เฉินเสียนกลอกตาไปมา “นั้นก็เพราะข้ารู้ว่าคนเราไม่อาจตัดสินกันที่หน้าตา และท่านจิตใจไม่ดี!”
ซูเจ๋อกล่าวด้วยท่าทีสบายๆ “ข้าคิดว่าข้าใสซื่อนะ”
“ใสซื่อ กล่าวไปเรื่อยไม่มีหลักฐาน”
ในขณะที่เฉินเสียนนั้นมีความคิดที่อยากดูซูเจ๋อไปเกี้ยวหญิง ซูเจ๋อจึงใช้กลอุบายเดียวกันนี้กับเธอ หญิงสาวที่อยู่ในการละเล่นบทกวีเห็นหมดแล้ว และยังคิดว่าพวกเขากำลังเกี้ยวพาราสีกันอีก
น่าเบื่อหน่ายจริงๆ
เฉินเสียนกล่าวอีกครั้ง “จากนี้อย่าหวังว่าข้าจะสอนเคล็ดลับการเกี้ยวสาวให้ท่านอีก หรือท่านไม่อยากไปทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ท่านไม่สละโสดข้าละเสียดายแทนท่านเสียจริง”
ซูเจ๋อพยักหน้า “อืม ท่านพูดถูก”
ทั้งสองเดินไปตามริมตลิ่งอีกสักพัก ห่างจากการละเล่นบทกวีที่เฉิดฉายงดงามนั้น มาที่ซุ้มขายของด้านหน้า
อาหารมื้อค่ำในนั้นมีมากมาย คนที่หิวระหว่างเดินเล่นริมแม่น้ำก็สั่งอาหารที่เดินผ่านไปมารับประทานได้
เฉินเสียนได้กลิ่นหอมลอยมา เริ่มหิวขึ้นมาบ้างแล้ว
ไม่รอให้เธอได้เอ่ยปาก ซูเจ๋อก็ชิงกล่าวขึ้นมาเสียก่อน “ข้าหิวแล้ว เราไปทานบะหมี่กันเถิด”
เขาพาเฉินเสียนเดินไปที่ซุ้มขายบะหมี่
ตอนที่เฉินเสียนเดินเข้าไปในเพิง เห็นป้ายตั้งอยู่ที่หน้าประตูซุ้ม——บะหมี่ใจเดียวกัน
เธอยังคงงุนงง เพียงแค่เข้ามาทานบะหมี่ในเพิงจำเป็นต้องหรูหราขนาดนี้เชียวหรือ?
เมื่อก้าวเข้าไปนั่ง เฉินเสียนก็พบว่า ที่นั่งทานบะหมี่อยู่ในที่นี้มีเพียงคู่ชายหญิง
เป็นเวลาเดียวกันที่เถ้าแก่เข้ามาถาม “ท่านทั้งสองต้องการบะหมี่ใจเดียวกันหรือไม่ขอรับ? ”
เฉินเสียนถาม “อะไรคือบะหมี่ใจเดียวกัน? ”
เถ้าแก่ยิ้มอย่างมีความหมาย “ก็คือใช้ตะเกียบทานบะหมี่รวมกัน”
เฉินเสียนมองดูผู้คนที่กำลังทานบะหมี่อยู่ใกล้ๆ พบว่าตะเกียบในมือของชายหญิงเชื่อมกันด้วยด้ายสีแดง
ระยะห่างของเส้นด้ายสีแดงมีจำกัด ดังนั้นชายหญิงทั้งสองจึงไม่อาจอยู่ห่างกันได้ จำเป็นต้องอยู่ใกล้ชิดกันเพื่อใช้ตะเกียบทานบะหมี่ในชามตนเอง
เฉินเสียนขมวดคิ้ว
แค่ทานบะหมี่ เหตุใดต้องอยู่ใกล้กันถึงเพียงนั้น? เหตุใดต้องยักคิ้วหลิ่วตา เล่นหูเล่นตาให้โบยบินไปทั่วเพิง?
นางสัมผัสได้ถึงฟองอากาศสีชมพูที่โผล่ขึ้นมาจากชามบะหมี่ !
ทุกคนนั่งทานบะหมี่อย่างปกติไม่ได้หรือไง?
จะให้นางกับซูเจ๋อทานบะหมี่ใจเดียวเช่นนี้งั้นหรือ?
ซูเจ๋อหยั่งเชิงดู “งั้นมาทานบะหมี่ใจเดียวกันเถิด”
เฉินเสียนเหลือบมองเขา “บ้าหรือ”
เถ้าแก่กล่าวเสริม “คืนนี้ทางร้านมีข้อเสนอพิเศษ เพียงแค่ท่านทั้งสองทานบะหมี่ใจเดียวกัน จะคิดเงินเพียงแค่ชามเดียว”
ซูเจ๋อพยักหน้า “อืม เป็นการต่อรองที่คุ้มค่าจริงๆ ”
“คุ้มค่ากับศีรษะท่านนะสิ เราเปลี่ยนร้านทานมื้อดึกกันเถิด”
ซูเจ๋อกล่าว “แต่ที่นี่ราคาถูก ข้าไม่มีเงินติดตัวมามากนัก ท่านมีเงินหรือไม่? ”
เฉินเสียนคลำดู ปรากฏว่าที่เอวของตนเองว่างเปล่า เธอนึกขึ้นมาได้ว่าตนไม่ได้พกเงินมาด้วย กระเป๋าเงินที่พกติดตัวทั้งหมดเอาไว้กับอวี้เยี่ยน
ซูเจ๋อยิ้ม แล้วเอ่ยถามเถ้าแก่ “เถ้าแก่ บะหมี่ชามนี้เท่าไหร่?”
เถ้าแก่ “เพียงแค่ห้าเหรียญ”
เฉินเสียนถามอีกครั้ง “เช่นนั้นขอเป็นตะเกียบธรรมดาสองคู่ได้หรือไม่? ”
เถ้าแก่ “หากแขกไม่อยากใช้ตะเกียบใจเดียวกัน ย่อมได้แน่นอน เพียงแต่เช่นนี้จะไม่ได้ส่วนลด ต้องจ่ายสองชามเท่าเดิมขอรับ ทั้งหมดก็สิบเหรียญ”
อีกเพียงแค่ห้าเหรียญ เธอจะได้ไม่ต้องถูกเอารับเอาเปรียบ
เธอพูดกับซูเจ๋อ “ท่านไม่ได้พกเงินมามาก แต่แค่สิบเหรียญมีพอใช่ไหม เพื่อจ่ายค่าบะหมี่”
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้าคือหงส์พันปี
ชอบมากเรื่องนี้...