เข้าสู่ระบบผ่าน

บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ นิยาย บท 94

บทที่ 94 ชื่อเสียงในหมู่ชาวประชา

ระยะทางจากจวนฉินกับพระราชวัง จะว่าใกล้ก็ไม่ใกล้ จะว่าไกลก็ไม่ไกล

ยิ่งไปกว่านั้นฉินเทียนหู่ยังต้องไปว่าราชการตอนเช้าทุกวัน คำนวณเวลาดูแล้วก็ออกจากจวนตอนตีสามตีสี่ เป็นเวลาที่ยังมืดมิดเพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุบนท้องถนน อีกทั้งผู้คุ้มกันทุกคนในจวนที่มีวรยุทธ์จะต้องติดตามนายท่านไปด้วย

ในจวนจึงไม่มีใครที่ฉินเฟิงพอจะเรียกใช้ได้เลย

ไม่น่าแปลกใจเลยที่พี่หญิงสี่บอกว่านางชนะแล้ว… เป้าหมายของนางไม่มีอะไรมากไปกว่าน้ำตาล ฝ่าบาทไม่เรียกเข้าเฝ้า นางก็ชนะ ถ้าฝ่าบาทเรียกเข้าเฝ้า ว่ากันตามเหตุผลแล้วย่อมเป็นฉินเฟิงชนะ

แต่เป้าหมายของฉินเฟิงคือชูเฟิง แต่ตอนนี้ชูเฟิงไม่อยู่ เขาทำได้เพียงขอร้องจิ่งเชียนอิ่ง

หากต้องการให้จิ่งเชียนอิ่งช่วยนั้นก็ง่ายมาก ก็แค่เอาน้ำตาลมาแลก…

หลังจากคิดมาถึงตรงนี้ ฉินเฟิงก็อยากจะร้องไห้ออกมาแต่ติดที่ว่าไม่มีน้ำตานี่สิ

เขาเป็นนายน้อยเจ้าสำราญแห่งเมืองหลวง แต่กลับตกอยู่ในกำมือของพี่หญิงสี่!

ฉินเฟิงอดทนต่อความน้อยเนื้อต่ำใจของตนเอง ชายหนุ่มรีบก้าวไปบนสวนดอกไม้แล้วนอนแผ่โดยที่มีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า “พี่หญิงสี่ ไปพระราชวังเป็นเพื่อนข้าหน่อยสิ”

จิ่งเชียนอิ่งเช็ดขลุ่ยหยกของนาง ไม่คิดจะสนใจฉินเฟิง “ไปหาชูเฟิงสิ”

ฉินเฟิงแทบจะน้ำตาไหล ได้แต่ทำใจดีสู้เสือ “ก็แค่รายได้หนึ่งในสิบของอุตสาหกรรมน้ำตาลไม่ใช่หรือ? ข้าให้ท่านก็ได้!”

ดังคำกล่าวที่ว่า หากรักษาเนินเขาเขียวขจีไว้ ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีฟืน

ไม่มีเงินก็หาใหม่ได้ แต่ถ้าชีวิตน้อย ๆ นี้ไม่มีแล้ว ต่อให้หาเงินได้กองเท่าภูเขาก็ไม่รู้ว่าใครจะได้ประโยชน์ไป

“ตกลง!”

จิ่งเชียนอิ่งไม่ได้พูดไร้สาระ หลังจากพูดจบก็จากไปอย่างรวดเร็ว ฉินเฟิงเห็นเพียงเงาลาง ๆ ที่หายไป

“ฮือ!”

ฉินเฟิงร้องไห้ออกมาทันที…

ภายใต้การร่วมทางของจิ่งเชียนอิ่งกับฉินเสี่ยวฝู ฉินเฟิงมุ่งหน้าไปยังพระราชวังต้องห้ามด้วยท่าทางหยิ่งผยองอย่างยิ่ง

เนื่องจากเขาไม่มีตำแหน่งทางการ จึงไม่สามารถใช้รถม้าของฉินเทียนหู่ได้ ดังนั้นเมื่อไปพระราชวังตามลำพังย่อมไม่สามารถใช้ยานพาหนะ พูดตรง ๆ ก็คือยังไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ

แม้ว่าสถานการณ์เช่นนี้จะเอื้อโอกาสให้แก่พวกที่รอปองร้ายอยู่ แต่ตราบใดที่จิ่งเชียนอิ่งยังอยู่ข้างกาย ชายหนุ่มก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยอีก

เขาอาศัยการคุ้มครองของพี่หญิงสี่ ชายหนุ่มคิดว่าตนเองได้เชิญนางมาเป็น ‘บอดี้การ์ดส่วนตัว’ โดยมีค่าจ้างเป็นรายได้หนึ่งในสิบของอุตสาหกรรมน้ำตาล เช่นนั้นจะไม่อวดเบ่งหน่อยได้อย่างไร?

