ตอน บทที่ 1849 ออกมาเดินเล่น จาก ซูเปอร์ลูกเขย – ความลับ ความรัก และการเปลี่ยนแปลง
บทที่ 1849 ออกมาเดินเล่น คือตอนที่เปี่ยมด้วยอารมณ์และสาระในนิยายนิยายจีนโบราณ ซูเปอร์ลูกเขย ที่เขียนโดย ชิงเฉิง เรื่องราวดำเนินสู่จุดสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยใจตัวละคร การตัดสินใจที่ส่งผลต่ออนาคต หรือความลับที่ซ่อนมานาน เรียกได้ว่าเป็นตอนที่นักอ่านรอคอย
หากว่าท่านนักปราชญ์และลูกศิษย์ตาจริง แพไม้ไผ่ก็ยังควรจะลอยอยู่ในน้ำมิใช่หรือ?
แล้วร่างของทั้งสองก็ควรจะลอยขึ้นมาบนบกใช่หรือไม่?
หลังจากที่เซียวเฉวียนและคนอื่นๆ หยุดทิ้งระเบิดไปนั้น ไม่นานนักทะเลก็กลับมาสงบดังเดิม
อีกทั้งน้ำทะเลตรงกลางทะเลค่อนข้างสงบเงียบ กระแสน้ำหาได้มีความเชี่ยวกรากไม่
ถึงแม้ว่าอาจารย์และลูกศิษย์จะจมน้ำตาย ร่างของพวกเขาก็ไม่น่าถูกพัดพาไปไกลนัก
แม้ว่าร่างของพวกเขาจักถูกพัดไปไกล ทั้งเซียวเฉวียนและเจี้ยนจงต่างก็ลาดตระเวนในพื้นที่อยู่ตลอด ย่อมต้องพบร่างของพวกเขาอย่างแน่นอน
หากว่าร่างของพวกเขาถูกสัตว์ในทะเลกัดกินแล้วละก็ แล้วแพไม้ไผ่ล่ะ?
แพไม้ไผ่ที่ไม่อาจกินได้นั้น มันก็ไม่อาจจมสู่ทะเลได้เช่นกัน
เมื่อกล่าวเออกมาเช่นนี้ เจี้ยนจงเองก็รู้สึกว่ามันสมเหตุสมผลเช่นกัน
ด้วยนิสัยของท่านนักปราชญ์นั้น เขาไม่อาจอยู่ได้หากตนเองมิก่อปัญหาอย่างแน่นอน หากว่าเขายังมีชีวิตอยู่หลังจากผ่านไปนานหลายวันเช่นนี้ แน่นอนว่าร่างกายของเขาน่าจะฟื้นตัวขึ้นมาแล้ว หากว่ากันตามตรง เขาก็ควรจะออกมาดูทิศทางคลื่นลมมิใช่หรือ?
มิมีเหตุผลว่าจักต้องเก็บเงียบตัวเองมานานหลายวันเช่นนี้
คำถามของเจี้ยนจงนั้น ก็คือความสงสัยที่เกิดขึ้นในใจของเซียวเฉวียนเช่นกัน
จุดที่น่าสงสัยอยู่ใด
นั่นจึงทำให้เซียวเฉวียนพอจะคาดเดาได้ว่า บางทีว่านักปราชญ์อาจจะได้รับบาดเจ็บสาหัสหรืออากาศบาดเจ็บอาจจะหนักถึงขั้นไปถึงรากเหง้าแห่งการฝึกตนเลยก็ได้
มิเช่นนั้น ท่านนักปราชญ์คงไม่อาจอยู่อย่างสงบสุขได้หลายวันเช่นนี้
หากว่าเขามิได้อยู่ในเกาะนกกระสานั้น แม้จักเป็นที่อื่นเขาก็ย่อมสามารถสร้างปัญหาได้อยู่ดี
เซียวเฉวียนพลันรู้สึก การที่ท่านนักปราชญ์สามารถฉวยโอกาสหนีออกมาจากดงระเบิดได้นั้น เขาจ้องใช้กลวิธีอะไรบางอย่างแน่นอน
หรือบางที อาจจะเพราะเช่นนี้ถึงทำให้ทั้งศิษย์และอาจารย์ได้รับบาดเจ็บจนถึงรากเหง้าแห่งการฝึกตนของตนเอง
ในยุคปัจจุบันนั้น ในภาพยนตร์กำลังภายในทั้งหลาย เซียวเฉวียนมักจะเห็นเหตุการณ์เช่นนี้อยู่เสมอ
ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานนั้น เพื่อช่วยชีวิตและหลบหนีออกมา มักจะมีบางคนที่ใช้เคล็ดวิชาพิเศษบางอย่างเพื่อกระตุ้นศักยภาพของร่างกายตนเองขึ้นมาในยามคับขัน
การทำเช่นนี้ย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย เช่นการสูญเสียความแข็งแกร่งภายในไปต่าง ๆ
