สุดท้าย ราชันเซียนหมิ่นตู้ก็ได้จากไปแล้ว เหลือเพียงหลี่ชิเย่ที่นั่งนิ่งเงียบๆ อยู่ในโลกที่เคว้งคว้างว่างเปล่าคนเดียวเป็นเวลานานสองนาน
ท้ายที่สุด หลี่ชิเย่ก็ได้ไปจากที่นี่ ในขณะที่ไปจากหลี่ชิเย่อดที่จะพูดขึ้นมาเบาๆ ไม่ได้ว่า “ลาก่อน บรรพบุรุษไกลกันดารหลุนหุย เจ้าพูดถูก ความมืดไม่มีวันสลายเป็นนิรันดร์ ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถทำให้ความมืดสูญสิ้นดับสลายไปได้ แต่ อย่าลืมไปว่า ความสว่างก็เป็นนิรันดร์เช่นกัน” กล่าวจบหันหลังจากไป
ขณะหลี่ชิเย่ก้าวออกมาจากแท่นบูชานั้น คู่สายตาจำนวนนับไม่ถ้วนได้จับจ้องไปที่ตัวของเขา เปี่ยมด้วยความเคารพยำเกรง ไม่มีใครกล้าหายใจแรงสักคน
จากการทยอยไปจากของจอมราชันเซียนหวังแต่ละองค์ ทำให้ผู้คนทั้งหมดที่อยู่ด้านนอกไกลกันดารต่างรู้สึกสั่นเทาอยู่ในใจ
แม้ว่ายอดฝีมือแต่ละคนในโลกนี้ไม่มีสิทธิ์ และไม่มีศักยภาพเพียงพอไปแอบส่องการศึกที่สะเทือนฟ้าที่เกิดขึ้นภายในส่วนลึกของไกลกันดารครั้งนี้ ทุกคนก็ไม่รู้ว่าศึกในครั้งนี้เป็นเช่นใดกัน แต่รู้ว่าศึกครั้งนี้ได้มีจอมราชันเซียนหวังแต่ละองค์ ราชันเซียนแต่ละองค์จากเก้าแดนมาช่วยรบ โดยที่ร้อยชาติพันธุ์ และเผ่าเทพ เผ่ามาร เผ่าสวรรค์สามเผ่าล้วนแล้วแต่มีจอมราชันเซียนหวังที่มาช่วยรบ สิ่งนี้นับว่าเพียงพอแล้ว
ในโลกนี้ยังจะมีใครที่สามารถทำให้จอมราชันเซียนหวังถึงยี่สิบองค์ให้เกียรติมาร่วมขบวนได้เล่า แม้ว่าผู้บำเพ็ญตนในหล้ามีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถรู้ว่าหลี่ชิเย่คือใคร แต่สิ่งที่ได้เกิดขึ้นในวันนี้ก็เพียงพอที่จะบ่งบอกถึงฐานะของเขาได้ได้ นี่คือผู้ยิ่งใหญ่ระดับสูงสุดคนหนึ่ง เป็นผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งที่เพียงพอให้จอมราชันเซียนหวังต้องให้เกียรติ
กล่าวสำหรับยอดฝีมือในหล้าแล้ว การรับรู้เท่านี้ก็นับว่าเพียงพอแล้ว ส่วนฐานะที่แท้จริงของหลี่ชิเย่จะเป็นใคร มีประวัติความเป็นมาอย่างไร ไม่มีใครกล้าไปสืบหา และไม่มีใครกล้าไปวิจารณ์
แม้ว่ายอดฝีมือผู้บำเพ็ญตน ในหล้าล้วนแล้วแต่ไม่รู้ว่าหลี่ชิเย่มีประวัติความเป็นมาอย่างไรกันแน่ แต่จะอย่างไรเสียก็มีระดับจอมเทพ หรือระดับบรรพบุรุษรุ่นดึกดำบรรพที่เคยได้ยินเกี่ยวกับตำนานอะไรมาบางอย่าง พวกเขาเคยได้ฟังมาจากปากของจอมราชันเซียนหวังเกี่ยวกับความลับบางอย่าง และพวกเขาก็สามารถคาดเดาถึงฐานะของหลี่ชิเย่ได้ลางๆ
