คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา นิยาย บท 57

ตอนที่ 57 หลักฐานแน่นหนา

ทว่าหากวันนี้ไปกับหูเฟิงจริงๆ เช่นนั้นไม่เท่ากับยืนยันความจริงที่ว่าตนเป็นภรรยาเด็กอย่างที่คนสกุลไป๋ว่าหรือ

อีกอย่าง นางไม่อยากจากไปอย่างไร้ความสามารถซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วกลับมาอย่างไร้ความสามารถครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นนี้ หากจะไป ก็ต้องตัดขาดกับสกุลไป๋อย่างเด็ดขาดก่อนแล้วค่อยไป

นางอยากจะไปให้ชัดเจน หลังจากนี้จะได้ไม่มีความกังวลอีก

เด็กสาวส่ายหน้าให้หูเฟิง “หูเฟิง ขอบคุณความหวังดีของเจ้ามาก ถึงอย่างไรสกุลไป๋ก็เป็นบ้านของพวกข้า เมื่อวานมีลมแรงและฝนตก พวกข้ารีบร้อน ถึงได้ไปอาศัยหลบที่เรือนไม้ของบ้านเจ้า วันนี้ไม่จำเป็นแล้ว อีกเดี๋ยวข้าจะไปเก็บกวาดเรือน น่าจะพอให้ข้าอยู่ได้”

หูเฟิงกลับไม่กังวลเรื่องนี้ เขาเพียงกังวลว่าพวกนางจะอยู่ต่อ แล้วหากคนสกุลไป๋ลงมืออย่างโหดเหี้ยมกับพวกนางอีก เช่นนั้นคงไม่ดีแน่

ไป๋จื่อราวกับมองความกังวลของเขาออก จึงยิ้มกล่าวว่า “เจ้าวางใจเถอะ ข้าไป๋จื่อไม่ใช่ว่ารังแกง่าย คนที่ตายไปแล้วครั้งหนึ่ง ยังมีอะไรต้องกลัวอีกเล่า ผู้ใดต้องการให้ข้าตาย ข้าจะต้องลากทั้งตระกูลของเขาร่วมหลุมศพไปกับข้าด้วย” เมื่อนางกล่าวประโยคนี้ นางตั้งใจเพิ่มเสียง ทำเอาหญิงชราและหลิวซื่อหัวใจเต้นแรง นึกถึงภาพที่นางฟื้นจากความตายเมื่อวาน ตอนนี้คิดขึ้นมาก็รู้สึกเย็นสันหลังวาบ

ชายหนุ่มพยักหน้า ก่อนจะกวาดสายตามองเรือนไม้ที่ถล่มลงมาครึ่งหนึ่ง คิดว่าสถานการณ์ของสกุลไป๋ในตอนนี้ คาดว่าคงไม่มีใครช่วยสองแม่ลูกซ่อมเรือนแน่ เขาจึงถกแขนเสื้อขึ้น พลางกล่าว “ข้าช่วยเจ้าซ่อมเอง”

ไป๋จื่ออยากจะขอร้องเช่นนั้นแต่ก็ไม่กล้า เรือนหลังนี้พังทลายได้ทันทีที่ลมพัดมา นางไม่ชินกับชีวิตเช่นนี้ จ้าวหลานได้รับบาดเจ็บ คนสกุลไป๋ก็หวังพึ่งไม่ได้ เดิมทีนางกลัดกลุ้มเรื่องนี้ทีเดียว ทว่าหูเฟิงยอมช่วย นั่นก็เป็นเรื่องดียิ่งนัก

หญิงชรายังคงเสียดายเงินหกตำลึง บัดนี้เห็นไป๋จื่อกับจ้าวหลานเป็นหนามแทงตาแล้ว หากไม่ใช่เพราะจ้าวหลานได้รับบาดเจ็บ นางเด็กเจ้าเล่ห์ไป๋จื่อมีหูเฟิงคอยปกป้อง นางอยากจะตีพวกนางอย่างแรงสักครั้งจริงๆ เพื่อระบายอารมณ์โกรธที่อยู่ในอก

นางหันไปเห็นไป๋เสี่ยวเฟิงที่ยืนอยู่ตรงประตู จึงรีบก้าวไปหา แล้วดึงหลานชายเข้าไปในเรือนเล็ก “เสี่ยวเฟิง เจ้าเรียนหนังสือมา ย่อมรู้หลักการเยอะกว่าย่ามาก เจ้ารีบบอกย่าเร็ว ว่าที่หัวหน้าหมู่บ้านพูดเมื่อครู่ ล้วนเป็นความจริงใช่หรือไม่ หากย่าไม่คืนหกตำลึงเงินให้ท่านหมอลู่ เขาจะนำหนังสือรับรองหนี้สินไปฟ้องร้องที่ศาลาว่าการใช่หรือไม่”

ปีนี้ไป๋เสี่ยวเฟิงอายุสิบสามปี เขาคิดว่าตนเองเรียนหนังสือมาสองปีแล้ว ต่อไปต้องสอบถึงจะเป็นข้าราชการได้ จึงเห็นว่าตนเองเป็นที่หนึ่งในตระกูล ไม่เคยเห็นผู้ใดในสายตา ท่านย่าที่เอ็นดูเขาที่สุดก็เช่นกัน

“ท่านย่า ท่านช่างเลอะเลือนเสียจริง หลักฐานลายลักษณ์อักษรเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาได้ตามใจชอบ เมื่อท่านลงลายนิ้วมือไปแล้ว นั่นเท่ากับเป็นหลักฐานแน่นหนา เมื่อครู่ข้าก็ยืนอยู่ตรงประตู ท่านกลับไม่ถามข้าสักคำ เพียงประทับลายนิ้วมือไปโดยตรง อีกทั้งไม่ให้ข้าดูว่าหัวหน้าหมู่บ้านเขียนว่าอะไรบ้าง หากเขาใช้หกตำลึงเงินค้ำบ้านหลังนี้ของพวกเราไว้ เช่นนั้นจะทำอย่างไรเล่า”

หญิงชราโกรธจนตัวสั่น “หากลู่จ่างชุนกล้าทำเช่นนี้จริง ข้าก็จะนำชีวิตของข้าสู้สุดชีวิตกับเขา”

ไป๋เสี่ยวเฟิงส่ายหน้า พลางถอนใจว่า “ท่านย่า ท่านเตรียมเงินให้พร้อมเร็วหน่อยก็ดี ถึงตอนนั้นสกุลไป๋ของพวกเราไปยังศาลาว่าการ คงจะไม่มีเกียรติเหลือ ส่งผลกระทบถึงการสอบของข้านะ”

สำหรับหญิงชราแล้ว หลานชายเป็นของล้ำค่าของนาง แต่เงินเป็นชีวิตของนางนะ!

เมื่อวานเพื่อรักษาบาดแผลให้จ้าวหลาน ก็เสียเงินไปสองตำลึงแล้ว ตอนนี้นางต้องนำหกตำลึงเงินออกมาอีก นี่แตกต่างอะไรกับการเอาชีวิตของนางกัน

ไป๋ต้าเป่าเข้ามาใกล้ เขาพูดกับท่านย่าของตนว่า “ท่านย่า ตกลงกันแล้วว่าเดือนนี้จะให้ข้าแต่งงาน อย่าใช้เงินที่ใช้สำหรับงานแต่งของข้าหมดนะ ข้าไม่อยากเป็นโสดไปตลอด”

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา