เธอกลัวว่าถ้าเธอสบตากับเขาอีก จะเกิดเหตุเลวร้ายเหมือนฉากนั้น
การเคลื่อนไหวของทั้งสองคนไม่มีใครสังเกตเห็น
เนื่องจากทุกคนจับจ้องไปที่กล้องวงจรปิดตั้งแต่ต้น
หลังจากผ่านไปประมาณสิบนาที วิดีโอจากกล้องวงจรปิดก็เล่นจนจบ
จากนั้นสายตาของทุกคนก็มองไปทางพัดชาด้วยท่าทางเคร่งขรึมจริงจัง
เนื่องจากในวิดีโอกล้องวงจรปิดนั้นไม่มีภาพที่เปปเปอร์กับมายมิ้นท์สื่อถึงการสมรู้ร่วมคิดกับชายคนนั้นเลย นั่นหมายถึงคำพูดที่ออกมาจากชายคนนั้นว่าผู้หญิงซึ่งนั่งรถเข็นเป็นคนจ้างวานเขานั้นเป็นเรื่องจริง
ผู้หญิงซึ่งนั่งบนเก้าอี้รถเข็น และคนที่แย่งเสื้อผ้ากับมายมิ้นท์ในร้านก็คือพัดชา
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้บงการอยู่เบื้องหลังตัวจริงเป็นใครไม่ต้องบอกก็รู้
นั่นก็คือพัดชา
“คุณพัดชา ตอนนี้คุณมีอะไรจะพูดไหม?” เจ้าหน้าที่ตำรวจถือปากกาไว้แล้วมองไปยังหญิงสาวที่อยู่ตรงข้ามซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาลง ดูเหมือนอยู่ในภาวะตื่นตระหนก
พัดชากำมือแน่นไม่ตอบ
เธอจะพูดอะไรได้อีกล่ะ?
เธอรู้แล้วว่าเรื่องที่ตัวเธอทำความผิดเหล่านั้นถูกเปิดโปงออกมาแล้ว ต่อให้ปฏิเสธอย่างไรก็คงเป็นเพียงเรื่องตลก
เธอเพียงคิดไม่ถึงว่าชายคนนั้นจะไร้ประโยชน์ขนาดนี้ ถูกเปปเปอร์ทรมานไม่เท่าไรก็ยอมรับสารภาพแล้ว
เขาไม่สนใจแฟนสาวของเขาแล้วหรือไง
เมื่อพบว่าพัดชาไม่พูดสิ่งใดออกมา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ได้บังคับเธอ เนื่องจากพวกเขามีหลักฐานแล้ว ลำดับต่อไปก็คือดำเนินการตามขั้นตอนอื่นต่อไป
อย่างเช่นการเอ่ยถามพัดชาถึงวัตถุประสงค์ในการกระทำครั้งนี้เป็นต้น จากนั้นก็ให้เธอเซ็นเอกสาร
ทันใดนั้นเองจู่ๆ เปปเปอร์ก็พูดขึ้นว่า “คดีนี้คงไม่ได้เป็นคดีง่ายเหมือนปล้นทำลายทรัพย์สินของคนอื่นธรรมดาสินะ?”
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งกำลังจดบันทึกได้ยินประโยคนี้ก็หยุดการกระทำของเขาลงแล้วมองไปทางเปปเปอร์
“ประธานเปปเปอร์หมายความว่ายังไงครับ?” เจ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น
เปปเปอร์เม้มริมฝีปากเรียวบางของตน แล้วกล่าวว่า “วิดีโอเมื่อสักครู่ทุกคนก็เห็นแล้ว ผู้หญิงคนนี้บีบบังคับให้คนบริสุทธิ์กระทำการผิด และเข้าไปเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม ประการที่สองนั่นก็คือ นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้หญิงคนนี้จ้างวานผู้ชายคนนั้น แล้วในระยะเวลาอันสั้นเธอจะทำความเข้าใจด้านภูมิหลังของครอบครัวเขาได้อย่างไร สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าภูมิหลังของเธอค่อนข้างแข็งแกร่ง และตัวตนของเธอคงจะไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่ทุกคนเห็น ข้อมูลของเธอในสำมะโนประชากรเป็นของปลอม พวกคุณควรจะสงสัยว่าทำไมเธอจึงต้องปลอมแปลงตัวเองเธอเป็นสายลับหรือเปล่า?”
