บทที่ 98 การถกปัญหาในราชสำนัก
ในเมื่อองค์ชายรองไม่อยากมือเปื้อนเลือด ไม่ว่าสตรีที่บรรเลงฉินหรือแขกชุดขาวจะโมโหแค่ไหนย่อมไม่มีทางทำอะไรได้
สตรีผู้บรรเลงฉินเปลี่ยนหัวข้อสนทนา และกระซิบเสียงเบาว่า “องค์ชายมีสายพระเนตรกว้างไกล บ่าวนับถือยิ่งเพคะ ไม่ว่าฉินเฟิงจะหยิ่งผยองแค่ไหน เขาก็เป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ ตราบใดที่ไม่ได้เป็นขุนนาง เขาไม่มีวันเป็นภัยคุกคามต่อองค์ชายได้”
“ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสงครามในเป่ยตี๋ที่ดูไม่มีหวังนั่น เพราะต่อให้มีหวังขึ้นมา ค่าใช้จ่ายทางทหารที่คำนวณคร่าว ๆ ก็เพียงพอจะทำให้ฉินเฟิงหมดหนทางแล้ว เขาไม่ได้เดิมพันครั้งใหญ่กับฮ่องเต้ด้วยความทะเยอทะยานเกินตัวหรือไร? หึ ๆ ถึงเวลานั้น ถ้าเขามีเงินไม่พอ ฮ่องเต้ย่อมไม่ละเว้นโทษ”
แขกชุดขาวเองก็รีบทำความเคารพอย่างรวดเร็ว และกล่าว “พระองค์เป็นองค์ชายแห่งต้าเหลียง แต่มีจิตใจที่ยิ่งใหญ่ราวกับมหาสมุทร ไม่ติดใจเอาความคนต่ำช้าเช่นนั้น กระหม่อมนับถือพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายรองมองหนังสือบทกวีพลางถอนหายใจเบา ๆ “แต่ฉินเฟิงผู้นี้มีความสามารถอยู่บ้าง… จันทราส่องท้องนภาสง่าเด่น ฉินฮั่นเป็นเขตฐานทหารกล้า ขุนพลแกร่งยังมิกลับหวนคืนมา ไม่ให้ม้าซยงหนูได้ข้ามแดน… บทกวีนี้ดีนัก ช่างเป็นบทกวีที่ดีจริง ๆ”
ฉินเฟิงเดินต่อไปไม่หยุด เขารีบออกจากบริเวณทะเลสาบแสงจันทร์ หลังจากแน่ใจว่าตนเองรอดพ้นเงื้อมมือขององค์ชายรองแล้ว ชายหนุ่มก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ก่อนจะเอื้อมมือไปถูชายเสื้อของฉินเสี่ยวฝูสองสามครั้งเพื่อเช็ดเหงื่อ
“ให้ตายเถอะ ข้าเป็นแค่คนธรรมดาแท้ ๆ ไม่ได้คุยกับฮ่องเต้ก็ยังต้องมาสนทนากับองค์ชายรอง เกรงว่าเง็กเซียนฮ่องเต้จะชื่นชอบข้ามากเกินไปแล้ว”
เมื่อเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกลัวของฉินเฟิง ฉินเสี่ยวฝูก็อดไม่ได้ที่จะสงสัย “นายน้อย ท่านรอดพ้นมาได้แล้วแท้ ๆ ไฉนยังกังวลมากขนาดนี้เล่าขอรับ”
“เจ้าจะไปรู้อะไร!” ฉินเฟิงกลอกตาไปมองฉินเสี่ยวฝู พูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ถ้าข้ามีทางเลือก ข้าก็ไม่อยากจะยุ่งวุ่นวายกับพวกหน่อเนื้อเชื้อพระวงศ์เหล่านี้หรอก บางครั้งไม่ใช่ว่าข้ากล้าหาญ แต่เป็นเพราะข้าไม่มีทางเลือกต่างหาก องค์ชายรองผู้นี้มีความทะเยอทะยานมาก เป็นการดีที่จะอยู่ห่างจากเขาให้มากที่สุดในอนาคต อย่าไปแตะต้องผลประโยชน์ของเขาง่าย ๆ เชียว!”
ฉินเสี่ยวฝูสับสนอีกครั้ง “ข้าไม่เข้าใจจริง ๆ แม้แต่หอเซียนเมามายและพรรคพยัคฆ์มังกรท่านก็สร้างเรื่องอึกทึกครึกโครมไปแล้ว นั่นยังไม่นับว่าเป็นการแตะต้องผลประโยชน์ขององค์ชายรองอีกหรือ?”
