บทที่ 993 การต่อสู้กันด้วยอาวุธอย่างฉับพลัน
ฉินเฟิงยืดตัวขึ้น กำลังจะกลับไปดูอาการของหลี่เซียวหลานที่เรือนหลัง แต่จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงตะโกนดังมาจากนอกศาลาว่าการอำเภอ
“อะไรนะ? มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ?”
“บ้าไปแล้ว! ไป พาข้าไปดูเร็วเข้า ถ้าเป็นเรื่องจริง ข้าจะต้องหักขาไอ้สุนัขชั่วนั่นให้ได้!”
ฉินเฟิงจำเสียงตะโกนนี้ได้ ย่อมเป็นเสียงหนิงหู่ เขาจึงเปลี่ยนใจ ก้าวเท้าออกจากศาลาว่าการอำเภอ พอดีเห็นหนิงหู่นำทหารหลายนายเดินโกรธเกรี้ยวไปทางทิศตะวันออกของเมือง
“เสือน้อยเกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
ได้ยินเสียงตะโกนของฉินเฟิง หนิงหู่ชะงักเท้า แต่ความโกรธบนใบหน้าไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย
“เป็นแค่เรื่องเล็กน้อยไม่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องให้พี่ฉินกังวล ข้าจะจัดการเอง”
เรื่องเล็กน้อย?
หากเป็นเรื่องเล็กน้อยจริงแล้วเหตุใดต้องให้หนิงหู่จัดการ? แม้ตอนนี้ฉางสุ่ยจะมั่นคงดุจกำแพงเหล็กง ไม่ต้องกังวลเรื่องกองทัพศัตรูโจมตีเมืองชั่วคราว แต่อย่างไรก็ยังอยู่ในช่วงสงคราม เป็นช่วงเวลาที่อ่อนไหว เรื่องเล็กน้อยใด ๆ ก็อาจก่อให้เกิดหายนะใหญ่หลวงได้
ภายใต้การซักถามของฉินเฟิง หนิงหู่ยอมเล่าสิ่งที่เกิด แรากฏว่าทางตะวันออกของเมืองเกิดการปะทะกัน สาเหตุมาจากปัญหาการจัดสรรเสบียง ทำให้สองตระกูลใหญ่ลงไม้ลงมือ มีผู้คนเข้าร่วมกว่าสี่สิบคน
เมื่อทราบเรื่องราว ฉินเฟิงขมวดคิ้ว “การปะทะขนาดใหญ่ที่มีคนเข้าร่วมหลายสิบคน นับเป็นเรื่องเล็กน้อยด้วยหรือ?”
“ไป พาข้าไปดูหน่อย”
ฉินเฟิงไม่กล้าประมาท ศึกนอกป้องกันทั้งกลางวันกลางคืน แต่โจรในบ้านยากจะป้องกัน การปะทะใหญ่นี้ หากเป็นฝีมือของสายลับที่แฝงตัวอยู่ในเมืองจงใจยุยงปลุกปั่นก็จะเป็นเรื่องใหญ่โตได้
เมื่อเห็นฉินเฟิงจะไปด้วย เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝันหนิงหู่เรียกหลิ่วหมิงมา ปล่อยให้จางเจิ้นไห่เฝ้าประตูเมืองเพียงคนเดียว เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน สามคนพาทหารสองคนรวมเป็นห้าคน เดินมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกของเมือง
ช่วงนี้ไม่มีการสู้รบ ยกเว้นทหารสองคน ฉินเฟิง หนิงหู่ และจางเจิ้นไห่จึงสวมเป็นเสื้อผ้ากันหนาว ไม่ได้สวมเกราะ
พอมาถึงที่เกิดเหตุ สถานการณ์ก็วุ่นวายราวกับโจ๊กคนไม่ทั่วอย่างที่คาดไว้
การต่อสู้ด้วยอาวุธของทั้งสองฝ่ายสิ้นสุดลงแล้ว แต่ยังคงเผชิญหน้ากันอยู่ ตรงกลางมีชายหญิง เด็กและคนแก่นอนบาดเจ็บกระจัดกระจายอยู่สิบกว่าคน
พึงรู้ไว้ว่า ทุกครั้งที่มีการต่อสู้ระหว่างตระกูล ไม่ว่าจะเป็นชายหญิง เด็กหรือคนแก่ต่างก็เข้าร่วม อาวุธก็หลากหลายนานาชนิด จอบ มีด กระบอง หยิบฉวยอะไรได้ก็เอามาใช้ก่อน การต่อสู้ระหว่างตระกูล ชาวบ้านธรรมดาเหล่านี้มักจะแสดงขวัญและกำลังใจที่ไม่แพ้กองทัพปกติเลย
ด้วยเหตุนี้การต่อสู้ระหว่างตระกูลจึงมักจะรุนแรงอย่างยิ่ง การบาดเจ็บล้มตายเป็นเรื่องปกติธรรมดา
ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายกำลังกล่าวโทษและด่าทอกัน เพื่อทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ฉินเฟิงไม่รีบห้ามปราม แต่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ
จากคำพูดของทั้งสองฝ่ายสามารถตัดสินได้ว่า สองตระกูล ตระกูลหนึ่งแซ่หวัง อีกตระกูลหนึ่งแซ่โจว เป็นสองตระกูลใหญ่ในฉางสุ่ย
เนื่องจากเมืองถูกปิดล้อมแล้ว ชาวบ้านที่เหลืออยู่ในเมืองมีน้อย ญาติพี่น้องนอกเมืองไม่สามารถเข้ามาได้ ทั้งสองฝ่ายจึงต้องรวบรวมญาติพี่น้องที่มีอยู่ในพื้นที่ กำลังของทั้งสองฝ่ายจึงไม่แตกต่างกันมากนัก มีคนประมาณยี่สิบคน
ชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบปีที่เป็นหัวหน้าตระกูลหวังชี้นิ้วไปยังฝั่งตรงข้ามพลางด่าทอเสียงดัง “พวกสุนัขชั่วตระกูลโจว หน้าพวกเจ้าขัดตาข้ามานานแล้ว!”
