มายมิ้นท์เหล่ตามองเขาแล้วพูดว่า “ฉันล่ะไม่อยากสนใจคุณเลยเชียว ถ้าอยากจะกินข้าวก็รอสักครู่ แต่อันนี้ไม่ได้”
ลาเต้เบ้ริมฝีปากแล้วตอบว่า “ก็ได้ครับ เห็นแก่ที่เปปเปอร์ช่วยชีวิตคุณเอาไว้ ของพวกนี้ผมจะให้เขากินก็ได้”
“ให้ได้อย่างนี้สิคะ” มายมิ้นท์ยิ้มขึ้น “คุณนั่งรอก่อนนะ เดี๋ยวฉันจะทำอาหารมาให้ ครู่เดียวไม่นานหรอกค่ะ”
“ครับ” ลาเต้พยักหน้าแล้วเดินตรงไปที่โซฟา
จากนั้นมายมิ้นท์ก็ได้ส้วมผ้ากันเปื้อน แล้วตรงเข้าไปในห้องครัวเพื่อทำอาหารต่อ
ในไม่ช้าอาหารก็ทำเสร็จ ทั้งสองนั่งลงตรงข้ามกันที่โต๊ะกินข้าว
ลาแต่หยิบตะเกียบขึ้นมาแล้วจู่ๆ ก็เอ่ยถามว่า “อ้อจริงสิครับที่รัก เมื่อสักครู่ผมเห็นกระเป๋าเดินทางของคุณอยู่ตรงโต๊ะน้ำชา คุณจะเดินทางไกลเหรอ?”
“ก็ไม่เชิงค่ะ จะไปที่บ้านของคุณตาสักหน่อย” มายมิ้นท์กลืนข้าวลงคอแล้วตอบเขา
ลาเต้มองไปที่เธอด้วยความสงสัย “กลับไปที่นั่นทำไมครับ?”
“ช่วยคุณตาหาสมุดบันทึกหน่อยน่ะค่ะ”
“อ๋อเหรอ งั้นผมจะไปเป็นเพื่อนนะ” ลาเต้ใช้ตะเกียบคีบอาหารไปวางไว้ในจานแล้วพูดขึ้น
มายมิ้นท์เหล่ตามองเขา “คุณจะไปทำไมคะ?”
“ผมจะไปเป็นคนขับรถให้ กล้ามเนื้อที่ข้างหลังของคุณยังไม่หายดีคงจะขับรถได้เองไม่นานหรอก เดี๋ยวก็คงปวดหลัง ดังนั้นให้ผมไปด้วยจะวางใจกว่า” ลาเต้พูดจบก็ยิ้มขึ้น
มายมิ้นท์เอื้อมมือไปสัมผัสที่หลังของตน
เมื่อเธอสัมผัสเข้ากับมันก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา
เธอเข้าใจดีว่าสภาพของเธอในตอนไม่อาจจะขับรถระยะทางไกลได้ เนื่องจากว่าหากนั่งในท่าเดียวนานๆ เธอก็จะเจ็บหลัง
แต่ว่าคนขับรถของเธอวันนี้ได้ขอลาหยุดพอดี เพราะวันพรุ่งนี้เป็นวันเกิดลูกสาวของเขา
เมื่อเป็นดังนี้คิดว่าเธอคงจะทำได้เพียงหาคนขับรถใหม่และไปด้วยกัน
“ในเมื่อเป็นอย่างนี้ ก็ขอรบกวนคุณด้วยนะ พรุ่งนี้เช้าเก้าโมงออกเดินทาง” มายมิ้นท์ตักซุปใส่ถ้วยของตน
ลาเต้พยักหน้า “โอเค ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามนี้ พรุ่งนี้เช้าผมจะมารับคุณ”
“ค่ะ” มายมิ้นท์ตอบรับ
เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ ทั้งสองคนก็เดินทางออกจากบ้านไป
ที่ด้านนอกของคอนโดพราวฟ้า มายมิ้นท์ปฏิเสธลาเต้ที่อาสาไปส่ง
เนื่องจากว่า นับแต่คอนโดพราวฟ้าไปที่โรงพยาบาลนิวเวอร์อย่างมากก็ใช้เวลาสี่สิบนาที ซึ่งเธอพอจะทนได้
เมื่อเห็นว่าเธอยืนหยัดเช่นนั้น ลาเต้เองก็ไร้หนทาง จึงทำได้เพียงตามใจเธอ
แต่ขณะที่มายมิ้นท์กำลังจะเอื้อมมือไปเปิดประตูก้าวขึ้นรถไป จู่ๆ ลาเต้ก็ตะโกนเรียกเธอว่า “ที่รักครับ”
“คะ?” มายมิ้นท์จับไปที่ประตูรถแล้วมองเขาด้วยท่าทางสงสัย
ลาเต้กำชับด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ตอนที่อยู่ดูแลเปปเปอร์ คุณระวังตัวด้วยอย่าให้เขาเอาเปรียบเขาล่ะ”
มายมิ้นท์อดไม่ได้ที่จะเผยอริมฝีปากขึ้นแล้วหัวเราะ “คิดอะไรอยู่กันนะคะเนี่ย ฉันจะไปถูกเขารังแกได้ยังไง?”