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ มิใช่ว่าพวกเขากำลังฟื้นฟูพละกำลังของตนเอง แต่พลังงานภายในของตนเองยังคงมีอยู่เหมือนเดิม
หากต้องการความแข็งแกร่งของตนเองกลับสู่ระดับเดิมนั้น โชคดีหน่อยก็อาจจะสามารถชดเชยความแข็งแกร่งนั้นด้วยการฝึกฝนฟื้นฟูกำลังภายในของตนเองได้ในภายหลัง
ในทางกลับกัน บางทีอาจจะมิสามารถฟื้นฟูกลับมาเป็นดังเดิมได้อีก
ความปรารถนาของท่านนักปราชญ์ นอกเหนือจากการฟื้นฟูสำนักหมิงเซียนแล้ว ก็คือการสังหารเซียวเฉวียน
ฉะนั้นแล้ว พละกำลังของเขาหลังจากที่ใช้หมดลงไป ย่อมสามารถฟื้นฟูกลับขึ้นมาใหม่ได้อย่างแน่นอน ทั้งยังมิได้หมดลงอย่างถาวรอีกด้วย
นั่นหมายความว่า ที่ท่านนักปราชญ์เงียบเฉียบเช่นนี้ อาจจะเป็นเพราะเขาฟื้นฟูความแข็งแกร่งของตนเองอยู่นั่นเอง
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ทั้งเซียวเฉวียนและเจี้ยนจงเองต่างก็รู้สึกว่า คงจะดีไม่น้อยหากพวกเขาสามารถค้นหาร่องรอยของท่านนักปราชญ์ได้ในตอนนี้ ฉวยโอกาสในยามที่ร่างกายของเขายังมิหายดีจัดการสังหารเขาทิ้งเสีย
น่าเสียดายที่ชิงหลงออกไปข้างนอกมานานหลายวันแล้ว ทั้งยังมิได้ส่งข่าวอันใดกลับมาอีกด้วย
ทางฝั่งไป๋ฉี่เองก็มิมีอันใดเช่นกัน
มิรู้ว่าศิษย์และอาจารย์คู่นี้ไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่ใด
ทั้งสองที่พากันนั่งครุ่นคิดอยู่นานนั้น แต่ก็ยังมิอาจจับต้นชนปลายอันใดได้
เซียวเฉวียนพลางเอยออกมาด้วยท่าทีเฉยเมยว่า “ในเมื่อพวกเรามีเวลาว่างเช่นนี้ ไม่สู้ออกไปเดินเล่นข้างนอกหน่อยดีกว่า บางทีพวกเราอาจจะพบเจออะไรบางอย่างก็เป็นได้”
จะเป็นเช่นไรหากว่าทั้งศิษย์และท่านนักปราชญ์อยู่ที่เกาะนกกระสาเล่า?
นับว่านี่เป็นความคิดที่ดี เจี้ยนจงพลางกล่าวออกมาว่า "เอาล่ะ! ไปกันเถอะ"
หลังจากนั้น ทั้งสองจึงเดินออกจากที่พัก
ถึงแม้ว่าปากจะกล่าวว่าตนเองออกมาเดินเล่นนั้น แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงแล้วคือตามหาอาจารย์และลูกศิษย์ของท่านนักปราชญ์นั่นเอง ทั้งสองจึงพยายามเดินไปยังสถานที่ที่ห่างไกล พร้อมทั้งสถานที่บางตาผู้คน
หากจะหลบซ่อนตัวนั้น ก็ย่อมต้องเป็นที่แบบนี้
ทั้งสองใช้ที่อยู่อาศัยของอาสือเป็นจุดศูนย์กลาง ก่อนจะพากันออกคนหาในละแวกสิบลี้ใกล้ ๆ นี้ แต่ก็ยังมิอาจตามหาร่องรอยของลูกศิษย์และท่านนักปราชญ์ได้พบ
เมื่อเห็นว่าฟ้ายังสว่างอยู่นั้น ทั้งสองจึงค่อย ๆ ขยายขอบเขตในการตามหาให้ไกลมากกว่าเดิม
ถึงแม้ว่าทั้งสองจักใช้วิชาการเคลื่อนกายในอากาศ ทว่าก็ยังรบกวนนกที่อาศัยอยู่ในป่าอยู่ดี
พร้อมทั้งนกมากมายที่ร้องส่งเสียงออกมา ก่อนจะกะพรือปีกดังพรึบ ๆ และโบยบินลึกเข้าไปในป่า
เดินเตร่เข้าไปในภูเขาและป่าทึบเช่นนี้หรือ?
อย่าได้เอ่ยว่าตนเองกำลังโกหกเซียวเฉวียนเลย ข้ออ้างนี้ใช้หลอกเด็กสามขวบยังไม่ได้เสียด้วยซ้ำ?
เซียวเฉวียนพลางมองกดดันไปที่เสี่ยวเชียนชิวด้วยสายตาแววตาคมกริบ เพื่อบังคับให้นางบอกความจริง
การที่เซียวเฉวียนจ้องมองมาเช่นนี้ ทำให้เสี่ยวเชียนชิวรู้สึกผิดยิ่งนัก ดังนั้นนางจึงมิมีทางเลือกอื่นนอกจากต้องบอกความจริงออกมาแทน
เดิมทีเสี่ยวเชียนชิวตั้งใจจะออกมาเดินเล่นเพื่อยืดเส้นยืดสายของตนเอง
แต่นางมิคิดเลยว่า นางจักเผลอได้ยินดอกไม้ใบหญ้าริมทางพูดคุยกันเสียก่อน
ต้นหญ้ากล่าวว่า มันได้ยินกระรอกที่ออกไปหาอาหารกลับมาเล่าให้ฟังว่า ช่วงไม่กี่วันมานี้มีผลไม้ในป่ามากมายที่พวกมันเคยไปหาอาหาร ถูกเก็บไปจนหมด
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น มันจึงออกตามหาไปรอบๆ เพื่อดูว่ามีอะไรแปลกๆ หรือไม่ เพื่อที่ตนเองจักได้ไม่ไปหาอาหารที่นั่นอีก
แต่ปรากฏว่ามันพบคนสองคนอยู่ที่นั่น
ส่วนผลไม้ป่าพวกนั้นเป็นพวกเขาที่เก็บไปจนหมด
ผลไม้ป่าพวกนี้มีชนิดเดียวที่พบได้ในละแวกใกล้เคียงกับภูเขา ทั้งยังอร่อยมากที่สุดอีกด้วย เหล่าพวกกระรอกชอบกินเป็นอย่างมาก
แต่สองคนนั้นกลับมาแย่งกินอาหารของพวกมันจนหมด นั่นจึงทำให้กระรอกนึกไม่พอใจ
ฉะนั้นแล้ว ยามที่พวกมันกลับมาสีหน้าจึงไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย
ต้นหญ้าเองที่เห็นเช่นนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะถามออกมาด้วยความเป็นห่วงเป็นใย
เมื่อรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้วนั้น
เหล่าดอกไม้และต้นไม้ใบหญ้าที่มิสามารถเคลื่อนไหวไปไหนได้นานนับแรมปีเช่นนี้ เวลาว่างของพวกมันจึงหมดไปกับการพูดคุยและนินทาเรื่องของผู้ผื่น
นับว่าเป็นเรื่องบังเอิญที่เสี่ยวเชียนชิวไปเจอพวกมันพูดคุยกันอยู่พอดี
ทว่า เหล่าดอกไม้ต้นหญ้ามิรู้ว่ากระรอกอาศัยอยู่ที่ใด ดังนั้นเสี่ยวเชียนชิวจึงไม่สามารถหากระรอกตัวน้อยได้พบเพื่อสอบถามที่อยู่ของมนุษย์สองคนนั้นได้
นางจึงออกตามหาตามทิศทางที่นางพอจะรู้จากปากของต้นไม้ใบหญ้าเท่านั้น
นางมิคิดว่าตนเองจะมาพบเจอเซียวเฉวียนและเจี้ยนจงโดยบังเอิญเช่นนี้
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ซูเปอร์ลูกเขย
อ่านแรกๆก็สนุกนะแต่อ่านไปสักพักก็งงกับตรรกะของนักเขียน..นักเขียนจีนนี่โนทัศน์แปลกๆรื่องราวไล่เรียงไปเหมือนมีเหตุผลอยู่ก็กลับไร้เหตุผลดื้อๆซะงั้นคงอ่านไปต่อไม่ได้แล้วมันช่างทำร้ายจิตใจคนอ่านเป็นระยะอ่านไปรู้สึกหนืดๆไม่ไหลลื่นเลย...
ถึงตอน139 อ่านต่อไม่ได้ต้องทำอย่างไรครับ...
ถ้าแต่งเรื่องแบบนี้ไม่ต้องแต่งเลยจะดีกว่าไม่มีความคิดสมัยใหม่เลยถ้าตัวเอกแบบนี้ก็สมที่คนเป็นพ่อเป็นแม่ทัพพาลูกน้องทั้งกองทัพไปตาย...
มีเรื่องนี้ที่ตัวเอกเป็นเหมือนขยะสังคมทั้งที่ทลุมิติมากเกิด...
ไอ้คนแต่งมันปัญญาอ่อนหารือเปล่า...
มันสมควจไหมที่เอาเลือดเขามาติดต่อวิณยาณไม่มีเหตัผลที่จะทำอย่างนี้เหมือนมันไม่มีอะไรทำทำไมไม่คิดเอาวิธีช่วยลูกเมียมันจะมีประโยชน์กว่า...
เรื่องนี้ตัวเอกเหมือนควายเหมือนหมาหมามาก...
ไม่สมควรเป็นชุปเปอร์ลูกเขยน่าเป็นลูกเขยะจริงๆ...
เป็นคนที่ไม่มีสำมาคาระวะเหมือนไพร่น่ารังเกลียดไม่น่าเอามาเป็นตัวเอก...
บางครั้งเชียวเฉวียนเล่นเหมือนเด็กไม่มีความน่านับถือไม่น่าเอามาเป็นตัวเอกน่าให้เป็นคนชั้นตำ่มาก็กว่า...