เมื่อประโยคนี้ถูกกล่าวออกมา ตำรวจทุกคนก็ทำท่าทางตกใจและจริงจัง
นั่นสิ หากว่าประธานเปปเปอร์ไม่ได้เอ่ยเตือน พวกเขาก็คงคิดไม่ถึง
พวกเขาควรจะตรวจสอบให้ดีว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร ถ้าหากว่าเป็นสายลับจริงๆ พวกเขาก็คงจะมีผลงาน อาจจะไม่ใช่ผลงานขึ้นหนึ่ง แต่ก็คงหนีไม่พ้นขั้นสอง
แต่หากว่าไม่ใช่ล่ะ การที่เธอปิดบังตัวตนเช่นนี้ก็นับว่าผิดปกติเช่นกัน
ไม่อย่างนั้นคนคนหนึ่งอยู่ๆ ทำไมจึงต้องปลอมตัวตนของตนเอง?
หรือกำลังหลบหนีคดีอะไร?
สรุปแล้วก็คือไม่ว่าจะเป็นเช่นไร ก็จำเป็นต้องไปสืบหาข้อมูลผู้หญิงคนนี้ให้ละเอียด หากเกิดอะไรขึ้นในภายหลัง พวกเขาคงหนีไม่รอดแม้แต่คนเดียว
ฝั่งตรงข้ามโต๊ะ เมื่อได้ยินเปปเปอร์บอกว่าตัวตนของเธอนั้นตัวปลอม พัดชารู้สึกเหมือนสมองถูกกระทบกระเทือน ดูเหมือนมีอะไรมาระเบิด จู่ๆ ความรู้สึกหวาดกลัวอย่างยิ่งก็ถาโถมมาที่เธอ ทำให้เธอกดดันเสียจนใบหน้าซีดเผือดหายใจไม่ออก
เปปเปอร์รู้ว่าตัวตนของเธอนั้นเป็นตัวปลอม เช่นนั้น เขารู้หรือไม่ว่าเธอคือ......
เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้นั้นในใจของพัดชาก็รู้สึกสิ้นหวัง
เต็มทีเธอคิดว่าเธอสามารถปกปิดตัวตนเอาไว้ได้เป็นอย่างดีแล้ว แต่เธอคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเปปเปอร์จะสามารถรู้ได้เรื่องตัวตนปัจจุบันของเธอนั้นเป็นตัวตนปลอม เพียงจากสิ่งของและเรื่องราวเหล่านี้เท่านั้น
วินาทีนี้พัดชารู้สึกเสียใจยิ่งนัก
รู้สึกเสียใจที่ตนเองทำอะไรด้วยความใจร้อนไม่คิดให้รอบคอบ และยืนกรานจะต่อสู้ ไม่ยอมถอยโดยให้คนไปขโมยชุดราตรีนั้นมา เพราะคิดว่าถ้าของสิ่งใดที่เธอไม่ได้ คนอื่นก็อย่าหวังว่าจะได้มันมา จากนั้นก็ทำหลายชุดราตรีนั้นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ถ้าตัวเธอไม่ทำเรื่องงี่เง่าแบบนี้ เปปเปอร์คงไม่มีทางรู้ว่าตัวตนของเธอเป็นตัวตนปลอม
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: รักหวานอมเปรี้ยว
โดนสาดกรดก็รีบล้างออกสิ กว่าจะขับรถไปถึงก็กัดกร่อนไปถึงกระดูกแล้ว วางเรื่องมาให้พระนางฉลาดมาก แต่ดันไม่รู้ว่าต้องล้างด่วน...
ก็แค่บอกอีธานว่านังส้มเน่าอาจจะเป็นคนวางแผนฆ่าแฟนเก่า แล้วให้อีธานสะกดติตมันให้สารภาพ ก็จบแล้ว จะง่าวอะไรขนาดนั้น...