ตอนที่ 775 วุ่นวายแล้ว
เขาพลันนึกขึ้นได้ว่าฮ่องเต้ไม่ได้มีโอรสเพียงองค์เดียว และไม่ใช่ว่าโอรสทุกองค์ล้วนเป็นตัวแทนของพระองค์
ถึงแม้จะเป็นโอรส แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะไม่ถูกกันเช่นกัน ในอดีตเรื่องพรรค์นี้ไม่ใช่เรื่องแปลก ไยตอนนั้นเขาไม่คิดถึงเรื่องนี้กัน แค่เพียงเห็นองค์ชายผู้สูงส่งสวมเสื้อคลุมพญางูก็คิดว่าเขาเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์แล้ว และสิ่งที่เขาแสดงถึงก็คือฮ่องเต้ ก็คือแคว้นฉู่
“เป็นไปได้อย่างไร ข้าไม่ได้ทำเช่นนั้น ไม่ได้ทำ!”
ไหนเลยอาซื่อจะสนใจว่าอีกฝ่ายพูดอะไร ตอนนี้เขาเพียงอยากจับคนผู้นั้น มีแต่จับคนผู้นั้นได้ หน้าที่ของเขาจึงจะสำเร็จลุล่วง และเขาถึงจะมีชีวิตรอดต่อไปได้
ไม่เช่นนี้ก็มีแต่ความตายรอเขาอยู่แล้ว
“ใต้เท้าเฉียน พูดมาถึงขั้นนี้แล้ว เจ้ายังไม่สั่งปิดประตูเมืองอีกหรือ ขืนช้าไปมากกว่านี้คงไม่ทันแล้วละ”
บัดนี้ความคิดมากมายตีกันยุ่งเหยิง ใต้เท้าเฉียนไม่อาจตั้งอกตั้งใจคิดได้ “เดี๋ยว ให้ข้าคิด ให้ข้าไตร่ตรองก่อน ตอนนี้ข้าคิดอะไรไม่ออก”
อาซื่อก้าวไปข้างหน้าตรงๆ ฝ่ามือข้างหนึ่งฟันลงที่ท้ายทอยของใต้เท้าเฉียน ทำให้เขาเขาสลบไปทันที
ผู้คุ้มกันของใต้เท้าเฉียนเห็นดังนั้นก็พลันหน้าเปลี่ยนสี ทั้งสองคนพุ่งเข้าไปหมายจะเอาชีวิตอาซื่อ ปกติแล้วอาซื่อไม่เคยแสดงฝีมือที่แท้จริง ดูไม่ออกว่าเขามีวรยุทธ์เป็นเลิศ ผู้คุมกันของใต้เท้าเฉียนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาโดยสิ้นเชิง เพียงไม่กี่กระบวนท่าก็ล้มครืนกันไปตามๆ กันแล้ว
อาซื่อหยิบตราออกจากตัวของใต้เท้าเฉียน เขารีบไปที่ประตูเมืองทันที มีเพียงปิดประตูเมืองโดยเร็วที่สุดเท่านั้น ถึงจะมีโอกาสจับพวกเขาไว้ได้
…
ประตูเมืองจินหยาง
พ่อค้าและชาวบ้านจำนวนมากที่เดิมทีควรจะออกจากเมืองไปตั้งแต่เมื่อวาน บัดนี้กำลังรวมตัวกันอยู่ที่หน้าประตูเมือง แต่ละคนมีแต่ความโกรธเกรี้ยว เพราะการค้างคืนอยู่ในเมืองนั้น สิ่งที่พวกเขาต้องเสียไปก็คือเงิน ทางด้านพวกพ่อค้ากลับไม่อาจอยู่ที่เดิมได้มากกว่าหนึ่งวัน สิ่งที่พวกเขาต้องเสียไม่ใช่แค่เงิน แต่ยังมีความเชื่อมั่นด้วย
