวาสนาต่อกัน”
“หากคืนนี้เกิดปาฏิหาริย์ พวกเราสามารถรอดพ้นจากความตายได้ ข้าจะรับเด็กคนนี้เป็นบุตรบุญธรรม เจ้าว่าอย่างไร?”
ได้ยินคำพูดนี้ ดวงตาของสตรีผู้นั้นเปล่งประกาย บุตรของนางได้พบกับผู้สูงศักดิ์ เด็กคนนี้คงได้รับพรจากสวรรค์แน่แล้ว
แต่ว่า…
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคืนนี้น่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน อีกทั้งองครักษ์ค่ายเทียนจีอยู่รอบตัวหลี่เซียวหลานก็ดูดุร้ายน่ากลัว มารดาทารกเลยยังกลัวว่า พวกหลี่เซียวหลานอาจเป็นขุนนางกบฏ ทำให้นางลังเลอยู่บ้าง
ผ่านไปครู่หนึ่ง มารดาทารกจึงรวบรวมความกล้าถาม “ไม่ทราบว่า คุณ คุณหนู…”
ก่อนที่จะได้พูดอะไรต่อ มารดาทารกก็สังเกตเห็นมวยผมที่ถูกเกล้าสูงของหลี่เซียวหลาน นางเข้าใจบางอย่างจึงรีบเปลี่ยนคำพูด “ไม่ทราบว่าฮูหยิน มาจากที่ใด?”
ฮูหยิน?
หลี่เซียวหลานตกตะลึงไปชั่วครู่ แก้มค่อย ๆ ขึ้นสีแดงระเรื่อ
หลี่เซียวหลานชอบคำเรียกนี้นัก เพียงแต่นางมีท่าทีสูงส่งเย็นชา จึงไม่ได้แสดงออก
“วางใจเถิด ข้าไม่ใช่ขุนนางที่ทำผิดหรือกบฏ ทว่าข้าไม่ใช่คนของแคว้นเป่ยตี๋เจ้าด้วย”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หญิงสาวยิ่งงุนงงสงสัย
หลี่เซียวหลานแย้มยิ้มพลางอธิบาย “ข้าคือองค์หญิงหมิ่งเยว่แห่งแคว้นต้าเหลียง บุตรีคนที่สามของตระกูลฉิน และเป็นคู่หมั้นของฉินเฟิง”
แม้จะได้ยินตำแหน่งมากมายของหลี่เซียวหลาน สีหน้างุนงงของหญิงสาวก็ยังไม่หายไป ในฐานะหญิงชาวบ้านจะรู้จักอะไรเกี่ยวกับฉินเฟิงหรือตระกูลฉินเล่า
อย่างไรก็ตาม ความหมายของคำว่า ‘องค์หญิง’ ต่อให้เป็นชาวบ้านไม่รู้ความก็ยังเข้าใจ
นางอ้าปากค้างด้วยความไม่อยากเชื่อ ก่อนจะพูดผิดพูดถูก “เจ้า ท่าน ท่านคือองค์หญิงแห่งแคว้นต้าเหลียงหรือ?! สวรรค์ ไยคนสูงศักดิ์จึงมาปรากฏตัวที่นี่ได้?”
ชาวบ้านคนอื่น ๆ ที่อยู่ในศาลบรรพชนด้วยกันต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
องค์หญิงแห่งต้าเหลียง?
สำหรับชาวบ้าน ต่อให้เจอชาวบ้านต้าเหลียงก็ยังเป็นเรื่องแปลก คาดว่าชั่วชีวิตคงไม่มีโอกาสได้พบเห็น ทว่าตอนนี้ถึงกับได้เจอองค์หญิงต้าเหลียง พวกเขาจะไม่ตกตะลึงได้อย่างไร
แม้เกราะของทหารหลู่หลีจะหยาบกร้าน อากาศงแห้งและหนาวเย็น แหลนคุณภาพดีถูกจัดสรรให้กองกำลังชั้นยอดก่อน ทำให้ทหารประจำการมีเพีนงหอกที่ด้ามจับหยาบ เสียหายจากความหนาวเย็นไม่มากก็น้อย บ้างก็แตกร้าว บ้างก็เปราะบาง ไม่สามารถใช้งานได้ดี อาวุธหลักของกองทัพหลู่หลีจึงเป็นดาบ ขวาน และธนู
อาวุธยุทโธปกรณ์จะแตกต่างกัน และฝ่ายหลู่หลีก็มีคนมากกว่า
ทางเข้าหมู่บ้านเป็นทิศทางหลักที่ทหารประจำการบุกโจมตี ปากทางที่แคบมีผู้คนเบียดเสียดกันกว่าพันคน พุ่งเข้าโจมตีทางเข้าหมู่บ้านอย่างต่อเนื่อง
จางเจิ้นไห่นำหน่วยพลีชีพสิบสองคน ถือแหลนไว้ในมือ คอยแทงสังหารทหารประจำการที่บุกเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน
เขายืนอยู่แถวหน้าสุด ด้านซ้ายและขวาเป็นบ้านเรือนของชาวบ้าน เบื้องหลังคือหน่วยพลีชีพ บนหลังคามีหน่วยอาวุธลับถือธนูซุ่มอยู่สองสามคน เบื้องหน้าคือกองทัพศัตรูที่กรูเข้ามามืดฟ้ามัวดิน มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
จางเจิ้นไห่โบกแหลนต่อเนื่อง ปัดอาวุธของศัตรูเบื้องหน้า รอคอยจังหวะ แล้วแทงอย่างรวดเร็ว ด้วยประสบการณ์การต่อสู้ของเขา ทุกครั้งที่แทงแหลนออกไปย่อมต้องมีคนล้มลง
“มาเลย! ผู้ใดไม่กลัวตายก็ขึ้นมา!”
“ในฐานะบุรุษเป่ยซี แม้ต้องตายข้าก็จะลากพวกเจ้าให้ตกตายไปด้วย!”
เสียงคำรามด้วยความโกรธของจางเจิ้นไห่ดังก้องทางเข้าหมู่บ้าน
ทหารฝ่ายตรงข้ามที่เป็นดั่งคลื่นถาโถมก็ส่งเสียงโห่ร้องดังสร้างความฮึกเหิม
“จู้กั๋วมีคำสั่ง ผู้ใดสังหารทหารศัตรูได้ จะได้รับรางวัลเป็นเงินห้าสิบตำลึง สังหารแม่ทัพศัตรูได้จะได้ห้าร้อยตำลึง พร้อมด้วยที่นายี่สิบหมู่”
“และถ้าผู้ใดตัดหัวฉินเฟิงมาได้ จะได้รางวัลเป็นเงินหนึ่งหมื่นตำลึง พร้อมที่หนึ่งร้อยหมู่!”
มีรางวัลยิ่งใหญ่ย่อมมีผู้กล้าหาญ ไม่ต้องพูดถึงการสังหารฉินเฟิง เพราะแค่สังหารจางเจิ้นไห่ที่อยู่ตรงหน้า ก็ทำให้พวกเขาร่ำรวย กลายเป็นเศรษฐีได้แล้ว
ทหารประจำการแทบไม่มีความจงรักภักดีต่อหลู่หลี ทว่าพวกเขาจงรักภักดีต่อชื่อเสียงและผลประโยชน์อย่างยิ่ง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