อ่านสรุป บทที่ 1848 มิจงรักภักดี จาก ซูเปอร์ลูกเขย โดย ชิงเฉิง
บทที่ บทที่ 1848 มิจงรักภักดี คืออีกหนึ่งตอนเด่นในนิยายนิยายจีนโบราณ ซูเปอร์ลูกเขย ที่นักอ่านห้ามพลาด การดำเนินเรื่องในตอนนี้จะทำให้คุณเข้าใจตัวละครมากขึ้น พร้อมกับพลิกสถานการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด เขียนโดย ชิงเฉิง อย่างเฉียบคมและลึกซึ้ง
แม้แต่ในความฝัน ท่านนักปราชญ์ก็มิเคยคิดมิเคยฝันว่าตนเองจะมีวันนี้!
นี่หรือคือตัวแทนของสวรรค์ ช่างน่าขายหน้าพระเจ้าเสียจริง!
ทว่า เสียหน้ายังดีกว่าตนเองต้องเสียชีวิต!
ท่านนักปราชญ์จึงคิดคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองเอาไว้ก่อน
จึงได้จำใจกินรากหญ้าและเปลือกไม้ไปเช่นนี้
หากแต่เสวียนจิ้งอดไม่ได้ที่จะสงสัยในโชคชะตาในชีวิตของตนเอง
เขาพลางเอ่ยถามด้วยท่าทีสับสนว่า "ท่านอาจารย์ขอรับ ของเหล่านั้นกินได้ด้วยหรือ?"
ท่านนักปราชญ์ที่มีทักษะการแพทย์ติดตัว ทั้งยังรู้จักพืชพรรณมากมายเช่นนี้ จึงตอบกลับไปด้วยความหนักแน่นว่า "แน่นอน"
ไร้สาระ หากกินมิได้ท่านนักปราชญ์ที่จักพูดออกมาหรือ?
มีสิ่งใดที่มิอาจกินได้บ้าง?
ตราบใดที่ไม่มีพิษ ล้วนแต่กินได้ทั้งหมดแหละ
ทว่า
เสวียนจิ้งเหลือบมองหญ้าและต้นไม้ด้านข้างด้วยสีหน้าลำบากใจ เพียงกวาดตามองดูก็รู้ว่ามันกลืนยากมากเพียงใดกัน แล้วจักต้องกินเช่นไร?
การเป็นมนุษย์ช่างยากเย็นแสนเข็ญยิ่งนัก!
ท่านนักปราชญ์อดมิได้ที่จะกลอกตามองไปที่เสวียนจิ้ง พลางชักสีหน้าเอ่ยถามว่า "แล้วจักให้ทำเช่นไร?"
หากจักออกไปจากที่นี่ อาจจะถูกเซียวเฉวียนตามเจอก็เป็นได้ ทว่า หากอยู่ที่นี่ก็มีแต่ต้องกินผลหมากรากไม้เพื่อประทังชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัย อะไรสำคัญกว่ากันมิเข้าใจหรือ?
หากเอ่ยเช่นนั้นก็มิผิดเช่นกัน ทั้งยังมีเหตุผลมากอีกด้วย
ทว่า
เสวียนจิ้งอดไม่ได้ที่จะเหม่อมองต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่ข้างกายตนเอง ด้วยสีหน้าลำบากใจ ก่อนจะขมวดคิ้วเป็นปมเข้าหากัน
เสวียนจิ้งจึงมิกล้าเอ่ยอันใดออกมามากนัก เมื่อเห็นว่าท่านนักปราชญ์ดูมุ่งมั่นที่จะรั้งอยู่ที่นี่ต่อไป
ช่างเหอะ เขาอาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อย เดินออกไปให้ไกลกว่าเดิมเพื่อดูว่ามีผลไม้ป่าอันใดให้พอประทังความหิวได้บ้าง
ในคราแรก เสวียนจิ้งพลันรู้สึกว่าการกินผลไม้ป่าทุกวันก็น่าหดหู่พอแล้ว แต่เขามิเคยคิดว่าตนเองจักต้องอดอยากเสียจนต้องมากินรากหญ้าและเปลือกไม้เช่นนี้
ชีวิตคนเราช่างยากที่จะอธิบายออกมาเสียจริง!
เสวียนจิ้งจึงได้เรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ตลอดเวลา
เดิมทีเขาคิดว่าตนเองจักกลายเป็นผู้ร้ายที่ต้องคอยหลบหนีไปยังซินเจียงเพื่อลี้ภัยเช่นเดียวกันกับนักปราชญ์ นี่คือผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด
เขารู้สึกว่าตนเองสามารถพึ่งพาท่านนักปราชญ์ เพื่อให้เขาช่วยแก้แค้นองค์จักรพรรดิและเซียวเฉวียนให้กับตนเองได้ จึงได้ร่วมหัวจมท้ายมากับเขา
มิคิดเลยว่าหลังจากที่ตนเองติดตามท่านนักปราชญ์มาแล้วนั้น ชีวิตของตนเองกลับจมดิ่งลงมาเสียได้
จมดิ่งลงมามิเท่าไหร่ ทว่า อาหารสามมื้อของตนเองยังยากที่จะหากินได้ก็พอแล้ว ทั้งยังต้องใช้ชีวิตที่เหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้ายเช่นนี้อีก ยังต้องมาคอยหลบ ๆ ซ้อน ๆ ในภูเขาอีกด้วย มิว่าจักทำอันใดก็ถูกสั่งห้ามไปเสียหมด
โอ้พระเจ้า!
