“องครักษ์ จับตัวพวกมันสองคนเอาไว้!”
ซงซานเอ้อร์สงตะโกนไปยังองครักษ์ที่ยืนไกลๆ อยู่ตรงประตูเมือง
แน่นอนว่าองครักษ์ประจำประตูเมืองย่อมรู้จักผู้ดูแลที่ได้รับบรรณานาการมาของตระกูลเยี่ยน ทุกคนจึงชักกระบี่ออกมาจากฝักแล้วขวางประตูเมืองเอาไว้
ในเวลาเดียวกันยังมีคนอีกสองคนเริ่มทำหน้าที่ปิดประตูเมือง เมื่อประตูเมืองถูกปิดลงก็เท่ากับพวกเขาจนตรอกไร้หนทางหลีกหนีอย่างแท้จริง
บริเวณประตูเมืองที่มีคนจำนวนมากสัญจรเข้าออก ตอนนั้นพลันเกิดความอลหม่านขึ้น ทุกคนต่างพากันถอยหลังไปหลบข้างๆ เพราะกลัวว่าตนเองจะโดนลูกหลงไปด้วย
สีหน้าของหลัวซิวยังคงไม่แปรเปลี่ยน แต่ลู่เมิ่งเหยากลับมีสีหน้ากังวล
ทันใดนั้นเอง หลัวซิวก็เริ่มออกแรงบีบมือของลู่เมิ่งเหยาแรงขึ้น แล้วยกเธอขึ้นไปแบกไว้ด้านหลัง
ก้อนเนื้อนุ่มนิ่มตรงหน้าอกเบียดเข้ากับหลังของหลัวซิว ทำให้ลู่เมิ่งเหยารู้สึกเจ็บจนขมวดคิ้ว จากนั้นเธอจึงรับรู้ได้ถึงเสียงลมดังหวีดหวิวเข้ามาในหูของเธอ
หลัวซิวใช้ความเร็วเต็มที่ เขาเคลื่อนผ่านสถานที่รอบกายด้วยเงาเศษแปดสายเพื่อมุ่งหน้าไปยังประตูเมือง
องครักษ์ที่อยู่ตรงประตูส่วนใหญ่จะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่บรรลุถึงระดับการกลั่นร่าง และผู้ที่เป็นหัวหน้าองครักษ์ก็เป็นเพียงผู้ฝึกตนถึงชี่ไห่ขั้นสามเท่านั้น
แน่นอนว่าผู้ที่มีพลังในระดับนี้ไม่สามารถขัดขวางหลัวซิวได้แน่
“กริ๊ง!”
ทุกครั้งที่กระบี่เงามืดแหวกว่ายไปในอากาศ เสียงคมมีดจะดังก้องและตามมาด้วยโลหิตสาดกระเซ็น
เขารู้ความจริงที่ว่าการที่จะอยู่บนโลกใบนี้ให้รอดได้ ห้ามใจอ่อนกับศัตรูอย่างเด็ดขาด ต้องลงมืออย่างโหดเหี้ยม ไร้ปราณีและเด็ดเดี่ยว
วิชาเงาเศษสิบช่องของแดนบรรลุผลยังไม่มีทีท่าจะช้าลง ความเร็วของหลัวซิวทะยานเพิ่มขึ้น องครักษ์ที่กำลังจะปิดประตูเมืองยังไม่ทันจะรู้ตัวก็ถูกกระบี่เงามืดฟันเข้าที่ลำคอเสียแล้ว
“ชั่วช้า แกกล้าสังหารองครักษ์ของเมืองเชียวรึ!”
เกิดเสียงเท้าของสัตว์ดังขึ้น หลัวซิวเหลียวหลังไปมองจึงเห็นว่าเยี่ยนซิวกำลังขี่ม้าคอขนเขาเดียวไล่กวดมา
ม้าคอขนเขาเดียวเป็นอสูรระดับ 3 ที่มีฝีเท้ารวดเร็ว ความเร็วที่เพิ่มขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ แม้ว่าจะสู้หลัวซิวไม่ได้ แต่มีความอึดกว่ามากนัก ไม่เหมือนกับหลัวซิวที่ใช้วิชาท่าร่างในการเคลื่อนที่ทำให้สูญเสียปราณแท้ไปอย่างมาก
“ขึ้นม้า!”
