ซูเปอร์ลูกเขย นิยาย บท 1160

สรุปบท บทที่ 1160 การต่อต้านของผนึกจูเสิน: ซูเปอร์ลูกเขย

ตอน บทที่ 1160 การต่อต้านของผนึกจูเสิน จาก ซูเปอร์ลูกเขย – ความลับ ความรัก และการเปลี่ยนแปลง

บทที่ 1160 การต่อต้านของผนึกจูเสิน คือตอนที่เปี่ยมด้วยอารมณ์และสาระในนิยายนิยายจีนโบราณ ซูเปอร์ลูกเขย ที่เขียนโดย ชิงเฉิง เรื่องราวดำเนินสู่จุดสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยใจตัวละคร การตัดสินใจที่ส่งผลต่ออนาคต หรือความลับที่ซ่อนมานาน เรียกได้ว่าเป็นตอนที่นักอ่านรอคอย

ครั้นได้ยินว่าอวิ๋นเฮ่อยังอยู่ในเมืองหลวง เหมิงเอ้าก็พลันตื่นเต้นขึ้นมา “อะไรนะ ตาเฒ่านั่นยังอยู่ที่เมืองหลวงอย่างนั้นหรือ?”

กระทั่งคนที่มีความคิดเรียบง่ายเช่นเหมิงเอ้านี้ พอได้ยินว่าอวิ๋นเฮ่อยังอยู่ในเมืองหลวง เหมิงเอ้าก็คิดเหมือนกันว่า อวิ๋นเฮ่อคงจะรอเซียวเฉวียนอยู่สินะ

ต้องการทำให้เซียวเฉวียนเสียประโยชน์

ตาเฒ่าผู้นี้!

“ถ้าเช่นนั้นเขาหลบอยู่ที่ใด?” เหมิงเอ้ากระแอมไอพลางสอบถามต่อ

ขอเพียงมีคนที่ทำให้เซียวเฉวียนเสียประโยชน์ เหมิงเอ้าก็ไม่อาจปล่อยคนผู้นั้นไปได้

เขาจะต้องลากตัวอวิ๋นเฮ่อออกมา ต่อให้สังหารอวิ๋นเฮ่อไม่ได้ เหมิงเอ้าก็จะต้องไล่เขาออกจากเมืองหลวง

ชิงหลงหัวเราะพลางมองเหมิงเอ้าครั้งหนึ่ง เจ้าตุ๊กตาน้อยตัวนี้ช่างปกป้องนายเสียเหลือเกิน

แต่ว่า ชิงหลงไม่มีทางบอกเหมิงเอ้าหรอกว่าอวิ๋นเฮ่ออยู่ที่ใด

ไม่ใช่เพื่อสิ่งใด แต่ชิงหลงทำก็เพื่อปกป้องเหมิงเอ้า

ชิงหลงรู้สึกว่าตอนนี้เหมิงเอ้ายังไม่ใช่คู่ต่อกรของอวิ๋นเฮ่อ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดจะต้องเอาตัวเองไปสังเวยอย่างไม่มีความหมายด้วย?

ยิ่งไปกว่านั้น ชิงหลงยังคุมตัวอวิ๋นเฮ่อเอาไว้ อีกฝ่ายก่อคลื่นลมอะไรไม่ได้หรอก ไม่เพียงพอให้ต้องกลัวด้วยซ้ำ

ดังนั้น เพื่อขายผ้าเอาหน้ารอดไปก่อน ชิงหลงจึงเอ่ยเสียงเบาว่า “ข้าไม่แน่ใจว่าเขาซ่อนตัวอยู่ที่ใด”

ความหมายอื่นในคำพูดของชิงหลงก็คือเขาจะไม่บอกเหมิงเอ้าหรอก

แต่เหมิงเอ้าฟังความหมายในคำพูดนี้ออก

“เฮอะ!”

เหมิงเอ้าแค่นเสียงเย็นครั้งหนึ่ง ก่อนจะนั่งลงด้วยความโมโหแถมยังถลึงตาใส่ชิงหลงครั้งหนึ่ง

ผ่านมาจนป่านนี้แล้ว ชิงหลงยังปกป้องตาเฒ่าอย่างอวิ๋นเฮ่อผู้นี้อยู่อีก

แต่ว่า ท่านบรรพบุรุษอย่างชิงหลงไม่คิดอยากเอ่ยปาก เหมิงเอาเองก็ทำอะไรเขาไม่ได้ ดังนั้นเหมิงเอ้าจึงทำได้แค่อัดอั้นใจเท่านั้น

“เหมิงเอ้า บรรพบุรุษคิดอยากช่วยเจ้า นี่เจ้ารู้หรือไม่?” เซียวเฉวียนเห็นสีหน้าอัดอั้นไม่ยินดีของเหมิงเอ้าแล้ว ก็เอ่ยปากอย่างอารมณ์เสีย

เหมิงเอ้าตะลึงไป เขาคิดไม่ตกว่าชิงหลงจะช่วยเขาได้อย่างไร

เซียวเฉวียนอดส่ายหัวพลางเอ่ยต่อไม่ได้ “เจ้ารู้สึกว่าเจ้าสู้กับอวิ๋นเฮ่อได้กระนั้นหรือ?”

