หลิ่วเหมยอู่สายหัว แล้วกล่าวขึ้นว่า“ท่านแม่ทัพคืนความบริสุทธิ์ให้กับเหมยอู่ได้ เหมยอู่พึงพอใจเป็นอย่างมากเจ้าค่ะ เพียงแต่.......ถึงอย่างไรเซียงซั่นก็ยังเคยเป็นบ่าวของข้าอยู่ช่วงหนึ่ง วันนี้ตกอับมีจุดจบเช่นนี้ เหมยอู่อดไม่ได้ที่จะเห็นใจนางเจ้าค่ะ”
ฉินหรูเหลียงน้ำเสียงเย็นชา กล่าวว่า “เจ้านึกถึงมิตรภาพเก่ากับนาง แต่นาง มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเหยียบย่ำเจ้าปีนป่ายขึ้นไป อยากจะโทษก็ต้องโทษตัวนางเองที่ก่อกรรมไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ ไว้ชีวิตไม่ให้นางตายนี่ก็นับว่ากรุณานางมากแล้ว”
เขาลดน้ำเสียงลง แล้วกล่าวอีกว่า“เหมยอู่ อย่าโทษตัวเองเลย คนเช่นนั้นไม่คุ้มค่าที่เจ้าจะคิดถึงมิตรภาพเก่าอีก”
หลิ่วเหมยอู่กล่าวว่า“เหมยอู่ทราบแล้วเจ้าค่ะ”
ปากก็พูดตอบรับเช่นนี้ แต่ทว่าภายในใจนั้นมีความดีใจอยู่พักหนึ่ง นางคิดถึงมิตรภาพเก่าหรือ?นางแทบอยากจะให้เซียงซั่นที่มีชีวิตอยู่ถูกตีตายถึงจะระบายความเกลียดชังที่นางมีมานานแสนนานได้!
เพียงแต่วันนี้เซียงซั่นไม่ตาย แต่ทว่าถูกส่งเข้าไปที่หอหมิงเยว์ ต่อไปก็ยากที่จะมีวันเปลี่ยนฐานะตัวเองได้
หญิงต่ำช้านั่น ไม่รู้จักชั่วดี ก็สมน้ำหน้าที่อยู่สถานที่อย่างนั้นถูกชายไม่ซ้ำหน้าย่ำยี!
คิดแล้วรู้สึกว่าคนชั่วถูกลงโทษมันทำให้สบายใจเสียจริง!
เวลานานแสนนาน ในที่สุดหนามที่ปักอยู่ที่ใจก็ถูกดึงออกเสียที
หลิ่วเหมยอู่อดทนอย่างยากลำบากจริงๆ นางต้องข่มอารมณ์ให้สงบกระตุกริมฝีปากขึ้นเล็กน้อย
จากนั้นฉินหรูเหลียงก็จูงมือหลิ่วเหมยอู่ออกมาจากโถงบุปผา
คนในจวนก็รู้สึกว่านานมากแล้วที่ไม่เห็นเขาเข้าใกล้อยู่ข้างกายของหลิ่วเหมยอู่เช่นนี้
ฉินหรูเหลียงอยู่ในสวนดอกพุดตานทั้งวัน ฟังหลิ่วเหมยอู่ดีดพิณ ดูนางเต้นรำ ความผูกพันธ์ของทั้งสองเหมือนตอนแรก รักกันอย่างดูดดื่มเหมือนในอดีต
ทั้งหมดนี้คือผลลัพธ์ที่หลิ่วเหมยอู่ต้องการ
พอเซียงซั่นไม่อยู่ นางก็ได้รับความโปรดปรานอีกครั้งจากฉินหรูเหลียงตามที่ได้คิดไว้
รอเรื่องหน้าเรือนจัดการเสร็จเรียบร้อย ก็จวนจะเที่ยงแล้ว
ตอนที่อวี้เยี่ยนไปเตรียมอาหารเที่ยงให้เฉินเสียน ถือโอกาสไปไถ่ถามดูไม่กี่ประโยค
ตอนกลับมา อวี้เยี่ยนมีสีหน้าเศร้าหมอง
นางนำเรื่องเกี่ยวกับผลการลงโทษเซียงซั่นมาเล่าให้เฉินเสียนฟังอย่างละเอียดยิบ