“ที่รักครับผมพูดเรื่องจริง คุณอย่าทำเป็นเล่นไป เปปเปอร์ยังไม่ถอดใจจากคุณหรอก และตอนนี้เขาเข้ามาช่วยเหลือคุณเอาไว้ คงยากที่จะบอกว่าเขาไม่คิดจะทวงบุญคุณคืน ดังนั้นจึงจะร้องขอให้คุณทำนู่นทำนี่ เนื่องจากว่าคุณติดหนี้เขาและไม่อาจปฏิเสธได้”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ของลาเต้ มายมิ้นท์ก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน
แต่ในไม่ช้าคิ้วของเธอก็คลายลง ยิ้มเบาๆ แล้วตอบว่า “เขาไม่ทำแบบนั้นหรอกค่ะ นิสัยของเขาเป็นอย่างไรฉันก็พอจะรู้อยู่บ้าง เขาไม่ทำเรื่องแบบนี้แน่”
ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยติดหนี้บุญคุณเปปเปอร์มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการกู้ยืมจำนวนกว่าพันล้าน หรือสัญญาของบริษัทต่างๆ เหล่านั้น
เพียงแค่เปปเปอร์ต้องการ เขาสามารถใช้เหตุผลเหล่านี้มาบีบบังคับเธอ ทำให้เธอต้องก้มหน้ายอมรับก็ได้
แต่เปปเปอร์ไม่เคยคิดจะทำอย่างนั้นมาก่อน ดังนั้นเธอจึงเชื่อว่าเปปเปอร์ไม่ใช่คนแบบนั้น
เมื่อพบว่ามายมิ้นท์ไม่เห็นด้วย ลาเต้ถึงได้ถอนหายใจออกมา “เฮ้อ ช่างเถอะ ตอนนี้ผมพูดอะไรไปคุณก็คงไม่ฟัง เอาเป็นว่าคุณระมัดระวังตัวเอาไว้หน่อยก็ดี ถ้ามีเรื่องอะไรก็โทรหาผมได้เสมอ ผมจะรีบไปทันที”
“ค่ะ” มายมิ้นท์พยักหน้าตอบรับ
จากนั้นเธอก็โบกมือลาลาลาเต้แล้วขึ้นรถขับตรงออกไป
ผ่านไปประมาณสี่สิบนาที มายมิ้นท์ก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องผู้ป่วยของเปปเปอร์
ประตูนั้นปิดสนิทอยู่ แต่ก็พอจะได้ยินน้ำเสียงที่ออกมาจากภายในห้องเล็กน้อย น่าจะเป็นเสียงเปปเปอร์กำลังโทรศัพท์กับใครสักคนอยู่
มายมิ้นท์ยกมือขึ้น ตั้งใจจะเคาะประตู
ทันใดนั้นก็ได้ยินน้ำเสียงฝีเท้าอันเร่งรีบก้าวเข้ามา
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: รักหวานอมเปรี้ยว
โดนสาดกรดก็รีบล้างออกสิ กว่าจะขับรถไปถึงก็กัดกร่อนไปถึงกระดูกแล้ว วางเรื่องมาให้พระนางฉลาดมาก แต่ดันไม่รู้ว่าต้องล้างด่วน...
ก็แค่บอกอีธานว่านังส้มเน่าอาจจะเป็นคนวางแผนฆ่าแฟนเก่า แล้วให้อีธานสะกดติตมันให้สารภาพ ก็จบแล้ว จะง่าวอะไรขนาดนั้น...