ต่อให้ภายในใจของพวกเขาสามารถคาดการณ์ได้บ้างก็ไม่กล้าพูดถึงให้มากความ ไม่กล้าไปวิจารณ์ และไม่ต้องการไปพูดถึงเรื่องนี้ เนื่องจากสิ่งนี้เป็นสิ่งต้องห้าม อีกทั้งเป็นสิ่งที่ต้องแข็งแกร่งจนถึงระดับหนึ่งแล้วจึงมีสิทธิ์ไปสัมผัสกับมันได้
บรรดาจอมเทพเหล่านี้ไม่ได้กังขาต่อความน่ากลัวของสิ่งต้องห้ามนี้ เฉกเช่นศึกล่าราชันซึ่งเป็นเรื่องที่นมนานมาแล้วไม่ต้องไปเอ่ยถึง เรื่องราวที่เกิดขึ้นตรงหน้านี้ก็เพียงพอที่จะบ่งบอกถึงความน่ากลัวของสิ่งต้องห้ามนี้แล้ว
ในโลกนี้จะมีสักกี่คนที่หาญกล้าไปสู้รบกับผู้ยิ่งใหญ่แห่งความมืดกันเล่า แต่สิ่งต้องห้ามที่อยู่ในตำนานกลับจัดการกวาดความมืดดังกล่าวจนราบคาบ ช่างเป็นกำลังที่น่ากลัวเหลือเกิน เป็นฝีมือที่สยบได้ตลอดกาลเช่นใด!
ดังนั้น แม้ว่าระดับจอมเทพที่เดาออกถึงประวัติความเป็นมาของหลี่ชิเย่ได้แล้ว ก็ไม่ต้องการพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับหลี่ชิเย่ให้มากความ พวกเขาไม่ต้องการให้คำพูดเพียงคำเดียวที่ไม่ทันระวังของตนนำมาซึ่งภัยถึงแก่ชีวิต กระทั่งนำมาซึ่งถูกล้างตระกูล ดังนั้น ต่อให้เป็นระดับจอมเทพที่แข็งแกร่งก็ต้องระวังคำพูดอย่างยิ่งในเรื่องนี้
สุดท้าย หลี่ชิเย่ได้ไปจากไกลกันดาร หลังจากที่เขาจากไปแล้วอดที่จะหันกลับมามองอีกครั้ง และกล่าวเสียงเผ่วเบาขึ้นมาว่า “ยุคสมัยนี้สมควรรูดม่านได้แล้ว จากกันนิรันดร์แล้วนักปราชญ์ หวังว่าประกายศักดิ์สิทธิ์จะส่องสว่างตลอดไป” หลังพูดจบก็จากไปเลย
บรรพบุรุษไกลกันดารหลุนหุยได้ตายไปแล้ว นักปราชญ์ก็สลายไปในสายน้ำแห่งกาลเวลา ยุคสมัยของไกลกันดารก็รูดม่านปิดฉากลงตามการตายของพวกเขา นักปราชญ์ช่วยเหลือยุคสมัยของตนเอาไว้ไม่ได้ แต่บรรพบุรุษไกลกันดารหลุนหุยก็ออกจากความมืดของตนไม่ได้
เมื่อหลี่ชิเย่กลับไปถึงเรือนิรันดรนั้น ปรากฏว่าทั้งด้านนอกด้านในของเรือนิรันดรมีแต่คนที่คุกเข่าอยู่เต็มพื้นที่ไปหมด ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวของเรือนิรันดร หรือลูกเรือของเรือนิรันดร ทั้งหมดล้วนแล้วแต่คุกเข่าอยู่ตรงนั้น ทุกคนก้มหน้าลง และไม่มีใครกล้าหายใจแรงสักคน
กระทั่งมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ร่างสั่นเทาบนเรือนิรันดร โดยเฉพาะยอดฝีมือผู้บำเพ็ญตนผู้ที่เคยวิพากวิจารณ์หลี่ชิเย่มาก่อนหน้า ยิ่งตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ พวกเขาสั่นเทาไปทั้งร่าง เหงื่อเย็นไหลโทรมตัว เรียกได้ว่าพวกเขาทั้งหมดล้วนแล้วแต่ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อไปแล้ว
ถ้าหากเวลานี้หลี่ชิเย่ต้องการเอาชีวิตของพวกเขาล่ะก็ ไม่จำเป็นต้องลงมือเอง แค่คำพูดคำเดียวก็เพียงพอแล้ว รับรองว่ามีผู้ที่ทำแทนอย่างแน่นอน