อวี้เยี่ยนทอดถอนหายใจออกมากล่าวขึ้นว่า“ถึงแม้บ่าวจะเคียดแค้นกับสิ่งที่เซียงซั่นทำทั้งหมด แต่เทียบกับความอำมหิตของนายหญิงหลิ่ว ยังคงเป็นนายหญิงหลิ่วที่โหดเหี้ยมอำมหิตกว่า เพียงแต่คาดไม่ถึงว่าเลี้ยงดูเซียงซั่นมาตั้งนาน พอเกิดเรื่องขึ้น ท่านแม่ทัพไม่มองนึกถึงมิตรภาพเก่าเลยแม้แต่น้อยเพคะ นำนางขายไปอยู่ที่หอนางโลมอย่างคาดไม่ถึงเลยเพคะ นี่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับความรู้สึกเท่าไหร่เลยนะ ต่อให้ไม่มีความรู้สึกอย่างสามีภรรยาก็มีบุญคุณกันแล้ว เช่นนี้ยังไม่ดีเท่ากับมอบความตายในเซียงซั่นนั่นยังจะทำให้คนยอมแพ้ด้วยความจริงใจอยู่บ้าง บ่าวยังได้ยินมาว่า เซียงซั่นเพิ่งจะถูกลากไป ท่านแม่ทัพก็จูงมือนายหญิงหลิ่วเข้าไปในสวนดอกพุดตานนะเพคะ นี่เป็นชายที่บ่าวเคยพบเห็นว่าไร้ยางอายไร้ความรู้สึกที่สุดเลยเพคะ”
เฉินเสียนไม่มีความอยากอาหาร วางตะเกียบลง แล้วกล่าวขึ้นว่า “ฉินหรูเหลียง เป็นเช่นนี้มาโดยตลอดอยู่แล้วไม่ใช่หรือ”
อวี้เยี่ยนเห็นเช่นนี้แล้ว เริ่มสำนึกได้กล่าวขึ้นว่า“เหตุใดองค์หญิงไม่กินเล่าเพคะ บ่าวพูดมากไปหรือเพคะ บ่าวไม่พูดเรื่องเหล่านี้แล้วเพคะ”
เฉินเสียนกล่าวว่า “เรื่องวันนี้ไม่เหมาะกับการกินอาหารเลย”
สำหรับเซียงซั่น ยังมีจุดจบอะไรที่ย่ำแย่กว่านี้หรือ?
เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ไม่ควรที่จะกล่าวมากความขึ้นมาอีก
เฉินเสียนได้ยินว่าเด็กน้อยครอบครัวอื่น สองสามเดือนก็ยิ่งชอบยิ้มหัวเราะแล้ว คนประจบเอาใจก็หัวเราะไม่หยุด
แต่พอดูลูกชายเรือนตัวเอง ทั้งวันไม่กินก็นอน ตอนที่กินอิ่มนอนตื่นก็ลืมตาใจลอย ไม่ว่าเฉินเสียนจะเปลืองแรงใช้พลังอย่างสุดความสามารถ ก็ไม่สามารถหยอกล้อให้เขาหัวเราะได้เลย
เฉินเสียนหย่อนก้นลงนั่งบนพื้นพรม ถอนหายใจด้วยความกลัดกลุ้มใจ แล้วกล่าวขึ้นว่า“นี่ลูกชาย หัวเราะยิ้มให้แม่ดูหน่อย มันยากเช่นนั้นเชียวหรือ?”
ก่อนหน้ากังวลว่าเจ้าน่องน้อยจะเป็นใบ้ ตอนนี้เฉินเสียนยิ่งกังวลใจอย่างไม่สามารถมีอะไรมาเทียบได้ว่าเจ้าน่องน้อยจะเป็นคนที่ทึ่มรึเปล่า
ตอนที่กำลังหดหู่ใจ คาดไม่ถึงว่าเจ้าน่องน้อยจะแบะปากยิ้มอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
แม่นมซุยกับอวี้เยี่ยนเห็น รีบกล่าวขึ้นทันควันว่า“องค์หญิง!องค์หญิงรีบดูสิเพคะ!ท่านชายยิ้มแล้วเพคะ!”
แต่เจ้าน่องน้อยแบะปากยิ้มแวบหนึ่งก็ผ่านไป รอจนเฉินเสียนหันมาดู เขาก็ไม่ยิ้มแล้ว
เฉินเสียนพยายามปักหลักสู้ไม่ถอยหยอกล้อเขาอีกครั้งทันที เขาก็ยังคงไม่ยิ้ม
เฉินเสียนกล่าวอย่างอ่อนเพลียว่า“เห้อ สรุปว่าข้าหยอกล้อเขาหรือว่าเขาหยอกล้อข้ากันนะ”
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้าคือหงส์พันปี
ชอบมากเรื่องนี้...