เปปเปอร์ไม่สนใจว่าผู้หญิงคนนี้กำลังคิดอะไรอยู่ หลังจากที่เข้าไป เขาก็เดินไปอยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สายตามองไปทางพัดชาด้วยความเย็นชา และพูดย้ำในสิ่งที่เขาพูดเมื่อสักครู่อีกครั้งว่า “คุณไม่รู้จักคนคนนี้จริงเหรอ?”
พัดชาก้มหน้าลงแล้วส่ายหัว “ประธานเปปเปอร์คะฉันพูดเรื่องจริง คนคนนี้ฉันไม่รู้จักและอีกอย่างฉันต้องการจะรู้ว่าดึกดื่นปานนี้แล้วพวกคุณให้ฉันเดินทางมาที่สถานีตำรวจเพื่อวัตถุประสงค์อะไร?”
“คุณพัดชาครับ คุณเกี่ยวข้องกับการโจรกรรมและทำลายทรัพย์สินของผู้อื่นด้วยความประสงค์ร้าย ทำให้มีการสูญเสียทรัพย์สินมากถึงหลายล้าน และเรื่องนี้นับว่าเป็นคดีอาญา” เจ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งมองไปทางพัดชาแล้วตอบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
พัดชาเงยหน้าขึ้นด้วยความตกตะลึง “อะไรนะคะ โจรกรรม? พวกคุณสงสัยว่าฉันปล้นเงินเหรอ?”
“ถูกต้องครับ” เจ้าหน้าที่ตำรวจพยักหน้า
อารมณ์ของพัดชาเริ่มกระวนกระวายมากขึ้น “พวกคุณพูดเรื่องไร้สาระอะไรกัน? ฉันไปขโมยทรัพย์สินของใคร ฉันไม่ได้ทำ ฉันไปขโมยทรัพย์สินของใครกัน”
“คุณขโมยชุดราตรีของคุณมายมิ้นท์ แฟนสาวประธานเปปเปอร์เป็นจำนวนสองชุด” เจ้าหน้าที่ตำรวจพูดต่อไปว่า “จากหลักฐานและเบาะแสที่คุณมายมิ้นท์ให้ทางเรามา เมื่อตอนกลางวันพวกคุณทั้งสองคนอยู่ในร้านเสื้อผ้าร้านเดียวกัน อีกทั้งยังเกิดการพิพาทขึ้น เดิมทีคุณมีความประสงค์จะแย่งชุดของคุณมายมิ้นท์มา แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่สำเร็จ ดังนั้นพวกเรามีเหตุผลที่จะให้ความสงสัยว่าคุณเกิดความเคียดแค้น จากนั้นเมื่อคุณมายมิ้นท์เดินทางออกไปจากร้าน ก็สั่งให้คนไปขโมยชุดและทำลายชุดนั้นจนเกิดความเสียหาย เเละคนคนนั้นก็คือคนในรูปภาพนี้”
“ฉันเปล่านะ ฉันไม่เคยทำเรื่องแบบนี้มาก่อน” พัดชาเริ่มรู้สึกกังวลใจ ดวงตาของเธอแดงเรื่อ “ฉันไม่รู้จักคนคนนี้ ฉันยอมรับว่าภายในร้านตัดเสื้อฉันได้พบเข้ากับคุณมายมิ้นท์ก็จริง และเกิดเรื่องพิพาทกันเล็กน้อย แต่ฉันจะไม่ทำเรื่องที่คุณว่าขโมยและทำหลายชุดจนเสียหายเด็ดขาด ฉันก็เป็นเพียงแค่คนธรรมดา ส่วนคุณมายมิ้นท์เป็นถึงประธานบริษัทและยังเป็นแฟนสาวของประธานเปปเปอร์อีก ฉันจะไปกล้าแย่งสิ่งของของเธอและทำลายมันได้ยังไง ไม่เท่ากับว่าฉันรนหาที่ตายเหรอ?”
“เอ่อ......” คำพูดของเธอเมื่อสักครู่ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพูดไม่ออก
เป็นจริงดังนั้น ถ้าใครที่รู้จักว่ามายมิ้นท์เป็นใครแล้วยังกล้าทำเรื่องแบบนี้ขึ้นมาอีกก็คงเท่ากับรนหาที่ตาย
คนปกติที่พอจะมีสมอง คงไม่ทำเรื่องโง่เง่าแบบนี้ขึ้น
หรือว่าจะไม่ใช่เธอ?
เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางอันคลุมเครือของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ดวงตาของพัดชาก็เป็นประกายระยิบระยับ มุมปากของเธอเผยอขึ้นเล็กน้อย
แต่ในไม่ช้า มุมปากของเธอนั้นก็ต้องแข็งทื่อ
เนื่องจากเมื่อเปปเปอร์เอ่ยปากพูดขึ้นมา และน้ำเสียงของเขาไร้อารมณ์ไม่มีความรู้สึกอบอุ่นดังเดิม ทำให้คนฟังรู้สึกหนาวสั่น “คุณรู้ดีว่าสะระแหน่เป็นคนรักของผม ในตอนนั้นคุณยังกล้าที่จะยั่วยุเธอต่อหน้าต่อตาและขุดหลุมพราง แล้วคุณจะไม่กล้าสั่งให้คนมาขโมยของเธอเชียวเหรอ?”
สีหน้าของพัดชาขาวซีดทันที ดวงตามองไปทางเขาแล้วเบิกกว้าง “ประธานเปปเปอร์คะ คุณไม่เชื่อฉันเหรอ?”
“คุณเป็นอะไรกับผม ทำไมผมต้องเชื่อคุณด้วย” เปปเปอร์หรี่ตาลงแล้วตอบคำถามเธอ
พัดชาอ้าปากค้าง “ฉัน......คือฉัน......”
“เอาล่ะครับ ไม่ต้องหาข้ออ้างอะไรแล้ว เอาหลักฐานมา” เปปเปอร์พูดขึ้นขัดเธออย่างไร้ความอดทน
เมื่อได้ยินคำว่าหลักฐาน สีหน้าของพัดชาก็เปลี่ยนไปทันที
ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยืนอยู่ด้านข้างกลับดีใจขึ้นมา
“ประธานเปปเปอร์คะ ท่านมีหลักฐานหรือ?” เจ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นอย่างดีใจ
ถ้ามีหลักฐานก็ดีน่ะสิ พวกเขาจะได้ปิดคดีให้เร็วกว่านี้
เนื่องจากคดีนี้เกี่ยวข้องกับเงินหลายล้านหยวน หากยังไม่รีบจัดการและยืดเยื้อนานจนเกินไปคงไม่ส่งผลดีสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจเหล่านี้
หลังจากที่ได้ยินเจ้าหน้าที่ตำรวจเอ่ยถามเช่นนั้น พัดชาที่นั่งอยู่บนเก้าอี้รถเข็น แววตาก็ดูเคร่งขรึมขึ้น ความตื่นตระหนกปรากฏขึ้นมากกว่าเดิม มือของเธอที่วางอยู่บนโต๊ะทั้งสองข้างอดไม่ได้ที่จะกำมันขึ้นมา
เปปเปอร์มีหลักฐานเหรอ?
เป็นไปได้ยังไงกัน!
พัดชาดูลังเลเล็กน้อย แต่เธอก็ไม่กล้าจะไม่เชื่อ
เนื่องจากคำว่าหลักฐานคงไม่มีใครพูดออกมาเล่นๆ
สายตาของเปปเปอร์เหลือบมองไปที่พัดชาด้วยความเย็นชา เนื่องจากตอนนี้เธอก้มหน้าลงจึงมองไม่ออกถึงท่าทางการแสดงออกของเธอ จากนั้นเขาก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมา กดไปที่หน้าจอสองสามครั้ง คลิปบันทึกเสียงก็ถูกเปิดขึ้นภายในห้องบันทึกเสียง
นั่นเป็นคลิปเสียงที่เขากดบันทึกเอาไว้ตอนที่อยู่ในห้องสอบสวนของชายคนนั้น
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: รักหวานอมเปรี้ยว
โดนสาดกรดก็รีบล้างออกสิ กว่าจะขับรถไปถึงก็กัดกร่อนไปถึงกระดูกแล้ว วางเรื่องมาให้พระนางฉลาดมาก แต่ดันไม่รู้ว่าต้องล้างด่วน...
ก็แค่บอกอีธานว่านังส้มเน่าอาจจะเป็นคนวางแผนฆ่าแฟนเก่า แล้วให้อีธานสะกดติตมันให้สารภาพ ก็จบแล้ว จะง่าวอะไรขนาดนั้น...