ตู้เหิงเริ่มจะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอีกครั้ง
ครานี้ ตงฟางหลีกลับไม่กล่าวอันใดอีก
เขามองท้องฟ้าที่มืดมิดไปแล้ว กล่าวด้วยน้ำเสียงกลายเป็นอบอุ่น “ฉิงเอ๋อร์ เจ้าตัวเปียกไปหมดแล้ว เปลี่ยนอาภรณ์สักหน่อยเถิด ตุ่มแดงตามร่างกายของเจ้าก็ลดลงไปแล้ว มิต้องกังวลไป”
“หม่อมฉันมิต้องเปลี่ยนอาภรณ์หรอกเพคะ” ซูเตี่ยนฉิงสะอื้นไห้ “เสด็จพี่หลี ท่านต้องเชื่อหม่อมฉัน หม่อมฉันมิได้พูดเท็จจริง ๆ นะเพคะ”
ตงฟางหลีมิได้กล่าวสิ่งใดต่อ แววตาเย็นชาเล็กน้อย
ซูเตี่ยนฉิงแทบจะกัดฟันกรอด นางใช้ชายแขนเสื้อที่เปียกชุ่มปิดบังความโหดเหี้ยมในแววตา เสียงร้องไห้ดังขึ้นอีกเล็กน้อย “เสด็จพี่หลีมิเชื่อหม่อมฉันก็มิเป็นไรเพคะ ล้วนเป็นความผิดของหม่อมฉันเอง แต่ สาวใช้และแม่นมของหม่อมฉันทำผิดอันใด?”
นางร้องไห้จนตัวสั่นเทา นิ้วชี้ไปที่ฉินเหยี่ยนเย่ว์ “เป็นนางที่ทำร้ายสาวใช้ของหม่อมฉันจนเกือบตาย ทั้งยังวางยาพิษที่ลิ้นของแม่นมจริง ๆ เหล่านี้สามารถเสแสร้งได้หรือเพคะ? เสด็จพี่หลี หม่อมฉันเจ็บปวดเหลือเกิน หม่อมฉันเพียงแค่มาเยี่ยมเยียนท่าน เหตุใดต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ด้วย?”
ตงฟางหลีมองแววตางุ่มง่าม ใบหน้าที่บวมเป่งเป็นหัวหมูของสาวใช้ ก่อนจะมองแม่นมที่แลบลิ้นออกมาข้างนอกราวกับสุนัข ไอเย็นในแววตาก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น
ฉินเหยี่ยนเย่ว์หญิงบ้าผู้นี้!
“เจ้าจะอธิบายอย่างไร?” เขาถามอย่างเย็นชา
ฉินเหยี่ยนเย่ว์สอดมือเข้าไปยังปลายแขนเสื้ออีกข้างเอ่ย “ข้ายืนทักทายพวกเขาที่กลางทาง สาวใช้ของนางมาชนข้าเข้า ผลคือนางโชคไม่ดีจึงทำให้สะดุดล้มลงไป และยังล้มกระแทกเสียจนฟันหน้าหลุดออกมา สาวใช้อับอายมากจนกลายเป็นความขุ่นเคือง มาต่อว่าข้าสาดเสียเทเสีย ข้าถูกต่อว่าทั้งที่มิได้ทำสิ่งใด จึงมอบฝ่ามือให้แก่นาง มีคำถามไหมเพคะ?”
“ส่วนแม่นมผู้นั้นน่ารังเกียจเสียยิ่งกว่า วาจาสกปรก พูดไม่รู้จักกาลเทศะ ดูหมิ่นฮูหยินตราตั้งขั้นหนึ่ง ดูหมิ่นศักดิ์ศรีราชวงศ์ ดูหมิ่นอำนาจของราชวงศ์ เจตนายั่วยุความสัมพันธ์ของเสนาบดีซูและราชวงศ์ หากถูกคนที่คิดร้ายลือออกไป อย่าว่าแต่แม่นมผู้นี้อาจจะต้องตาย กระทั่งตระกูลซูอาจจะถูกดึงเข้าไปพัวพันด้วย ข้าก็เพียงแค่ทำให้นางหุบปากเท่านั้น มีคำถามหรือไม่?”
นางมองไปยังนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังของตงฟางหลี “ฉิงเอ๋อร์ของท่านกุเรื่องขึ้นมาเองและแสดงเองใส่ความว่าข้าวางยาพิษแก่นาง ปล่อยให้บ่าวรับใช้มารังแกข้า ข้าตอบโต้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น มีปัญหาหรือ? หรือในสายตาของท่าน ผู้อื่นดูหมิ่นข้า รังแกข้า ข้าต้องยอมรับแต่โดยดีจึงจะถูกต้อง?”
“หากท่านมิเชื่อ ท่านสามารถถามเงาผู้นั้นที่ติดตามข้างกายข้ามาตลอดสิ แม่นางที่สวมชุดดำ อยู่บนต้นไม้ทางฝั่งนั้น นางน่าจะเห็นทุกอย่างอย่างชัดเจน”
ซูเตี่ยนฉิงคาดไม่ถึงว่าฉินเหยี่ยนเย่ว์จะหน้าไม่อายถึงเพียงนี้
“ท่าน ท่านอย่าพูดจาไร้สาระ ท่านมิได้เป็นตัวแทนของราชวงศ์ ตระกูลซูของพวกเราซื่อสัตย์จงรักภักดีมาหลายรุ่น ท่านอย่ากลับดำเป็นขาว” ซูเตี่ยนฉิงนัยน์ตาแดงก่ำ แล้วกล่าวต่อ “ท่านทำร้ายข้าคนเดียวยังมิพออีกหรือ? ยังคิดจะทำร้ายตระกูลซูด้วย? ฉินเหยี่ยนเย่ว์ จิตใจท่านอันใด?”
“เช่นนั้นข้าขอถามเจ้าสักหน่อย ว่าสาวใช้ของเจ้าด่าข้าหรือไม่ แม่นมของเจ้าด่าข้า ด่ามารดาของข้าหรือไม่ หากไม่ ข้าจะโขกศีรษะสามครั้งเป็นการขอโทษเจ้า” ฉินเหยี่ยนเย่ว์กล่าว
นัยน์ตาซูเตี่ยนฉิงประกายความโหดร้ายวาบขึ้นมา เรื่องพรรค์นี้ ขอเพียงให้ตายก็ไม่ยอมรับ ผู้ใดจะตรวจสอบได้?
“ข้าเตือนเจ้าว่าอย่าคิดโกหกเสียจะดีกว่า” ฉินเหยี่ยนเย่ว์ทำลายลูกคิดรางแก้วของนางจนสิ้น “หากเจ้ากล้าโกหก ตระกูลซูจะถูกประหารเก้าชั่วโคตร เจ้าเองก็จะตกอับไปอยู่ในหอนางโลมระดับที่ต่ำที่สุด ถูกคนจำนวนมากทรมานจนตายอย่างน่าสังเวช ตระกูลซูของเจ้าจะตกอับกลายเป็นทาสไปชั่วรุ่นลูกรุ่นหลาน ส่วนเจ้าเองก็จะกลายเป็นโสเภณีระดับต่ำสุดไปชั่วกาล เจ้ากล้าสาบานหรือไม่?”
สีหน้าซูเตี่ยนฉิงพลันกลายเป็นซีดเผือดทันที
คำสาบานโหดร้ายเช่นนี้ เหี้ยมโหดเสียจนทำให้รู้สึกเดือดดาลขึ้นมา
“ลองถามใจเจ้าดู หากไม่มีสิ่งใดให้ละอายใจ คำสาบานก็มิอาจเป็นจริงได้ เจ้าคงไม่อาจไม่กล้ากระมัง?” ฉินเหยี่ยนเย่ว์หัวเราะพลางกล่าวต่อ “เจ้ามิกล้าสาบาน เป็นเพราะแม่นมและสาวใช้ของเจ้าต่อว่าข้าอย่างสบายอกสบายใจ ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าคิดว่าในศาลาอวี้ถิงแห่งนี้มีเพียงพวกเราแค่ไม่กี่คนเช่นนั้นหรือ? เจ้าคิดว่าไม่ยอมรับแล้วก็จะสามารถทำให้ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องดีอย่างนั้นหรือ?

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ท่านอ๋องเย็นชาผู้คลั่งรักกับพระชายาหมอหญิงผู้อ่อนหวาน