เหตุใดพวกท่านถึงทำกับข้าเช่นนี้?
เสวียนจิ้งได้แต่เอ่ยก่นด่าอยู่ในใจ
นับตั้งแต่เขาเกิดมา เขาล้วนแต่มีทุกสิ่งอย่าง!
ทว่า ชีวิตของตนเองกลับต้องตกต่ำมาจนถึงขั้นนี้!
แม้แต่คนเช่นเซียวเฉวียน ก็ยังกลับมาพลิกประสบความสำเร็จได้!
องค์จักรพรรดิก็ยังลำเอียงให้แก่เซียวเฉวียนอีก เป็นไปได้หรือไม่ว่า แม้แต่พระเจ้าก็ยังลำเอียงให้กับเซียวเฉวียนเช่นกัน ถึงมิยอมให้เสวียนจิ้งได้มีหนทางตอบโต้กลับเช่นนี้?
หรือว่า แม้แต่พระเจ้าเองไม่ยุติธรรมเช่นกันหรือ?
เสวียนจิ้งรู้สึกขุ่นเคืองใจยิ่งนัก!
ด้วยสภาพตนเองที่ตกต่ำเช่นนี้ เขาจำเป็นต้องตอบโต้กลับไป ถึงแม้ว่ามันจะช่วยให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นสักนิดก็ตาม!
เมื่อมิต้องกังวลกับอาหารการกินเครื่องนุ่งห่มเช่นนี้ เสวียนจิ้งมีเวลาและพละกำลังที่จะพัฒนาความแข็งแกร่งของตนเอง
พัฒนาวรยุทธ์ของตนเองให้สูงขึ้น เช่นนี้เขาจักได้ไปต่อกรกับเซียวเฉวียนได้!
ท่านนักปราชญ์ที่อ้างว่าตนเองเป็นตัวแทนแห่งสวรรค์นั้น ดังนั้นเสวียนจิ้งจึงจะเอ่ยคำพูดเหล่านี้เพื่อเป็นการต่อต้านพระเจ้าต่อหน้าท่านนักปราชญ์
ทว่า ในเมื่อท่านนักปราชญ์เป็นตัวแทนแห่งสวรรค์แล้วนั้น หากว่ากันตามจริง ท่านนักปราชญ์จักทำเช่นไรย่อมได้รับการยินยอมจากพระเจ้ามิใช่หรือ เช่นนั้นเขามิน่าจะตกต่ำมาจนถึงขั้นนี้สิ!
ความจริงก็คือ ท่านนักปราชญ์ถูกเซียวเฉวียนบีบบังคับให้เหลือหนทางรอดเพียงเท่านี้ ทั้งยังอยู่ในสภาพน่าอนาถเช่นนี้อีกด้วย!
เสวียนจิ้งพลันรู้สึกว่า ตำแหน่งที่ท่านนักปราชญ์กล่าวว่าตนเองเป็นตัวแทนของสวรรค์นั้น ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ตัวเขาสร้างหน้ากากขึ้นมาใส่เองเท่านั้น
ในอาจกล่าวได้ว่า การเคลื่อนไหวของท่านนักปราชญ์สร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก อีกทั้งเขายังหลอกลวงทุกคนอีกด้วย
น่าเกลียดยิ่งนัก!
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ท่านนักปราชญ์เองก็เป็นคนที่มีความสามารถมากจริงๆ
ถึงแม้ว่าเขาจะยังไม่สามารถเอาชนะเซียวเฉวียนได้ในยามนี้ ทว่า สำหรับลูกนกมือใหม่เช่นเสวียนจิ้งนั้น ท่านนักปราชญ์ถือได้ว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจที่แข็งแกร่งในใต้หล้า
ต้นไม้ทางด้านซ้ายค่อนข้างจะเขียวชอุ่มเลยทีเดียว บางทีทางนี้อาจจะมีผลไม้ป่าก็เป็นได้
เสวียนจิ้งเดินทางไปฝั่งนั้นได้ประมาณหนึ่งก้านธูป แล้วจึงเดินกลับมา
เขายังนำผลไม้ป่ามากมายเก็บเอาไว้ในเสื้อผ้า พร้อมกลับมาด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มมากมาย หลังจากพบผลไม้ป่าแล้วนั้น เขาก็ไม่จำเป็นต้องกินรากหญ้าและเปลือกไม้อีกต่อไป!