“คราวก่อนที่ญาติพี่น้องของพวกข้าซ่อมแซมบ้าน หัวหน้าคนงานที่เป็นคนตระกูลโจวพวกเจ้าบีบเค้นเอาเงินไปตั้งหกร้อยอีแปะ บัญชีนี้ข้ายังจำขึ้นใจ!”
“ท่านโหวฉิน พวกที่ก่อความวุ่นวายเหล่านี้สมควรถูกตัดหัวเป็นเยี่ยงอย่างแก่คนอื่นขอรับ”
สำหรับข้อเสนอที่โหดร้ายของหลิ่วหมิงฉินเฟิงไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย เพราะหลิ่วหมิงเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสืบราชการลับ การลอบสังหาร และการลงโทษ จะบอกเขามีคำว่าเพชฌฆาตติดหน้าก็ไม่เกินเลยแต่อย่างใด
ยิ่งไปกว่านั้น หลิ่วหมิงไม่ได้เสนอให้ฆ่าอย่างไร้เหตุผล แต่เป็นการทำตามกฎหมายในช่วงสงคราม เมืองถูกประกาศกฎอัยการศึก ไพร่พลเหล่านี้กลับกล้าก่อเหตุจลาจลรวมตัวกันต่อสู้ด้วยอาวุธ นั่นเป็นความผิดถึงตายอยู่แล้ว
แต่เมื่อพิจารณาว่าชาวเมืองฉางสุ่ยถูกลากเข้ามาพัวพันกับสงครามอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว พวกเขาล้วนไม่รู้ความนัก อีกทั้งยังทุ่มเทแรงกายแรงใจใปกป้องเมืองไม่น้อย วิธีการสังหารให้เป็นเยี่ยงอย่างจึงรุนแรงไปสักหน่อย
อีกอย่างฉินเฟิงอาศัยการสร้างบุญคุณมากมายจนได้รับใจชาวฉางสุ่ยมาอย่างยากเย็น หากตอนนี้จู่ ๆ เปิดฉากสังหารหมู่ ต่อไปชาวบ้านก็จะไม่กล้าช่วยเหลือเขาอย่างจริงใจแล้ว ได้ไม่คุ้มเสีย
ฉินเฟิงส่งสัญญาณให้หลิ่วหมิง บอกให้เขาใจเย็น ๆ แล้วดูต่อไปอีกนิด
หนิงหู่ที่อยู่ข้าง ๆ ทนไม่ไหวแล้ว เขาเอ่ยเสียงต่ำ “พี่ฉิน ท่านได้ยินหรือไม่? พวกเขาบอกว่าเป็นฝีมือของพลาธิการที่ฉวยโอกาสหาผลประโยชน์ส่วนตัว กองทัพของพวกเราจะมีคนเลวแบบนี้ได้อย่างไร?”
เขาเจ็บปวดใจนักง เหตุที่เขาตอบสนองรุนแรงเช่นนี้ก็เพราะ ‘สวัสดิการทหาร’ ที่ฉินเฟิงมอบให้ล้วนเป็นของชั้นเยี่ยม ทั้งที่ไม่ขัดสนเงินทองแต่กลับมาทำการลักเล็กขโมยน้อยทำลายชื่อเสียงของฉินเฟิง ช่างน่าประณามนัก
ฉินเฟิงโบกมือ แล้วกล่าวปลอบประโลม “คนที่ดูแลเรื่องพลาธิการไม่ได้เป็นคนของพวกเราทั้งหมด ยังมีทหารฉางสุ่ยอีกมาก รวมถึงขุนนางและปราชญ์ท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงอีก”
“ตระกูลโจวก็บอกแล้วไม่ใช่หรือ พลาธิการที่แจกจ่ายเสบียงคนนั้นเป็นคนของตระกูลโจว คาดว่าน่าจะเป็นคนท้องถิ่นที่ถูกเกณฑ์มาชั่วคราว ไม่ใช่คนของพวกเรา”
ได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าดำทะมึนของหนิงหู่จึงค่อยดีขึ้นเล็กน้อย เขาจะไม่ยอมให้มีพวกหนูที่ใช้อำนาจในทางที่ผิดและเห็นแก่ได้ปรากฏในกองทัพของเขาเด็ดขาด
ขณะนั้นเอง การทะเลาะวิวาทระหว่างตระกูลหวังและตระกูลโจวก็ทวีความรุนแรงขึ้นอีกรอบ

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