ระหว่างทางฉินเฟิงเดินวางท่าหยิ่งผยอง ก้าวเดินอย่างไม่สนใคร เมื่อเห็นคนขวางทาง เขาก็เอื้อมมือผลักออกไปทำให้เหล่าบุตรหลานขุนนางในเมืองหลวงโกรธเป็นอย่างยิ่ง แต่แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าพูดอะไร

ในทางตรงกันข้าม ชาวบ้านที่อยู่รอบ ๆ ถนนกลับชื่นชมพฤติกรรมกลั่นแกล้งของฉินเฟิงอย่างมาก

ดังคำกล่าวที่ว่า เจ้าหน้าที่ปกป้องซึ่งกันและกัน และมีเพียงฉินเฟิงซึ่งเป็นคนกบฏเท่านั้นที่สามารถช่วยผู้คนระบายความโกรธทางอ้อมได้

“นายน้อยฉิน ท่านจะไปไหนหรือขอรับ” ขอทานตัวน้อยอายุสิบสามสิบสี่ปีที่ยืนอยู่ริมถนนตะโกนถามด้วยรอยยิ้มขี้เล่น

ฉินเฟิงหันศีรษะและมองไปที่ขอทานตัวน้อย ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “ฝ่าบาทเรียกเข้าเฝ้า ก็ต้องไปเข้าเฝ้าน่ะสิ”

ชาวบ้านรอบ ๆ ไม่คิดว่าฉินเฟิงจะพูดคุยกับขอทานตัวน้อย อีกทั้งยังเจรจาอย่างเป็นกันเองด้วย ทุกคนจึงเริ่มมีความกล้ามากขึ้น และเริ่มแย่งกันพูดคุยกับฉินเฟิง

“นายน้อยฉิน ได้ยินมาว่าท่านกวาดล้างพรรคพยัคฆ์มังกร เป็นความจริงหรือ?” ลุงวัยกลางคนรวบรวมความกล้าเอ่ยถามด้วยหน้าแดงก่ำ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตของเขาที่ได้พูดคุยกับคนสำคัญเช่นนี้ อีกฝ่ายดูตื่นเต้นเป็นอย่างมาก…

ใบหน้าของจิ่งเชียนอิ่งก้มต่ำ ในใจคิดว่าเสียว่าเมื่อครู่นี้นางไม่ได้พูดอะไร

ไอ้เด็กตัวเหม็นนี่ ไม่คุยโม้ก็แล้วไป พอคุยโวก็คุยเป็นคุ้งเป็นแคว ยังจะมาอยากเป็นชายในฝันของสาวนับพันอีก ถุ้ย! ไร้ยางอายชะมัด เข้าตำราสันดอนขุดได้ สันดานขุดยาก!

ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ฉินเฟิงขมวดคิ้ว

ถนนที่ตรงไปยังพระราชวังสายนี้ มีเพียงเชื้อพระวงศ์และขุนนางเท่านั้นที่สามารถใช้ได้ ประชาชนทั่วไปทำได้แค่เดินบนถนนเสริมเล็ก ๆ ทั้งสองด้านเท่านั้น

เนื่องจากขุนนางในเมืองหลวงยังไม่เลิกว่าราชกิจเช้า บวกกับพฤติกรรมหมาบ้าของฉินเฟิงที่คิดจะกัดใครก็กัด บุตรหลานขุนนางบางคนจึงหลบไปข้างทางเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา ถนนทั้งสายจึงไร้ผู้คนกีดขวาง

แต่ในเวลานี้ มีชายสองคนในชุดผ้าป่านยืนอยู่บนถนน เห็นได้ชัดว่าพุ่งเป้ามาที่ฉินเฟิง และทั้งคู่…ถือกระบี่!

ฉินเฟิงอดไม่ได้ที่จะชะลอฝีเท้าลง ในขณะที่มองดูคนทั้งสองที่อยู่ตรงหน้าด้วยความระมัดระวัง จากนั้นก็กระซิบกับจิ่งเชียนอิ่ง “พี่หญิงสี่ สองคนนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ได้มาดี หนึ่งปะทะสองท่านไหวหรือไม่”

ก่อนที่จิ่งเชียนอิ่งจะตอบ ก็มีชายอีกสี่คนพร้อมอาวุธล้อมพวกเขาไว้จากทั้งสองข้างทาง

ฉินเฟิงหันกลับไปโดยไม่รู้ตัว และพบว่าด้านหลังก็ถูกคนดักไว้แล้ว

นายน้อยฉินเครียดมากจนเหงื่อเย็นไหลออกมาบนหน้าผากจึงรีบหยุดฝีเท้าแล้วตะโกน “สุนัขดีไม่ขวางทาง!”

ฉินเสี่ยวฝูที่อยู่ข้าง ๆ แทบจะน้ำตาไหล นายน้อยพูดราวกับตนเองเป็นพวกอันธพาลหัวไม้ ต่อให้คนพวกนี้จะไม่ได้คิดทำอะไรตั้งแต่แรก แต่เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ เขาคงอยากจะลากฉินเฟิงไถไปกับพื้นแล้ว

“นายน้อย ท่านเก็บปากเอาไว้เถิด”

ชายวัยกลางคนที่มีเคราแพะเอ่ยอย่างเย็นชา “สมแล้วที่เป็นนายน้อยแห่งตระกูลฉิน ทันทีที่อ้าปากก็ทำให้ผู้คนเกลียดชัง ถ้าเจ้ารู้ตัว ก็มากับพวกเราสักประเดี๋ยว แต่ถ้าไม่…”

“ถ้าไม่… แล้วจะทำไม?” จิ่งเชียนอิ่งเลิกคิ้ว

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