ฉินเฟิงคร้านเกินกว่าจะอธิบายอะไรมากมายให้ฉินเสี่ยวฝูฟัง
เงินถ้าหมดก็หาใหม่ได้ คนตายแล้วก็หาเลี้ยงใหม่ได้เช่นกัน
ไม่ต้องพูดถึงหอเซียนเมามายและพรรคพยัคฆ์มังกร แม้ว่าฉินเฟิงจะโค่นตระกูลพ่อค้าน้ำตาลอย่างตระกูลเจียงลง นั่นก็ไม่ถือว่าส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ขององค์ชายรอง
กล่าวตามตรง สายตาขององค์ชายรองจับจ้องไปที่ราชบัลลังก์ ตราบใดสิ่งที่เขาทำไม่ส่งผลกระทบต่อศึกชิงบัลลังก์ นั่นก็ยังไม่ถือว่าเขากลายเป็นศัตรูคู่แค้นขององค์ชายรองโดยสมบูรณ์
ธุรกิจก็คือธุรกิจ งานราชการก็คืองานราชการ นับเป็นคนละเรื่องกัน
ในจุดนี้ องค์ชายรองเข้าใจอย่างแจ่มชัด ฉินเฟิงเองก็เข้าใจเรื่องนี้เช่นกัน
แน่นอนว่าเงื่อนไขคือ เขาจะไม่ยั่วยุอีกฝ่าย ตราบเท่าที่อีกฝ่ายไม่มายั่วยุเขา
มิฉะนั้น ไม่ต้องพูดถึงองค์ชายรอง ต่อให้คู่แข่งจะเป็นเง็กเซียนฮ่องเต้ ฉินเฟิงก็จะถอนขนมันผู้นั้นออกมาให้จงได้!
ในเวลาเดียวกัน ตำหนักไท่เหอในพระราชวังต้องห้ามกำลังอบอวลไปด้วยความคุกรุ่น
เฉิงหยินมหาบัณฑิตชื่อดังจากเจียงเป่ยอายุอานามมากกว่าเจ็ดสิบปี ยืนอยู่กลางตำหนักอย่างภาคภูมิใจ พลางลูบหนวดเครายาวของตนเองเบา ๆ เสียงของบัณฑิตเฒ่ามีพลังมากล้นจนก้องกังวานอยู่ในตำหนักอย่างต่อเนื่อง
“ชิงดินแดนง่ายดาย ปกป้องดินแดนยากลำบาก สาเหตุที่ต้าเหลียงรุ่งเรืองในวันนี้ก็เพราะว่าฮ่องเต้ผู้ล่วงลับทรงตรากตรำทำงานหนักเพื่อสร้างยุคสมัยที่เจริญรุ่งเรือง ความเจริญรุ่งเรืองของแว่นแคว้นหมายถึงความเจริญรุ่งเรืองของใต้หล้า และความเจริญรุ่งเรืองของใต้หล้าหมายถึงความเจริญรุ่งเรืองของราษฎร คนเถื่อนเป่ยตี๋ยึดครองด่าน ย่อมทำให้ผู้คนขุ่นเคือง แต่การส่งทหารไปรบกับเป่ยตี๋หาใช่นโยบายที่ดี แม้ว่าจะส่งทหารไปชายแดนเพื่อโจมตีเป่ยตี๋ ก็ต้องเตรียมความพร้อมให้ประเทศร่ำรวย และทำให้ประชาชนเข้มแข็งเสียก่อน เมื่อถึงเวลานั้น หากทหารและม้าแข็งแกร่ง ไยต้องกลัวคนป่าเถื่อนพวกนั้นด้วย”
“ทุกวันนี้ใต้หล้าประสบภัยนานาประการ ภัยพิบัติเกิดขึ้นติดต่อกัน แถบเจียงหนานเกิดน้ำท่วมเป็นระยะ แถบกวนจงก็เกิดภัยตั๊กแตนบ่อยครั้ง แถบซีเป่ยอยู่ห่างไกลหลายพันลี้ ประชาชนอยู่ในภาวะยากลำบาก แม้ว่าพระมหากรุณาธิคุณของฮ่องเต้จะยิ่งใหญ่ ช่วยเปิดคลังบรรเทาความเดือดร้อน แต่หากเบื้องบนมีนโยบายใช้จ่ายมาก เบื้องล่างก็ต้องจัดหารายรับเพิ่ม บรรดาขุนนางเรียกเก็บส่วยมากเกินไป จนธัญพืชไปถึงมือผู้ประสบภัยไม่ถึงแม้แต่หนึ่งในสิบ”
