ยายแก่ผู้เป็นหัวหน้าพลันส่งสายตาไปให้บุรุษร่างใหญ่ทั้งสองคนในทันที
บุรุษร่างใหญ่ทั้งสองมิกล้าคิดแข็งข้ออีกต่อไป พลางรีบส่งตัวตาเฒ่าหลานจอมขี้เมาไปยังห้องตอนขันทีในชั่วข้ามคืน
เฟ่ยชุ่ยหาได้รับอันตรายใด ๆ ไม่ นางเพียงแต่มีอาการตกใจจนหน้าตาซีดขาวเพียงเท่านั้น
ฉินเหยี่ยนเย่ว์ตบหลังมือของนางเล็กน้อย ก่อนจะเดินมาที่ห้องครัวพร้อมกับยายแก่ผู้เป็นหัวหน้า
สำรับอาหารถูกตระเตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว มีอาหารเจ็ดอย่างน้ำซุปหนึ่งถ้วย นับว่าสำรับอาหารยิ่งใหญ่อลังการยิ่งนัก
“พระชายาเพคะ สำรับอาหารของพระองค์ได้ถูกจัดเตรียมเอาไว้แล้วเพคะ” ยายแก่ผู้เป็นหัวหน้าพลางยื่นห่อสำรับอาหารมาให้ “บ่าวจักเป็นคนนำไปส่งให้เพคะ”
ฉินเหยี่ยนเย่ว์ขมวดคิ้วเป็นปมในทันที
สีสันของอาหารนับว่าดูดีน่าทานยิ่งนัก ทว่า มีกลิ่นแปลก ๆ
แม้ว่าจักใช้เครื่องเทศกลบกลิ่นแปลก ๆ ไปแล้วก็ตาม หากแต่ฉินเหยี่ยนเย่ว์ยังได้กลิ่นคาวแปลก ๆ นั้นอยู่ดี
มันคือกลิ่นฉี่!
ภายในใจของฉินเหยี่ยนเย่ว์รู้สึกด้านชายิ่งนัก
กล้านำฉี่ รวมไปถึงถ่มน้ำลายใส่ลงไปในสำรับอาหารเช่นนี้ นับว่าเป็นวิธีที่น่ารังเกียจยิ่งนัก นับว่าวันนี้นางได้พบเจอแล้ว
ฉินเหยี่ยนเย่ว์พลางกวาดตามองไปยังหญิงชราที่เพิ่งถูกลวกไปในทันที
เนื่องจากพวกนางเอาแต่ก้มหน้าลง จึงมิอาจมองเห็นสีหน้าของพวกเขาได้
“ยายเฒ่าสกุลซูคือผู้ใดกัน?” ฉินเหยี่ยนเย่ว์เอ่ยถาม
ทำเอายายเฒ่าสกุลซูเกิดอาการตกใจขึ้นมาในทันที
นางได้นำฉี่ม้ามาจากคอกม้า พร้อมทั้งใส่ลงไปในแต่ละสำรับอาหาร ก่อนจะใช้เครื่องปรุงรสต่าง ๆ มากลบกลิ่นเหม็น เดิมทีมิควรจะได้กลิ่นอันใด
ทว่า จู่ ๆ ฉินเหยี่ยนเย่ว์เอ่ยเรียกนามของนางขึ้นมาเช่นนี้
ถึงแม้ว่าภายในใจของนางจะรู้สึกตื่นตระหนกยิ่งนัก หากแต่สีหน้าที่แสดงออกมากลับดูเป็นปกติอย่างยิ่ง ก่อนจะก้าวเดินขึ้นมาโค้งกายทำความเคารพต่อฉินเหยี่ยนเย่ว์ว่า “เข้าเฝ้าพระชายาเพคะ”
“เจ้าคือยายเฒ่าสกุลซูหรือ?” ฉินเหยี่ยนเย่ว์หรี่ตามองเล็กน้อย
“ให้เจ้ากินเจ้าก็กินเสีย จักมัวมาพูดมากอันใดอยู่กัน?” ฉินเหยี่ยนเย่ว์พลางเอ่ยเสียงดุออกมา “การที่เจ้ามัวแต่ลีลาอยู่เช่นนี้ หรือว่าเจ้าใส่อันใดลงไปในสำรับอาหารกัน?”
“ไม่ ไม่มีเพคะ บ่าวมิกล้า” ยายเฒ่าสกุลซูพลางเอ่ยออกมาด้วยท่าทีตื่นตระหนกในทันที
“ในเมื่อไม่มี แล้วเหตุใดเจ้าเอาแต่พิลี้พิไรเช่นนี้อยู่ได้? หรือว่า สำรับอาหารที่ข้าผู้เป็นพระชายามอบให้กับเจ้านั้น เจ้ารังเกียจมัน?” ฉินเหยี่ยนเย่ว์กล่าว
“เมื่อครู่ผู้ที่เอาแต่ดุด่าข้าด้วยความโหดร้ายก็คือเจ้า ผู้ที่รังแกเฟ่ยชุ่ยนั้นก็คือเจ้า ผู้ที่รังเกียจข้าก็ยังเป็นเจ้าอีก ยายเฒ่าสกุลซู ในจวนอ๋องแห่งนี้ เจ้าอยู่ใต้เพียงผู้เดียวแต่อยู่เหนือกว่าผู้คนนับหมื่นหรืออย่างไร?”
เมื่อยายเฒ่าสกุลซูได้ยินเช่นนั้น จากใบหน้าที่ดำคล้ำเมื่อครู่พลางเปลี่ยนเป็นซีดขาวในทันที
ประโยคที่ว่าอยู่ใต้เพียงผู้เดียวแต่อยู่เหนือกว่าผู้คนนับหมื่นนั้น หากถูกผู้คนพากันเอาไปบอกต่อ ๆ กันละก็ เกรงว่านางอาจจะถูกตัดหัวเอาได้
พระชายาย่อมรู้เป็นแน่ ว่านางใส่สิ่งใดลงไปในสำรับอาหาร ถึงได้พยายามกลั่นแกล้งนางเช่นนี้
หากว่าวันนี้นางไม่กินแล้วละก็ พระชายานางยักษ์เช่นนาง มิรู้ว่าจักลงมือทำอันใดลงไปอีกบ้าง
เมื่อยายเฒ่าตระกูลซูคิดทบทวนดูแล้วนั้น ยิ่งนึกนางยิ่งหวาดกลัวขึ้นมาทุกที พร้อมหยิบตะเกียบขึ้นมา ก่อนจะกลั้นใจกินอาหารที่อยู่ตรงหน้าลงไปด้วยความผะอืดผะอม

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ท่านอ๋องเย็นชาผู้คลั่งรักกับพระชายาหมอหญิงผู้อ่อนหวาน