ซูเจ๋อไปซื้อโคมไฟมาสองสามดวง ให้เฉินเสียนเขียนความปรารถนาของนางลงบนกระดาษ
ทั้งสองยืนอยู่บนตลิ่ง จุดไฟด้านในโคมไฟ ดูว่ากระดาษโคมไฟพองตัวขึ้นมาเล็กน้อย ทั้งสองจับขอบของโคมไฟเอาไว้ รอให้โคมไฟพองขยายขึ้นมาจนเต็ม
เฉินเสียนมองไปที่ซูเจ๋อที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของโคมไฟ เห็นแสงเทียนภายในดวงตาของเขา หน้ากากถูกย้อมเป็นสีเหลืองมันวาวด้วยแสงเทียน กะพริบวิบวับ
เขามองโคมไฟในมือด้วยนัยน์ตาเพียงครึ่งเดียว ทันใดนั้นริมฝีปากก็ยกยิ้มแล้วเอ่ยขึ้นว่า “เอาล่ะ ปล่อยได้”
เฉินเสียนเผลอคลายนิ้วมืออย่างลืมตัว ดังนั้นจึงกลายเป็นว่านางได้ปล่อยโคมลอยด้วยกันกับซูเจ๋อ
โคมไฟลอยขึ้นไปอย่างช้าๆ ท้ายที่สุดก็ลอยขึ้นไปปนเปกับโคมไฟที่ลอยอยู่เต็มท้องฟ้า
เฉินเสียนมองไปยังดวงไฟที่อยู่ในระยะไกลๆ คิดในใจว่า หากความปรารถนาเป็นจริงได้ คงดียิ่งนัก
เธอไม่เคยมีความปรารถนาสิ่งใดเป็นพิเศษมาก่อน แต่บัดนี้สิ่งที่นางต้องการยิ่ง เพียงแค่อยากให้เจ้าน่องน้อยกลับมาอยู่ข้างกายเธอ
ฉะนั้นเฉินเสียนจึงเขียนคำปรารถนาไว้บนโคมไฟว่า : ขอให้ลูกชายกลับมา
นอกจากปล่อยโคมไฟตรงริมตลิ่งแล้ว ยังมีอีกหลายอย่างที่ให้พวกเขาได้กินดื่มเที่ยวเล่นกันอีกมากมาย
ในบรรดาการละเล่นทั้งหลาย บทกวี และทายปริศนาบนโคมไฟเป็นการละเล่นที่พบเจอได้บ่อยที่สุด คนเก่งๆ ที่มีพรสวรรค์ต่างไปรวมตัวกันอยู่จุดนั้น
เฉินเสียนพบว่า ทั้งชายและหญิงที่อยู่ริมแม่น้ำหยางชุน ต่างพากันสวมหน้ากาก
เช่นนี้ยิ่งดูลึกลับเสียยิ่งกว่า แต่ก็ไม่ถึงกับต้องล่วงเกินอีกฝ่าย และไม่ตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอก หากมีชายหญิงคู่ใดสบตากัน ก็สามารถถอดหน้ากากออก และสานความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้
เฉินเสียนกล่าวด้วยรอยยิ้มที่ดูเหมือนยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม “ซูเจ๋อ คืนนี้คงมีสาวงามไม่น้อย ท่านแน่ใจรึว่าจะไม่ไปเกี้ยวเสียหน่อย”
ซูเจ๋อ “ข้าทำไม่เป็น หรือท่านจะช่วยสอนข้า”
เฉินเสียนเหลือบมองเขา “สมแล้วที่ท่านครองโสดมาจนถึงทุกวันนี้”
เธอม้วนแขนเสื้อขึ้น กระดิกนิ้วมือไปทางซูเจ๋อ “เห็นแก่ท่านกับข้าที่มีความสนิทสนมกันอยู่บ้าง เอาหูมาใกล้ๆ ”