คำพูดประโยคนี้เอ่ยถามจนเหมิงเอ้าตะลึงชัดเจน เขาก็คงไม่อาจจะสู้อวิ๋นเฮ่อได้จริงๆ

ความคิดอ่านของเหมิงเอ้าจะอย่างไรก็เรียบง่ายอยู่แล้ว ความหมายที่เห็นได้ชัดของชิงหลงแบบนี้เขายังคิดไม่เข้าใจ

ก่อนหน้านี้เซียวเฉวียนกำชับเหมิงเอ้าตลอดว่าหากมีเวลาว่างก็ร่ำเรียนกับไป๋ฉี่ให้มันมากหน่อย การศึกษาช่วยเปิดปัญญาให้คนได้

เหมิงเอ้ากลับรั้นไม่ฟัง แถมยังพูดว่าการอ่านหนังสือนั้นทำให้ง่วงงุน เขาไม่ได้เกิดมาเพื่ออ่านหนังสือ

หากให้เหมิงเอ้าร่ำเรียน ก็คล้ายจะเอาชีวิตของเหมิงเอาก็ไม่ปาน

ด้วยความจำใจอย่างที่สุด เซียวเฉวียนจึงทำได้แค่ล้มเลิกความคิดที่จะให้เหมิงเอ้าเรียนหนังสือไปชั่วคราว

ในยามนี้ เซียวเฉวียนยิ่งรู้สึกขึ้นเรื่อยๆ ว่าจำเป็นต้องให้เหมิงเอ้าร่ำเรียนเสียแล้ว เขารู้สึกว่าไม่อาจจะให้เหมิงเอ้าเติบโตเป็นคนป่าเถื่อนโอหังไปกว่าเดิม

เซียวเฉวียนจำเป็นต้องแสดงท่าทีสักหน่อย

ดังนั้นแล้ว เซียวเฉวียนจึงเอ่ยอย่างจริงจังเข้มงวดว่า “เหมิงเอ้า นับแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ทุกวันเจ้าต้องแบ่งเวลามาหนึ่งชั่วยามเพื่อร่ำเรียนเขียนอ่าน ห้ามขี้เกียจเด็ดขาด”

พอเหมิงเอ้าได้ฟัง สีหน้าของเขาก็ซีดทันที ฮือๆๆ นายท่านรังเกียจที่เขาโง่อย่างนั้นหรือ?

ฮือๆๆ นายท่านรังเกียจเขาแล้ว...

ครั้นได้ฟังความในใจของเหมิงเอ้า เซียวเฉวียนก็รู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก

หากปล่อยไว้ในจีน เหมิงเอ้าต้องเป็นเด็กดื้อชนิดที่ทำให้ผู้ปกครองปวดหัวเรื่องการเรียนแน่

แต่ว่า ครั้งนี้เซียวเฉวียนตัดสินใจมั่นแล้วว่าจะให้เหมิงเอ้าร่ำเรียนรู้หนังสือ เซียวเฉวียนจึงต้องฝืนทำใจแข็งทำตัวดุเอ่ย “เรียนให้มากหน่อย แล้วเจ้าจะทำหลายเรื่องได้ดีขึ้น”

คำพูดนี้คล้ายกำลังชมเหมิงเอ้า เหมิงเอ้าชอบฟัง

ในเมื่อเซียวเฉวียนเอ่ยปากเช่นนี้ เช่นนั้นเหมิงเอ้าก็จะเรียนแล้ว

เหมิงเอ้าพยักหน้าเอ่ย “เอาละ ข้าฟังนายท่าน”

พอเอ่ยคำพูดจบแล้ว เหมิงเอาก็ใช้สายตาโอดครวญมองเซียวเฉวียนครั้งหนึ่ง

เซียวเฉวียนตัดสินใจเมินเฉยสายตาเช่นนี้ของเหมิงเอ้า เขาพยักหน้าเอ่ยอย่างพอใจ “รู้ตัวสักหน่อยก็ดี ข้าจะตรวจการบ้านเจ้าเป็นระยะ”

ความหมายในคำพูดนี้ก็คือ เหมิงเอ้าเจ้าไม่มีโอกาสจะขี้เกียจ

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เซียวเฉวียนอยากจะให้เหมิงเอ้าร่ำเรียนเพื่อเปิดปัญญา

พอได้ยินแล้วเซียวเฉวียนก็มึนงง แล้วอะไรเรียกว่าพูดถูก อะไรเรียกว่าพูดผิดล่ะ?