“ลุกขึ้นมาให้หมดเถอะ” หลี่ชิเย่โบกมือเบาๆ และไม่ได้ไปดูอะไรมากมายนัก กลับไปยังยอดเขาของตน
ที่บริเวณหน้าบ้าน พวกธิดาราชันฉีหลินต่างอยู่กันพร้อมหน้า เพียงแต่ในขณะนี้พวกเขาล้วนแล้วแต่พูดอะไรไม่ออก แม้แต่ธิดาราชันฉีหลินที่สนิทกับหลี่ชิเย่มากที่สุดก็พูดไม่ออก นางอ้าปากทำท่าจะพูด พันคำหมื่นวจีไม่รู้ว่าควรจะเริ่มต้นอย่างไรดี
“อนาคตยังคงต้องอาศัยพวกเจ้า หมั่นฝึกปรือให้ดีๆ ก็แล้วกัน” หลี่ชิเย่ที่มองดูธิดาราชันฉีหลินแล้วเอามือลูบเส้นผมของนางเบาๆ และเอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า “อนาคตของเจ้าไร้ขีดจำกัด สามารถก้าวเดินไปได้สูงขนาดไหน ต้องอาศัยตัวเจ้าเองแล้วหละ”
“คำสอนของคุณชาย เมิ่งหยิงจะจดจำไว้ในใจ” ธิดาราชันฉีหลินพูดขึ้นมาเบาๆ ท้ายที่สุดแล้ว พันคำหมื่นวจีที่นางสามารถพูดออกมาได้ก็มีเพียงคำนี้เท่านั้น ภายในใจของนางเข้าใจแล้วว่า หลี่ชิเย่จะไปจากแล้ว อย่างไรเสียพวกเขาไม่ได้อาศัยอยู่ในโลกเดียวกัน โลกของหลี่ชิเย่นั้นกว้างใหญ่มาก นางได้แต่แหงนมองเท่านั้น อย่างน้อยต้องเป็นเช่นนี้ชั่วคราว
“ตระกูลราชันฉีหลินให้กำเนิดอัจฉริยะบุคคล” ใบหน้าหลี่ชิเย่แฝงด้วยรอยยิ้ม พยักหน้าและพูดคำนี้คำเดียวเท่านั้น
“อนาคตยังจะได้พบคุณชายอีกหรือไม่?” สุดท้าย ธิดาราชันฉีหลินอดที่จะถามคำนี้ขึ้นมา ภายในใจของนางชัดเจนว่าจากกันครั้งนี้เกรงว่าจะเป็นการชั่วนิรันดร์ โลกของพวกเขาทั้งสองห่างไกลกันมากเหลือเกิน แม้จะเป็นเช่นนี้ก็ตาม นางยังคงอดที่จะเอ่ยถามคำนี้ออกมาไม่ได้
“มีวาสนาต่อกันย่อมได้พบกัน” หลี่ชิเย่หัวเราะและกล่าวว่า “หนทางยาวไกล ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่ระยะห่าง ก้าวเดินตามเจตนาเดิมของตน ไปได้ไกลแค่ไหนก็เท่านั้น ขึ้นอยู่กับโชคชะตาของเจ้า อนาคตเต็มไปด้วยความเป็นไปได้จำนวนนับไม่ถ้วน ท่ามกลางแต่ละความเป็นไปได้ เจ้ามักจะทำให้การไล่ล่าของตนเป็นความจริงได้เสมอ”
“ข้าเข้าใจ” สุดท้ายธิดาราชันฉีหลินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ทีหนึ่ง ทำให้จิตใจของนางมั่นคงยิ่งขึ้น
สำหรับซึหุนหลินนั้นเขาไม่กล้าพูดอะไรออกมาเลย เขาโค้งคำนับอย่างลึกซึ้งครั้งแล้วครั้งเล่า กล่าวสำหรับเขาแล้ว การได้มาอยู่ตรงหน้าหลี่ชิเย่เช่นนี้นับเป็นเกียรติสูงสุดแล้ว มันคือการได้พบกันที่ประหลาดมหัศจรรย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ราชันอหังการ Emperor’s Domination จักรพรรดิบรรพกาล
น่าอ่าน...