ซูเจ๋อโน้มตัวเข้าไปหานเธอเพื่อรับคำชี้แนะ
เงาของทั้งสองทอดยาวไปตามแสงไฟ เฉินเสียนเขย่งปลายเท้าขึ้นเล็กน้อย เข้าไปใกล้ๆ หูของเขา
กระซิบกับอย่างสนิทสนม เมื่อมองดูแล้ว ช่างเข้ากันได้ดีจนน่าอิจฉา
ทั้งสองยืนอยู่บริเวณรอบๆ ลานบทกวี เฉินเสียนชี้ไปที่หญิงสาวสวมหน้ากากในชุดและกิริยาท่าทางงดงาม แล้วทำตัวเป็นแบบอย่างให้ซูเจ๋อ
“เห็นไหม คนนั้น หน้าอกใหญ่ เอวบาง รูปร่างสง่างาม กิริยาสำรวม ต้องถูกปลูกฝั่งเลี้ยงดูมาอย่างดี มีความเป็นผู้ดี เชื่อข้า ข้ามองๆ ดูแล้วก็ไม่เลวเสียเท่าไหร่ ตอนนี้ข้าจะสอนวิธีเกี้ยวพาราสีให้ท่าน”
ซูเจ๋อหรี่ตามอง แล้วกล่าวอย่างจริงจัง “ได้ รีบสอนข้าเร็ว”
“อีกสักประเดี๋ยวท่านเดินไปเช่นนี้ ไปยืนอยู่ด้านหลังนาง แสร้งทำเป็นเหยียบที่ชายกระโปรงของนาง แน่นอนว่านางต้องสะดุดล้ม เวลานี้ท่านก็เอื้อมมือไปพยุงนางเอาไว้ นางจะเขินอายอย่างไม่อาจหลบเลี่ยง จากนั้นนางต้องขอบคุณท่านอย่างแน่นอน”
ซูเจ๋อพยักหน้าอย่างครุ่นคิด “ท่านแน่ใจหรือว่านางจะไม่โกรธ? ”
เฉินเสียนกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ข้าคิดว่าถึงท่านจะสวมหน้ากากอยู่ก็ตาม แต่ในแง่ของรูปลักษณ์ภายนอกคาดว่าคงเอาชนะชายหนุ่มทั้งหมดได้ ถ้าถอดหน้ากากแล้ว จากที่สาวเจ้ายังโกรธเคืองอยู่ เกรงว่าจะเปลี่ยนมาเป็นตกตะลึงแทน ท่านคิดว่าจะมีผู้ใดโกรธเคืองใส่สุภาพบุรุษที่ยื่นมือเข้ามาช่วยได้ทันท่วงทีหรือ? ”
ซูเจ๋อกล่าว “เมื่อได้ฟังที่ท่านกล่าวเช่นนี้ ก็ดูเหมือนว่าจะมีเหตุผลอยู่บ้าง อาเสียน ข้ามีดีอย่างที่ท่านกล่าวมาจริงหรือไม่ ข้ายังไม่ค่อยแน่ใจ”
เฉินเสียนตบบ่าเขาเบาๆ ให้กำลังใจ “อย่าเพิ่งหมดหวัง ท่านดีกว่าที่ข้ากล่าวไปเสียอีก”
นัยน์ตาเรียวยาวของซูเจ๋อ รื่นรมย์ราวกับดวงตาของสุนัขจิ้งจอก
เฉินเสียนผลักเขา แล้วกล่าวอีกครั้ง “ไปเถิด ข้าจะรอท่านอยู่ที่นี่ บางทีคืนนี้ท่านอาจได้คู่ครอง”
แต่ซูเจ๋อกลับหาเร่งรีบไม่ เขาหันกลับไปหาเฉินเสียนด้วยท่าทางสบายๆ “ไม่ได้ ท่านอยู่ที่นี่ ข้าอาย”
ซูเจ๋อ “ข้าสัญญาว่าจะไม่หัวเราะเยาะท่าน”
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้าคือหงส์พันปี
ชอบมากเรื่องนี้...