ที่แท้พระเจ้าก็ยังคงเหลือทางรอดเอาไว้ให้พวกเขาอยู่บ้าง
ตราบใดที่ยังมีหนทาง ชีวิตก็จักต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน
เมื่อเห็นว่าเสวียนจิ้งนำผลไม้ป่ากลับมามากมายเช่นนี้ ท่าทีของท่านนักปราชญ์จึงอ่อนลงในทันที ก่อนจะมองไปที่เสวียนจิ้งด้วยความอ่อนโยนที่ยากจะได้พบเจอ
พูดหากว่ากันตามจริงแล้ว หากมีตัวเลือกนั้น ท่านนักปราชญ์ก็มิอยากกินรากหญ้าหรือเปลือกไม้เช่นกัน!
ในยามนี้ ดูเหมือนว่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีเลยทีเดียวที่เขารับลูกศิษย์เข้ามา
เรื่องอื่นอาจจะมิสามารถช่วยอันใดได้ แต่ทว่า เสวียนจิ้งก็สามารถช่วยเขาในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้เช่นกัน
อย่างเช่นอาหารการกินที่อยู่ตรงหน้า
นี่มิไม่ เสวียนจิ้งพบผลไม้ป่าแล้วหรือ
อีกด้านหนึ่งพลันมีคนสองคนกำลังคิดหาทางออกอยู่
ทั้งเซียวเฉวียนและเจี้ยนจงที่มิเห็นความเคลื่อนไหวพวกเขามานานหลายวันแล้วนั้น จึงนั่งจับเข่าพูดคุยกันว่าตนเองควรจะทำเช่นไรต่อไป
คสามคิดเห็นของเจี้ยนจง ศิษย์อาจารย์ของท่านนักปราชญ์ไม่น่าจะอยู่ที่เกาะนกกระสาอีกต่อไปแล้ว
หากพวกเขายังอยู่ ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะไร้การเคลื่อนไหวเช่นนี้
ถึงแม้จะมิได้ออกมาทำชั่ว แต่อย่างน้อยพวกมันต้องออกมาหาอะไรกินอย่างแน่นอน หรือคอยสืบหาข่าวของพวกเขาเป็นแน่
ปัญหาก็คือทั้งสองอย่างมิเกิดการเคลื่อนไหวอันใดเลย
เจี้ยนจงมิเชื่อว่าศิษย์และอาจารย์คู่นั้น จักสามารถซ่อนตัวอยู่บนภูเขาได้หลายวันขนาดนี้
อีกทั้ง ทั้งอาจารย์และลูกศิษย์ของนักปราชญ์ยังต้องดิ้นรนอยู่ในทะเลเป็นเวลานานสองนาน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้รับบาดเจ็บ ก็ต้องเกิดอาการเหนื่อยล้าไม่มากก็น้อย
เป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะหลบซ่อนตัวได้อย่างเงียบ ๆ ?
พูดง่ายๆ ก็คือ เจี้ยนจงรู้สึกว่าอาจารย์และลูกศิษย์ของท่านนักปราชญ์อาจจะตายไปแล้วก็เป็นได้
หากแต่ความคิดของเซียวเฉวียนนั้น กลับตรงกันข้ามกับเจี้ยนจง
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ซูเปอร์ลูกเขย
อ่านแรกๆก็สนุกนะแต่อ่านไปสักพักก็งงกับตรรกะของนักเขียน..นักเขียนจีนนี่โนทัศน์แปลกๆรื่องราวไล่เรียงไปเหมือนมีเหตุผลอยู่ก็กลับไร้เหตุผลดื้อๆซะงั้นคงอ่านไปต่อไม่ได้แล้วมันช่างทำร้ายจิตใจคนอ่านเป็นระยะอ่านไปรู้สึกหนืดๆไม่ไหลลื่นเลย...
ถึงตอน139 อ่านต่อไม่ได้ต้องทำอย่างไรครับ...
ถ้าแต่งเรื่องแบบนี้ไม่ต้องแต่งเลยจะดีกว่าไม่มีความคิดสมัยใหม่เลยถ้าตัวเอกแบบนี้ก็สมที่คนเป็นพ่อเป็นแม่ทัพพาลูกน้องทั้งกองทัพไปตาย...
มีเรื่องนี้ที่ตัวเอกเป็นเหมือนขยะสังคมทั้งที่ทลุมิติมากเกิด...
ไอ้คนแต่งมันปัญญาอ่อนหารือเปล่า...
มันสมควจไหมที่เอาเลือดเขามาติดต่อวิณยาณไม่มีเหตัผลที่จะทำอย่างนี้เหมือนมันไม่มีอะไรทำทำไมไม่คิดเอาวิธีช่วยลูกเมียมันจะมีประโยชน์กว่า...
เรื่องนี้ตัวเอกเหมือนควายเหมือนหมาหมามาก...
ไม่สมควรเป็นชุปเปอร์ลูกเขยน่าเป็นลูกเขยะจริงๆ...
เป็นคนที่ไม่มีสำมาคาระวะเหมือนไพร่น่ารังเกลียดไม่น่าเอามาเป็นตัวเอก...
บางครั้งเชียวเฉวียนเล่นเหมือนเด็กไม่มีความน่านับถือไม่น่าเอามาเป็นตัวเอกน่าให้เป็นคนชั้นตำ่มาก็กว่า...