“เจ้าจำมิได้หรือ?” ตงฟางหลีพลางหัวเราะเยาะออกมา “ผู้ที่ตั้งชื่อให้เจ้าก็คือท่านราชครูผู้นั้นอย่างไรล่ะ บรรพบุรุษเพียงหนึ่งเดียวที่อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่ของราชวงศ์ตงลู่มายาวนาน”
ฉินเหยี่ยนเย่ว์พลันขมวดคิ้วเป็นปมไปในทันที
ชื่อของนางเป็นคุณปู่ของนางที่เป็นคนตั้งให้ เนื่องจากชื่อนี้คำว่าเหยี่ยนเยว์กับอาวุธรบของกวนอูง้าวชิงหลงเหยี่ยนเย่ว์เป็นตัวอักษรเดียวกัน อีกทั้งนางยังมีฉายาเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าฉินเอ๋อร์เหยีย
ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมนั้น ยามที่นางถือกำเนิดขึ้นมา ราวกับมีนิมิตหมายมาจากสรวงสวรรค์ ท่านราชครูพลันกล่าวว่านางจักมีใบหน้างดงามสูงส่งดั่งจันทรา ถึงได้มอบนามว่าฉินเหยี่ยนเย่ว์ให้นางเช่นนี้
ท่านนักพรตเต๋าเทียนหลิงนั้นมีความสามารถมากล้น มีผู้คนกล่าวว่าท่านนักพรตสามารถทำนายอนาคต ทำนายภัยพิบัติ ไม่มีสิ่งใดที่เขาทำไม่ได้ เสมือนกับเป็นการกลับชาติมาเกิดของขงเบ้งก็ไม่ปาน ทั้งยังช่วยองค์จักรพรรดิบุกเบิกเปิดแคว้น และช่วยก่อตั้งราชวงศ์ตงลู่ขึ้นมา นับว่าเป็นบุคคลแห่งประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้
“เจ้ามีชะตาลิขิตกับท่านนักพรตเต๋าเทียนหลิงเช่นนี้ ผู้คนในราชวงศ์ต่างก็รับรู้เป็นอย่างดี” ตงฟางหลีจึงกล่าวขึ้นมาอีกว่า “หากผู้ใดเอ่ยถาม เจ้าก็เอาท่านนักพรตเต๋าเทียนหลิงมาแอบอ้างก็แล้ว ถึงอย่างไรย่อมมิมีผู้ใดกล้าเอ่ยถามต่อเป็นแน่ แม้แต่เสด็จพ่อก็เช่นกัน”
ฉินเหยี่ยนเย่ว์พลันเข้าใจขึ้นมาในทันที
ตงฟางหลีหาได้ตั้งใจเค้นถามอันใดกับนางไม่ หากแต่ช่วยเหลือนางในการหาเหตุผลร้อยแปดพันอย่างอยู่นั่นเอง
ถ้าหากนำเรื่องราวทุกอย่างโบ้ยไปที่ท่านนักพรตละก็ ไม่ว่าจะมีสิ่งของแปลก ๆ อันใดโผล่ออกมา หรือเรื่องราวอันใดที่มิอาจเอ่ยออกมาได้ ก็ให้กล่าวว่าเป็นท่านนักพรตเต๋าเทียนหลิงที่บอกกล่าวกับนางเสีย
เพียงแค่นี้ เรื่องราวอันลึกลับมากมายก็สามารถอธิบายออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
“ขอบพระทัยเพคะ” ฉินเหยี่ยนเย่ว์ได้แต่ถอนหายใจออกด้วยความโล่งอก ก่อนจะแย้มยิ้มกล่าวออกมาว่า “ก่อนหน้านั้นหม่อมฉันหวาดระแวงสั่นกลัวมาโดยตลอด ทั้งยังเป็นกังวลลังเลใจอยู่เสมอ กลัวว่าตนเองอาจจำนำพาปัญหาอันใดเข้ามา ทว่า ในยามนี้เมฆหมอกฟ้าครึ้มอันใดก็กระจ่างหายไปแล้ว”
เมื่อตงฟางหลีได้เห็นรอยยิ้มของนาง เขาพลันชะงักไปเล็กน้อย
ก่อนหน้านั้น เขาเองก็เคยเห็นนางแย้มยิ้มเบ่งบานเช่นบุปผาเช่นนี้ มิรู้ว่าเพราะเหตุใดเขาถึงนึกอึดอัดมิอาจเอ่ยอันใดออกมาได้
ทว่า เมื่อได้เห็นรอยยิ้มของนางในวันนี้อีกครั้งนั้น ความรู้สึกกลับชัดเจนมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนเสียอีก ไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกอึดอัดอันใดอีกแล้ว ทั้งยังรู้สึกมีความสุขนิดหน่อยด้วย?
เพียงแค่รอยยิ้มธรรมดาแท้ ๆ กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างไปจากเดิม
“หากเสด็จพ่อตรัสถามว่า เจ้าอยากได้รางวัลอันใดหรือไม่” ตงฟางหลีพลันละสายตาออกมา ก่อนจะเอ่ยถามออกมาด้วยท่าทีไม่ใส่ใจนัก
“รางวัล?”
“รางวัลที่เจ้าช่วยองค์หญิงเย่ว์ลู่เอาไว้”
“องค์ชายใหญ่ องค์ชายสามและองค์ชายหก หนึ่งในพวกเขา” ฉินเหยี่ยนเย่ว์กล่าว
ตงฟางหลีพลันหรี่ตาลง “โอ้? เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนั้น?”
“ยามที่อยู่ในเรือนรับรองนั้น ทิศทางไอสังหารรุนแรงที่ข้าสัมผัสได้มาจากหนึ่งในสามคนนั้น” ฉินเหยี่ยนเย่ว์กำมือของนางเอาไว้แน่น “ไอสังหารรุนแรงนั้นพุ่งเป้าไปที่อ๋องสิบ”
“อ๋องสิบ? อิงเอ๋อร์?”
ฉินเหยี่ยนเย่ว์พยักหน้าลงเล็กน้อย “อ๋องสิบเคยพาท่านไปดูอะไรแปลก ๆ มิใช่หรือ ยามที่ไปถึงห้องนั้น กลับหาของสิ่งนั้นไม่พบเสียแล้ว ข้าเดาว่าสิ่งที่อ๋องสิบเจอ ย่อมต้องมีความเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมขององค์หญิงเย่วลู่เป็นแน่?”
มิเช่นนั้น มือสังหารคงมิยอมรีบร้อนลงมือจัดการอ๋องสิบไวถึงเพียงนั้น ทั้งยังเป็นไปไม่ได้เลยที่จะใช้ช่วงเวลานั้นลงมือ
ซูเตี่ยนฉิงที่ทำให้อ๋องสิบตกใจนั้น คงมิใช่เพียงเพราะอ๋องสิบเข้าไปขัดขวางนางกับตงฟางหลีเป็นแน่
นี่นับว่าเป็นแผนการสมรู้ร่วมคิดที่โหดร้ายและซับซ้อนเป็นที่สุด
ดวงตาของตงฟางหลีพลันปรากฏร่องรอยความประหลาดใจพาดผ่านขึ้นมาครู่หนึ่ง รอยยิ้มขี้เล่นปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา “ข้าขอเตือนเจ้าเอาไว้ หากมิมีหลักฐานอย่าได้ริเอ่ยพูดออกมามั่วซั่ว มิเช่นนั้นเจ้าจักถูกผู้อื่นแว้งกัดเอาได้”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ท่านอ๋องเย็นชาผู้คลั่งรักกับพระชายาหมอหญิงผู้อ่อนหวาน