หรือว่า...

ความคิดที่ว่าเขาถูกผนึกจูเสินหลอกจนไปไม่เป็นทำเอาสมองของเซียวเฉวียนเต็มไปด้วยความมึนงงในทันใด

ชิงหลงที่สามารถอ่านใจของเซียวเฉวียนได้นั้นสะบัดพัดครั้งหนึ่ง เขาเอ่ยอย่างมั่นใจ “เจ้าไม่ได้คาดเดาผิด ผนึกจูเสินออกจากร่างของเจ้าได้ แต่ว่าเจ้าจะต้องเสียค่าตอบแทนอย่างใหญ่หลวง ครั้นผนึกจูเสินสลัดออกจากร่าง เจ้าจะผ่านความรู้สึกเจ็บปวดราวกระดูกแตกทั้งร่าง”

ชิงหลงมองออกว่าผนึกจูเสินคงไม่ให้เซียวเฉวียนเจอโทษทัณฑ์นี้ไปเฉยๆ หรอก และหากเป็นเวลาที่ผนึกจูเสินจะออกมาไม่ได้ละก็ ผนึกจูเสินก็จะไม่ออกมา

ดังนั้นแล้ว ก็ไม่อาจจะพูดได้ว่าผนึกจูเสินหลอกเซียวเฉวียนเสียทีเดียว

ผนึกจูเสินเตรียมตัวแล้วว่าจะต้องหลอมรวมเป็นร่างเดียวกับเซียวเฉวียนไปตลอดกาล เขาจะต้องพูดคำพูดประมาณนี้กับเซียวเฉวียนแน่

แล้วอีกอย่างนั้น การที่ผนึกจูเสินหลอมรวมเป็นร่างเดียวกับเซียวเฉวียน ก็เหมือนกับว่าเซียวเฉวียนได้สืบทอดอำนาจอันแกร่งกล้าของผนึกจูเสิน

ขอลองสอบถามดู บนโลกใบนี้มีใครที่สามารถคานอำนาจกับผนึกจูเสินได้บ้าง?

นอกจากจิตกระบี่แล้ว ก็นับว่าไม่มี

ยิ่งไปกว่านั้น จิตกระบี่จดจำได้ว่าเซียวเฉวียนเป็นนาย เซียวเฉวียนยังมีจิตกระบี่คุ้มครอง แล้วจะมีเวลาไหนที่ผนึกจูเสินจำเป็นต้องออกมาอีกละ

แน่ชัดว่าไม่มี

คำอธิบายทำนองนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผนึกจูเสินจะหลอกเซียวเฉวียน

พอได้ยินคำวิเคราะห์ของชิงหลงแล้ว เซียวเฉวียนก็อดมองผนึกจูเสินด้วยมุมมองใหม่ไม่ได้

ผนึกจูเสินเป็นแค่ผนึกชิ้นหนึ่ง คิดอ่านเรื่องราวอะไรกลับมองการณ์ไกลรอบคอบ เก่งมากๆ

อย่างน้อยตรงจุดนี้ก็เก่งกว่าคนมีร่างอย่างเหมิงเอ้ามากทีเดียว

เซียวเฉวียนถึงกับหยิบเอาผนึกจูเสินมาเทียบกับเหมิงเอ้า?

ผนึกนี้เดิมทีเป็นผนึกเทพพันปี ผนึกเทพศัตรานับพันปี เซียวเฉวียนจะเอามันมาเทียบกับเด็กโง่อย่างเหมิงเอ้าได้อย่างไร?

ผนึกจูเสินย่อมไม่ดีใจแล้ว เพื่อจะแสดงความไม่เห็นด้วย ผนึกจูเสินจึงเริ่มโคจรพลังภายใน...

ทันใดนั้นเซียวเฉวียนก็รู้สึกว่าร่างกายแผดเผาไม่หยุด กระทั่งรูขุมขนของเขายังแทบจะพ่นควันร้อนออกมาแล้ว

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ซูเปอร์ลูกเขย