“หากเปิดสงครามกับเป่ยตี๋ ค่าใช้จ่ายทางการทหารย่อมมากกว่าหลายร้อยล้านตำลึงเงิน ข้าขอถามใต้เท้าทุกท่านหน่อยว่า รายได้ภาษีประจำปีของต้าเหลียงนั้นมากน้อยเท่าใด ด้วยเงินจำนวนนี้ ไม่สู้ใช้เพื่อแก้ปัญหาการดำรงชีพของผู้คน ปลอบใจประชาชนดีกว่าหรือ เมื่อประชาชนเจริญ ประเทศชาติย่อมจะเจริญตามไปด้วย”
ทั้งตำหนักไท่เหอเงียบงัน มีเพียงเสียงพูดราวผู้ผดุงความยุติธรรมของเฉิงหยินเท่านั้นที่ดังออกมา
ใจของฉินเทียนหู่เต้นแรง ทำไมเด็กเหลือขอคนนี้ถึงมาอยู่ที่นี่ได้เล่า ท่าทางเสเพลของเขาจะไม่ทำให้บัณฑิตในใต้หล้าหัวเราะเยาะหรอกหรือ! หากพูดมากแล้วผิดพลาดจนตกเป็นรอง สงครามในเป่ยตี๋ก็หมดหวังแล้ว
พระเนตรของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงเป็นประกายขึ้น แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก แสร้งทำเป็นสงบและพูดเบา ๆ “ทำไมฉินเฟิงถึงมาที่นี่ เรียกตัวเข้ามา”
ขุนนางกรมคลังเสียเปรียบฉินเฟิงมาหลายครั้งแล้ว เมื่อได้ยินชื่อฉินเฟิงพวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกไม่ดี และมองหน้ากันไปมา
ภายใต้การจ้องมองของทุกคน ฉินเฟิงก้าวผ่านประตูตำหนัก มองไปที่ขุนนางบุ๋นบู๊ และบัณฑิตขงจื๊อที่อยู่เต็มตำหนัก เขาอดยิ้มออกมาไม่ได้ “ว้าว เล่นใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ?”
ฉินเฟิงไม่สนความแตกต่างของฐานันดรอะไรทั้งนั้น เขาเดินไปข้างเฉิงหยิน อีกทั้งยังยืนล้ำหน้าอีกฝ่ายเล็กน้อย พฤติกรรมหยาบคายนี้ดึงดูดคำวิพากษ์วิจารณ์จากบัณฑิตขงจื๊อบางคนทันที
“เด็กเหลือขออย่างเจ้า กล้าอยู่เหนือกว่าผู้เฒ่าเฉิงได้อย่างไร ไร้เหตุผลจริง ๆ!”
“ฮึ่ม! เจ้าเด็กเมื่อวานซืน ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ไม่ให้ความสำคัญกับเหล่าปัญญาชน!”
“เขาคือฉินเฟิงหรือ? ข้าเคยได้ยินเกี่ยวกับการกระทำต่ำช้าของคนผู้นี้มานานแล้ว วันนี้ได้พบ เขานี่เลวสมชื่อเลยจริง ๆ!”
ฉินเฟิงทำท่าแคะหูทำท่าทีราวกับจะบอกว่า อะไรนะ? ลมแรงชะมัด ไม่ได้ยินเลย!
ฉินเฟิงไม่สนใจบรรดาบัณพิตที่เอ่ยประชดประชันอยู่รอบ ๆ โค้งคำนับฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียง พลางกล่าวอย่างไม่ถ่อมตัวหรือหยิ่งผยองจนเกินไป “ราษฎรผู้ต่ำต้อยฉินเฟิง ถวายบังคมฝ่าบาท”
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงฝากความหวังสุดท้ายไว้กับฉินเฟิง อย่างไรเสียเจ้าเด็กคนนี้แต่ไหนแต่ไรก็อาเจียนออกมาเป็นดอกบัว มีวาทศิลป์ เขาเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในการโต้แย้งกับพวกบัณฑิตขงจื๊อ ฝ่าบาทตรัสถามอย่างวางมาดทันที “ฉินเฟิง เจ้ามาที่นี่เพื่อหารือเรื่องการศึกกับเป่ยตี๋ด้วยหรือ?”
ฉินเฟิงโพล่งออกมาว่าโดยไม่ได้คิดว่า “ไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