เข้าสู่เทือกเขากวนเหลย ในสมองของหลัวซิวได้ระลึกถึงข้อมูลต่าง ๆ ของที่นี่ที่ได้รับมาจากองค์กรนักล่ายุทธ์
จอมยุทธ์ที่มาฝึกฝนหาประสบการณ์ที่เทือกเขากวนเหลยมีจำนวนมาก จอมยุทธ์ชี่ไห่นับเป็นการดำรงอยู่ที่มีระดับต่ำที่สุด ปกติแล้วต่างได้ฝึกล่าสัตว์อยู่ที่เขตแดนรอบนอกของเทือกเขากวนเหลย ไม่กล้าก้าวเท้าเข้ามาเหยียบพื้นที่ที่ลึกเข้ามาหน่อยเลยสักนิด ไม่เช่นนั้นอาจมีอันตรายถึงชีวิต
แม้ว่าจะอันตรายมากเพียงใด แต่จอมยุทธ์ที่มาฝึกฝนหาประสบการณ์ที่เทือกเขากวนเหลยกลับมีนับไม่ถ้วน เพราะทรัพยากรของที่นี่ค่อนข้างจะอุดมสมบูรณ์ แม้แต่ผู้ที่ดำรงอยู่ในแดนผู้ชนะแห่งโลกยุทธ์ ก็จะต้องเข้าไปตามหาสมบัติล้ำค่าในจุดที่ลึกเข้าไปของเทือกเขา
ปกติแล้วจอมยุทธ์ที่ออกมาฝึกฝนหาประสบการณ์มักจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่ จอมยุทธ์ที่กล้าเดินทางเพียงลำพัง ล้วนเป็นจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งที่เชื่อมั่นในฝีมือของตน
พึ่งจะเข้ามาในเทือกเขากวนเหลยได้ไม่นาน หลัวซิวก็ได้เผชิญหน้ากับอสูรระดับ 2 อยู่หลายตัว
แม้ว่าอาศัยกระแสสัมผัสพลังชีวิตจะสามารถหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่อสุรกายเหล่านั้นจำศีลไปได้ แต่หลัวซิวมาที่นี่เพื่อฝึกฝนหาประสบการณ์ เป็นธรรมดาที่ไม่จำเป็นต้องระมักระวังเช่นนี้
วัสดุที่อยู่บนร่างของอสุรกายเหล่านั้นเขาไม่ได้เก็บเอามาจนหมด เลือกเอาเพียงชิ้นที่มีค่าที่สุดเก็บเข้าไปยังแหวนเก็บของ
ทันใดนั้นเอง ภายใต้กระแสสัมผัสพลังชีวิตของหลัวซิว ได้รับรู้ถึงพลังชีวิตของจอมยุทธ์สองสามคน
ไม่นานนัก เงาร่างมนุษย์สามสายก็ได้ปรากฏขึ้นในสายตาของหลัวซิว เดินตรงเข้ามายังทางที่เขาและลู่เมิ่งเหยายืนอยู่
คนที่มานั้นเป็นชายสองหญิงหนึ่ง คนหนึ่งเป็นชายวัยกลางคน สวมเกราะหนัง เหน็บกระบี่ไว้ที่เอง คนหนึ่งเป็นชายหนุ่ม หน้าตาดุร้าย สะพายดาบยุทธ์เอาไว้บนหลัง สวมเกราะนักรบ
คนสุดท้ายนั้นเป็นสตรีนางหนึ่ง สวมชุดนักรบรัดรูป รูปร่างนูนเว้าเป็นทรง พราวเสน่ห์อย่างที่สุด
ในตอนที่หลัวซิวพบกับทั้งสามคนนี้เข้า ฝ่ายตรงข้ามก็ได้สังเกตเห็นเขาและลู่เมิ่งเหยาเช่นกัน
ทั้งสามคนนี้น่าจะเป็นนักล่าอสูรที่ได้ฝึกรบราฆ่าฟันที่ด้านนอกอยู่ตลอดทั้งปี กลิ่นความอันตรายที่มองไม่เห็นแผ่ซ่านออกมาจากร่างกาย
ลู่เมิ่งเหยายืนอยู่ที่ข้างกายหลัวซิว และได้สัมผัสถึงความอันตรายนี้เช่นกัน มีท่าทางประหม่าเล็กน้อย นางขยับตัวเข้าใกล้หลัวซิว
จอมยุทธ์ที่เข้ามาฝึกฝนหาประสบการณ์อยู่ที่นี้นั้นมีมากมาย ดังนั้นได้พบกับจอมยุทธ์คนอื่นอยู่ที่นี่ หลัวซิวก็ไม่ได้แปลกใจเลย
อย่างไรก็ตามเขายังมองไปยังทั้งสามคนที่กำลังเดินใกล้เข้ามาด้วยความระมัดระวังที่อยู่ภายในใจเช่นกัน เพราะในที่ที่ห่างไกลผู้คนเช่นนี้ การลงมือฆ่าคนนั้นเป็นเรื่องที่ปกติมาก
“น้องชายท่านนี้เชิญ”
ในตอนที่ทั้งสองฝ่ายอยู่ห่างกันสิบกว่าเมตร ฝ่ายตรงข้ามทั้งสามคนก็ได้หยุดลง แสดงให้เห็นว่าพวกตัวเองทั้งสามคนไม่ได้คิดร้ายอะไร
คนที่กล่าวขึ้นมานั้นคือชายวัยกลางคนที่นำหน้า มีผลการฝึกตนในระดับชี่ไห่ขั้น 9 ทว่าหลัวซิวกลับรู้สึกว่าเขาร้ายกาจกว่าจอมยุทธ์ชี่ไห่ขั้น 9 ที่เขาได้สังหารเมื่อตอนอยู่ที่เขตการปกครองหยุนหลงอีกมาก
หลัวซิวเองก็กุมหมัดโค้งตัว “ไม่ทราบว่าทั้งสามท่านมาเรื่องอันใด?”
“ข้าน้อยจางไห่เฟย สองท่านนี้เป็นผู้ร่วมทางของข้า เถียนกวงโหย่ว เหมียวเฟยเฟย” ชายวัยกลางคนไม่ได้ตอบคำถามของหลัวซิวโดยตรง แต่ตัวแนะนำพวกตัวเองทั้งสามคนก่อน
เถียนกวงโหย่วก็คือชายหนุ่มที่สะพายดาบเอาไว้บนหลังผู้นั้น ใบหน้าแฝงไปด้วยความโหดร้าย ดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนดีสักเท่าไหร่นัก ส่วนเหมียวเฟยเฟยนั้นได้ยิ้มพลางพยักหน้ามองมาทางหลัวซิว
ผลการฝึกตนของทั้งสองคนนั้น ด้อยกว่าจางไห่เฟยเล็กน้อย ล้วนเป็นชี่ไห้ขั้น 8
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: มหายุทธ์ สะท้านภพ
มาต่อๆ...
มีต่อไหมครับรออยู่นะครับ...
มึงๆ กูๆ เชี้ยไรเยอะแยะวะ นิยายจีนนะโว้ย อ่านเจอแล้วสดุดเสียรมตลอด...
แปลต่อทีค่า รออ่านอยู่นะคะ🥺🥺...
มีต่อไหมครับ...
รออยู่นะครับ...
เรื่องเก่าอัพเดตบ้าง ไม่ใช่ลงแต่เรื่องใหม่...
เมื่อไรจะลงซักที...
เค้ายังแปลอยู่ไหมครับ...
ไม่ลงให้อ่านซักที...