ชาวไร่ชาวนาที่ที่ขายผัก ข้าว แป้ง รวมถึงผลไม้รวมตัวกันอยู่ด้านนอกประตูเมืองเป็นจำนวนมาก พวกเขามองประตูเมืองที่ปิดสนิทตาปริบๆ หากวันนี้เข้าไปขายผักผลไม้เหล่านี้ไม่ได้ นำกลับไปที่บ้านก็จะไม่สดใหม่อีกต่อไป แต่หากจะนำกลับมาขายพรุ่งนี้ก็ไม่ได้ราคาเช่นกัน นี่ถือเป็นเสบียงอาหารของพวกเขา ไม่อาจเสียเวลาหนึ่งวันไปโดยเปล่าประโยชน์ได้
ด้านหลังชาวไร่ชาวนาคือกลุ่มทหารจากเมืองหลวง ทั้งหมดมีหลายร้อยคน พวกเขารออยู่ตรงนี้หนึ่งคืนเต็มๆ แล้ว ไม่ว่าจะเจรจาอย่างไร เหล่าคนที่เฝ้าเมืองก็ไม่ยอมเปิดประตูเมือง หากไม่ใช่เพราะจิ้นอ๋องสั่งห้ามลงมือโดยพลการ ตอนนี้พวกเขาก็คงจะลงมือไปแล้ว
“หัวหมู่ เมืองนี้แปลกนัก ตอนที่พวกเรามาถึงเมื่อวาน ฟ้ายังไม่มืดเลยด้วยซ้ำ กลับปิดประตูเมืองไปเสียได้ ข้าได้ยินเสียงเอะอะดังมาจากข้างในรางๆ บอกว่าต้องรีบออกจากเมืองเพื่อกลับบ้าน แต่เหล่าผู้คุมเป็นตายอย่างไรก็ไม่ยอมเปิดประตูเมือง”
องครักษ์คนหนึ่งก็เข้ามาใกล้เช่นกัน “ข้าก็รู้สึกแปลกๆ เช่นกัน พวกเรานำคนมาที่นี่ตามหน้าที่ ตราคำสั่งก็ให้พวกเขาดูแล้ว อีกทั้งยังอธิบายสถานการณ์อย่างละเอียดอีก แต่พวกเขากลับไม่ยอมเปิดประตูเสียที ถามอะไรก็ไม่ยอมตอบ ดูเหมือนกับกำลังปิดบังอะไรอยู่อย่างนั้นแหละ”
ชายที่ถูกเรียกว่าหัวหมู่กัดฟันกรอด “เจ้าคนพวกนี้ หากจิ้นอ๋องพบอะไรไม่ชอบมาพากลข้างในนั้นจริง ข้าจะฉีกทึ้งร่างของพวกเขาทิ้งเสีย”
“เปิดแล้วๆ ประตูเปิดแล้ว”
เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้นก็รีบลุกขึ้นยืนในทันที
ก่อนจะได้ยินเสียงผู้คุมประตูเมืองตะโกนว่า “ออกก่อนค่อยเข้า ออกก่อนค่อยเข้า ไม่เช่นนั้นจะวุ่นวาย ไม่เช่นนั้นจะวุ่นวาย”
เพื่อให้ตรวจสอบคนเข้าออกทุกคนอย่างถี่ถ้วน ทางการใช้งานผู้คุมทั้งหมดหลายสิบคน แบ่งออกเป็นสี่กลุ่ม
พวกหูเฟิงมาถึงที่หน้าประตูเมืองตั้งนานแล้ว ตอนที่มาถึงมีคนรออยู่มากมาย เดิมพวกเขาอยู่ท้ายแถว แต่เพราะพวกเขาเข็นโลงศพโลงหนึ่งอยู่ ทุกคนล้วนไม่อยากเข้าใกล้ จึงพากันเบียดไปข้างหน้าทีละเล็ก ทีละน้อย จนสุดท้ายพวกเขาก็เบียดมาถึงข้างหน้าสุดจนได้
……….
