“ปึก!” แท่นหมึกพลันถูกโยนพุ่งตรงมาที่หัวของสาวใช้ในทันที
สาวใช้หาได้กล้าหลบไม่ น้ำหมึกที่ยังไม่แห้งพร้อมกับเลือดสด ๆ จึงไหลลงมารวมกัน พร้อมทั้งสาวใช้ที่นั่งคุกเข่าลงด้วยท่าทีสั่นกลัวพร้อมด้วยสีหน้าที่หวาดผวา
“เรื่องของข้า สาวใช้เช่นเจ้าเข้ามาบงการได้ตั้งแต่เมื่อใดกัน? เข้าวัง” ซูเตี่ยนฉิงพลันเข้าไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์เป็นสีขาว โดยหาได้ทำการผลัดแป้งใด ๆ อีก
ร่างกายที่ยังมิทันคลายหนาว ใบหน้าที่ยังขาวซีดดูน่าสงสารยิ่งนัก
ยามที่นางเดินทางมาถึงตำหนักเฟิ่งชิ่งของฮองเฮาแล้วนั้น ท้องฟ้าพลันเปลี่ยนเป็นสีดำเสียแล้ว โคมไฟต่างพากันปลิวไหวไปมาเพราะลมหนาว ซูเตี่ยนฉิงที่สวมใส่อาภรณ์สีขาวพลางเดินฝ่าลมหนาวเข้ามาในทันที
ฮองเฮาที่สูญเสียแม่นมคนรู้ใจไปเมื่อวานนั้น ภายในใจของพระนางย่อมรู้สึกปวดใจและโมโหอยู่ไม่น้อย
ทั้งยังถูกองค์จักรพรรดิอบรมเสียฉากใหญ่เพราะเรื่องขององค์หญิงเย่ว์ลู่และองค์ชายสิบ ทั้งยังถูกหวงกุ้ยเฟยที่คอยจับตามองนางเยาะเย้ยถากถางเสียยกใหญ่
เมื่อรวมหลาย ๆ เรื่องเข้าด้วยกันนั้น ทำเอาพระนางถึงกับลมปราณตับติดขัดจนเช้าวันที่สองถึงกับต้องล้มหมอนนอนเสื่อไปเลยทีเดียว
อาการป่วยกระเสาะกระแสะทั้งวันนั้น ทำเอาพระนางกินมิได้ ดื่มมิลง ผ่านไปนาน ๆ ก็ทำเอามิอาจลงจากเตียงนอนได้
“ท่านป้าเจ้าคะ” รอบดวงตาของซูเตี่ยนฉิงพลันเป็นสีแดงก่ำ พร้อมเอามือปิดปากนั่งลงคุกเข่าลงอยู่ข้างกาย น้ำเสียงสะอึกสะอื้นพลางเอ่ยออกมาว่า “ท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะ?”
“ฉิงเอ๋อร์” ซูฮองเฮาพลางโบกไม้โบกมือไปมา “เรามิเป็นอันใด”
“เป็นเพราะความกตัญญูของเจ้า เพียงแค่ข้าล้มป่วยลง เจ้าก็รีบเข้ามาเยี่ยมเยียนข้าเลยงั้นรึ”
ซูเตี่ยนฉิงชะงักไปครู่หนึ่ง พลางจับน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความประหลาดใจของฮองเฮาได้
ความหมายของฮองเฮาคงมิใช่ต้องการกล่าวว่า ตระกูลซูมีหูตาว่องไวเกินไปกระมัง พระนางเพียงล้มป่วยลงก็รีบเข้ามาขอเข้าเฝ้าเยี่ยมเยียนแล้ว หรือพวกเขากำลังคิดจะจับตามองดูพระนางกันแน่
“ท่านป้า ฉิงเอ๋อร์หาได้รู้ไม่ว่าท่านป้าป่วยเจ้าค่ะ” ซูเตี่ยนฉิงพลันร้องสะอึกสะอื้นออกมา “ที่ฉิงเอ๋อร์ต้องมาเข้าเฝ้าท่านในยามราตรีเช่นนี้ เป็นเพราะฉิงเอ๋อร์มิมีทางเลือกอื่นใดเจ้าค่ะ เมื่อมาถึงในวังถึงได้ทราบข่าวอาการป่วยของท่านป้า”
“เป็นฉิงเอ๋อร์ที่ดื้อดึงเอง ท่านป้าได้โปรดลงโทษฉิงเอ๋อร์ด้วยเถิดเจ้าค่ะ”
“ช่างเถอะ” ซูฮองเฮาพลางหลับตาลง
เดิมทีตระกูลซูเป็นตระกูลที่ร่ำรวยยิ่งใหญ่ มีกิ่งก้านสาขาใหญ่มากมายนัก แต่น่าเสียดายที่สายเลือดของนาง บิดาของนางนั้นจากไปเร็วเสียก่อน พี่ชายมิเอาการเอางาน เอาแต่วิ่งวุ่นก่อปัญหาไปทั่วที่ ผลาญเอาทรัพย์สมบัติของตระกูลซูแทบมิมีเหลือ
“พูด” ฮองเฮากล่าว “เราอยากจะรู้นัก ว่ามันผู้ใดที่กล้ามาแตะต้องหัวแก้วหัวแหวนของพวกเราตระกูลซูเช่นนี้”
เมื่อซูเตี่ยนฉิงได้ยินคำว่า “พวกเราตระกูลซู”นั้น นางรู้สึกสบายใจขึ้นมาในทันที
นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยใส่สีตีไข่เรื่องราวที่นางได้พบเจอฉินเหยี่ยนเย่ว์ในช่วงบ่ายภายในจวนท่านอ๋องเจ็ดออกมา
เมื่อฮองเฮาได้ยินชื่อของฉินเหยี่ยนเย่ว์นั้น สีหน้าของพระนางพลันเจือไปด้วยความเย็นชาในทันที
เมื่อคิดถึงสตรีที่กล้าประชันหน้ากับนางภายในห้องโถงใหญ่ ทั้งยังบีบบังคับให้พระนางต้องใช้อำนาจของตนโบยแม่นมทั้งสองจนตาย ทำเอาพระนางมือไม้สั่นเทาไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
ถึงแม้ว่าฉินเหยี่ยนเย่ว์จักกระทำตัวเหิมเกริมอวดดีเช่นนี้ ทว่า นางมิอาจหาโอกาสใดมาลงโทษฉินเหยี่ยนเย่ว์ได้เลย นางจึงได้แต่กักเก็บความไม่สบอารมณ์นี้เอาไว้
คำวิพากษ์วิจารณ์ขององค์จักรพรรดิ คำดูถูกเยาะเย้ยของหวงกุ้ยเฟยก็มิอาจเพียงพอที่จะโจมตีนางได้ ทว่า การสูญเสียแม่นมที่รู้ใจทั้งสองคนไปถือเป็นความทุกข์ใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
“นางหาญกล้ายิ่งนัก ต่อปากต่อคำต่อข้ายังมิพอ บังอาจมาแตะต้องตระกูลซูของเราอีก” น้ำเสียงของฮองเฮาพลันเจือไปด้วยความเย็นชา

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ท่านอ๋องเย็นชาผู้คลั่งรักกับพระชายาหมอหญิงผู้อ่อนหวาน