เมื่อเห็นว่าซงซานเอ้อร์สงไม่สามารถตามหลัวซิวทัน เยี่ยนชิวจึงรีบแผดเสียงออกคำสั่งให้ยอดฝีมือพรสวรรค์ทั้งสองคนนี้ขึ้นมานั่งด้วยกัน
ม้าคอขนเขาเดียวมีแผ่นหลังกว้าง ดังนั้นต่อให้คนทั้งสามขึ้นมานั่งพร้อมๆ กันก็ยังไม่เบียด แถมยังไม่ส่งผลต่อความเร็วของมันอีกด้วย
รูปร่างของเมืองโจว๋ซิงที่อยู่ด้านหลังของเขาเริ่มเล็กลงและรางเลือนลงเรื่อยๆ
หลังจากผ่านไปสองชั่วยาม หลัวซิวจึงหยุดแล้วหันหน้ากลับไปมองคนทั้งสามที่ขี่ม้าคอขนเขาเดียว
หลังจากวิ่งหนีมาสองชั่วยาม ก็ได้เดินทางมาถึงทุ่งหญ้ารกร้างกว้างใหญ่ จากกระแสสัมผัสพลังชีวิตของหลัวซิวแล้วเขาไม่พบว่ามีอะไรตามมาด้านหลัง
ลำพังเพียงจอมยุทธ์แดนพรสวรรค์ขั้น 1 สองคน หลัวซิวไม่มีทางกลัว ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรต้องหนีอีก
ส่วนจอมยุทธ์ชี่ไห่ระดับหกอย่างเยี่ยนชิว ก็ไม่ได้อยู่ในสายตาของหลัวซิวเช่นกัน
“ซานซงเอ้อร์สง พวกแกช่วยฉันจัดการไอ้หมอนั่นที” เยี่ยนชิวแสยะยิ้มออกมา
ซงซานเอ้อร์สงไม่กล่าวอะไร แม้ว่าจะเป็นจอมยุทธ์พรสวรรค์ แต่เมื่อต้องรับมือกับจอมยุทธ์ชี่ไห่ คนทั้งสองก็ต้องร่วมมือกัน
นี่เป็นความเคยชินที่ถูกฝึกฝนมามากกว่า 10 ปี และความเคยชินนี้ได้กลายเป็นหนึ่งเดียวกันไปแล้ว พวกเขาที่อยู่ในพรสวรรค์ขั้น 1 เมื่อร่วมมือกันสามารถฆ่าจอมยุทธ์แดนพรสวรรค์ขั้น 3 ไปได้หลายคนแล้ว บางครั้งยังสามารถจัดการยอดฝีมือขั้น 4 ได้อีกด้วย
ทั้งสองดึงกระบี่ออกมาจากฝัก ผู้หนึ่งฟันไปที่แขนของหลัวซิว อีกผู้หนึ่งฟันไปที่ขาของหลัวซิว เห็นได้ชัดว่าพวกเขาทำตามคำสั่งของเยี่ยนชิวโดยเลือกที่จะจัดการแขนขาของเขาก่อน
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: มหายุทธ์ สะท้านภพ
มาต่อๆ...
มีต่อไหมครับรออยู่นะครับ...
มึงๆ กูๆ เชี้ยไรเยอะแยะวะ นิยายจีนนะโว้ย อ่านเจอแล้วสดุดเสียรมตลอด...
แปลต่อทีค่า รออ่านอยู่นะคะ🥺🥺...
มีต่อไหมครับ...
รออยู่นะครับ...
เรื่องเก่าอัพเดตบ้าง ไม่ใช่ลงแต่เรื่องใหม่...
เมื่อไรจะลงซักที...
เค้ายังแปลอยู่ไหมครับ...
ไม่ลงให้อ่านซักที...