เมื่อผู้คุมได้ยินประโยคนี้ก็รู้สึกหนาวสันหลังวาบขึ้นมาในทันที เขาเอ่ยด้วยความโมโห “พูดพล่ามอะไรของเจ้า ยังไม่รีบไสหัวไปอีกรึ”
หูเฟิงเข็นรถออกไปข้างนอก โดยมีโจวกังคอยประคองโลงศพเอาไว้ ขณะเดียวกันก็ลอบออกแรงช่วยเข็น จนกระทั่งทั้งสามคนจึงออกจากประตูเมืองไปได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อออกจากประตูเมืองได้ หูเฟิงเห็นคนของเขากำลังมองมาทางนี้พอดี
เขาลากรถเข็นโลงศพไม่ยอมหยุดฝีเท้า เดินตรงไปข้างหน้าตลอดทาง ฝ่ายโจวกังลอบดึงสิ่งแปลกปลอมบนใบหน้าออก เผยโฉมหน้าให้หัวหมู่คนหนึ่งเห็น ครั้นเห็นหัวหมู่คนนั้นอ้าปาก แต่เขากลับยกมือขึ้นส่งสัญญาณบอกให้เขาเงียบ
หัวหมู่รู้กัน แม่ทัพและจิ้นอ๋องปลอมตัวออกมาจากเมือง ย่อมไม่อยากเปิดเผยร่องรอยแน่
ฝ่ายหัวหมู่จึงส่งต่อคำพูดไปให้หัวหมู่คนอื่น ทุกคนจึงรออยู่ที่เดิมอยู่อีกครู่หนึ่ง ถึงค่อยๆ แยกย้ายกันไปอย่างเงียบๆ
ตอนที่อาซื่อมาถึงหน้าประตูเมือง แถวชาวเมืองยังคงยาวมาก เหล่าผู้คุมก็นับว่าจนใจยิ่ง แต่ก็ตรวจตราทุกคนอย่างละเอียดต่อไป
เขายกตราในมือขึ้น บอกกับผู้คุมหลายคนว่า “ปิดประตูเมือง เร็วเข้า ปิดประตูเมือง!”
เหล่าผู้คุมไม่เข้าใจ พวกชาวเมืองยังไม่ได้ออกไปเลย ก็จะให้ปิดประตูเมืองแล้วหรือ แล้วชาวบ้านพวกนี้จะยอมได้อย่างไร!
เป็นไปตามที่คาด เหล่าผู้คุมยังไม่ทันมีปฏิกิริยาโต้ตอบใดๆ พวกเหล่าบ้านชาวนั้นได้ยินว่าจะปิดประตูเมืองก็พากันฝ่าออกไปข้างนอก ร้องตะโกนกันว่าไม่ว่าอย่างไรวันนี้ก็ต้องออกไปให้ได้
อาซื่อร้อนใจมาก เขาชักมีดพกที่ข้างเอวออกมา ก่อนจะยกมีดยาวๆ ขึ้นสูง ตะโกนว่า “ใครกล้าฝ่าออกไป ข้าจะให้พวกเจ้านอนตายออกไป”
สถานการณ์ตอนนี้มีแต่เสียงดังอื้ออึง จึงไม่ได้ยินเสียงพูดของอาซื่อโดยสิ้นเชิง อีกทั้งไม่มีใครสนใจมีดยาวที่เขาชูขึ้นเลยสักนิด พวกเขาเพียงแค่อยากออกจากเมือง ไม่ได้ทำผิดกฎหมายเสียหน่อย ไยต้องกลัวเจ้าพนักงานคนหนึ่งเช่นนี้ด้วย

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา
พฤษภาคม 2569 แล้วจ้า หายไปเดือนกว่าแล้ว ไรด์อย่าลืมกลับมาอัพให้อ่านต่อนะคะ กำลังสนุกเลย...
แอดรบกวนลงให้อ่านจนจบได้ไหมคะ รออ่านอยู่น้า...
สนุกมากค่ะ แอดรบกวนอัปให้อ่านจนจบได้ไหมคะรออ่านอยู่น้าาาาา...
อัพเดทตอนใหม่เมื่อไรค่ะ...
คุณแอดมินผู้ใจดี ช่วยอัพเดทตอนใหม่เยอะๆเลยนะคะ ชอบมาก สนุก พลีสสสสส...
รอตอนต่อไปอยู่นะคะ...
เอาใจช่วยหูเฟิงทวงคทนอำนาจนะ...
ถ้าพ่อไม่ถูกเมียรังแกจนเกือบตายก็คงไม่ตื่นสินะ...
ดีใจกับเสี่ยวเฟิง...