“ว่าไงนะ ฮ่าฮ่าฮ่า!”
รูลลักระเบิดหัวเราะเสียงดังลั่นจนตัวงอ
“ใช่ เป็นเรื่องที่น่าโล่งอกมากเลยใช่มั้ยล่ะ ว่ามั้ย ที่หลานสาวของข้าไม่เหมือนข้า ไม่มีส่วนใดแปดเปื้อนสกปรก”
และวินาทีนั้นเอง รอยยิ้มบนใบหน้าของรูลลักก็จางหายไป
เขากล่าวเตือนสั้นๆ
“ดังนั้นอย่าได้คิดที่จะเข้ามาเกาะติดทำให้หลานสาวของข้าต้องแปดเปื้อนเพราะเจ้า นางไม่ใช่เด็กที่คนอย่างเจ้าจะปรารถนาอยากครอบครอง เข้าใจหรือไม่”
รูลลักยังคงจดจำแววตาของเฟเรสยามที่มองฟีเรนเทียเมื่อครู่นี้ได้
มันไม่ใช่มิตรภาพอันแสนบริสุทธิ์ของเด็ก
มันคือถ่านไฟคุกรุ่นที่แค่เวลาผ่านไปอีกหน่อย หากเติบโตมากขึ้นกว่านี้ อีกไม่นานก็คงจะปะทุจนลุกโชนเป็นเปลวไฟสีแดงเพลิง
การที่เฟเรสเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของจักรพรรดิ มันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรขนาดนั้น
สำหรับลอมบาร์เดียแล้ว การที่เขาเป็นสมาชิกราชวงศ์ถือว่าเป็นคะแนนลบด้วยซ้ำไป
เฟเรสไม่ได้ตอบอะไรออกไป รูลลักเองก็ไม่ต้องการคำตอบจากเด็กคนนี้เช่นกัน
อย่างไรเสียตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปก็ไม่ต่างอะไรกับการที่สิทธิ์ในการมีชีวิตของเฟเรสอยู่ในกำมือของรูลลักอยู่แล้ว
คนที่ไม่รู้ว่าจะกลายเป็นสุนัขหรือเสืออย่างเด็กคนนี้ หากคิดอยากเข้าใกล้หลานสาวของเขามากเกินควร เขาก็แค่ดึงเชือกในมือก็จบ
รูลลักเหลือบมองเฟเรสอย่างมีเลศนัยเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังกลับเพื่อเดินเข้าไปหาหลานสาวด้านใน
“ฟีเรนเทีย อยู่ที่ไหน!”
เสียงใจดียามเปิดประตูวังเล็กตะโกนเสียงดังนั่นฟังราวกับเป็นคนละคน
ระหว่างที่เฟเรสกับท่านปู่กำลังสนทนากัน เธอกำลังเดินสำรวจข้างในวังเล็ก
ข้างในวังมันกว้างและใหญ่สมกับเป็นอาคารหลังหนึ่ง แต่วังที่ไม่ได้รับการดูแลเลยแม้แต่น้อยนี่มันช่างดูเปล่าเปลี่ยวเหลือเกิน
เธอเหยียบบันไดหินอย่างระมัดระวัง ก้าวเดินขึ้นไปยังชั้นสอง
แม้แต่ขั้นบันไดยังผุพังหลายจุด จนต้องคอยระวังทุกย่างก้าว
แน่นอนว่าไม่มีใครคอยจุดไฟตามโคมไฟให้ โถงทางเดินจึงมืดสลัว ฝั่งตรงข้ามมีเพียงประตูบานหนึ่งที่ถูกเปิดทิ้งไว้
“โห จริงๆ เลย…”
ฟีเรนเทียลองเปิดประตูห้องนอนเข้าไปดู แล้วก็ถึงกับพูดอะไรไม่ออก
เด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งต้องอาศัยอยู่เพียงลำพังโดยไม่มีผู้ใหญ่คอยดูแล เธอเลยนึกว่ามันจะสกปรกรกรุงรังไปหมดเสียอีก แต่นี่มันแตกต่างจากที่เธอคาดการณ์เอาไว้สุดๆ
หากเป็นเช่นนั้นบางทีเธออาจจะไม่ตกใจแบบนี้
ห้องนอนของเฟเรสนั้นว่างเปล่า
ทั้งห้องมีเพียงแค่เตียงนอนหลังใหญ่ เครื่องเรือนเรียบง่าย และหนังสือที่วางกองอย่างเป็นระเบียบ
นอกจากจานชามที่ถูกวางทิ้งไว้อยู่หน้าเตาผิง ก็ไม่อาจมองหาร่องรอยที่บ่งบอกว่าห้องนี้มีคนอาศัยอยู่ได้เลย
ไม่มีของประดับตกแต่งทั่วไป ไม่มีแม้กระทั่งข้าวของที่ดูมีค่าเลยสักชิ้น
แต่ก็อย่างว่า ในวังที่ไม่มีเจ้าของทั้งยังปล่อยให้เด็กตัวเล็กๆ อาศัยอยู่คนเดียวตามลำพังใครมันจะไปเหลือข้าวของมีค่าทิ้งไว้ให้กันล่ะ
“อา…”
นอกจากของสองสิ่งที่เธอพบตอนนั่งลงบนเตียง
ดาบไม้บนเตียงกับขวดยาที่เธอมอบให้
บนผ้าห่มที่วางกระจัดกระจายอยู่บนเตียง มีแค่ของสองอย่างนี้วางทิ้งเอาไว้
ในตอนนั้นเองก็พลันได้ยินเสียงตะโกนเรียกของท่านปู่
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ชาตินี้ ฉันจะเป็นเจ้าตระกูล [นิยายแปล]
น่าสนุก...