สาวงามมองเห็นฉินเหยี่ยนเย่ว์จับตงฟางหลีเอาไว้ และตงฟางหลีไม่ได้ผลักไส แต่กลับประคองนาง แทบจะมีไฟลุกโชนขึ้นในดวงดา
“ขอบคุณ” ฉินเหยี่ยนเย่ว์สีหน้าซีดขาว
หน้ามืดตาลาย ใจสั่นและหูอื้อ นี่เป็นอาการของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
ร่างกายนี้เดิมทีก็มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว เพิ่งจะบำรุงรักษาร่างกายได้ไม่กี่วัน ยังไม่ทันเห็นผล ไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้าตรู่ ทั้งยังต้องสวดมนต์อยู่ครึ่งวัน ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำกำเริบก็ไม่น่าแปลก
หลังจากเดินไปถึงตำหนักข้าง ทุกคนตามหาตำแหน่งของตนเองแล้วยืนอย่างเรียบร้อย รอคอยพระพันปีและฝ่าบาทพร้อมทั้งฮองเฮาเสด็จมาอย่างสงบเรียบร้อย
ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำของฉินเหยี่ยนเย่ว์ยังคงอยู่ กว่าจะผ่านไปได้แต่ละวินาทีช่างทุกข์ทรมาน
นางมองซ้ายมองขวา ฉวยโอกาสตอนที่ผู้คนไม่ทันสังเกต แอบหยิบขนมออกมาก้อนหนึ่งแล้วยัดเข้าไปในปาก
หลังจากที่ได้กินขนมไป อาการใจสั่นและหน้ามืดก็ดีขึ้นเล็กน้อย
โชคดีที่เฟ่ยชุ่ยจัดเตรียมขนมเล็กน้อยไว้ให้นางล่วงหน้า ไม่อย่างนั้น หากล้มอยู่ที่นี่เนื่องจากน้ำตาลต่ำ ก็คงจะอับอายขายหน้าน่าดู
“นี่” เด็กชายตัวน้อยคนหนึ่งดึงแขนเสื้อของนาง
ฉินเหยี่ยนเย่ว์ก้มหน้ามอง เด็กชายตัวเล็กท่าทางน่ารักอายุประมาณเจ็ดแปดขวบคนหนึ่ง กำลังจ้องมองด้านในแขนเสื้อของนางตาปริบ ๆ
“ท่านให้ข้ากินขนมสักหน่อยได้หรือไม่?”
“ขนมอะไรรึ? ข้าไม่มี” บริเวณขมับของฉินเหยี่ยนเย่ว์กระตุกสองสามที แอบกินแต่ถูกคนเห็นเข้าแล้ว ทั้งยังเป็นเด็กน้อยที่เห็นเข้าอีก
“อย่าเสแสร้งเลย ข้าเห็นหมดแล้ว” เด็กน้อยหน้าบึ้ง “ขนมก็อยู่ในแขนเสื้อของท่านนั่นไง”
“...” เมื่อฉินเหยี่ยนเย่ว์เห็นว่าตบตาต่อไปไม่ได้ จึงแอบยัดให้เขาก้อนหนึ่ง
“อร่อยจัง” เด็กน้อยกลืนขนมลงไปอย่างรวดเร็ว ยื่นมือออกมา “ขออีกก้อน”
“หมดแล้ว”
“โกหก ท่านไม่ให้ข้า ข้าจะบอกพวกเขาว่าท่านแอบกินขนม”
“เจ้าข่มขู่ข้าอย่างนั้นรึ?”
เด็กน้อยทำหน้าตาน่าสงสาร “แค่ก้อนเดียว”
ฉินเหยี่ยนเย่ว์ทนต่อการออดอ้อนของเด็กน้อยหน้าตาน่ารักไม่ได้ที่สุด จึงยัดให้เขาอีกก้อน
ยังไม่ทันส่งถึงมือของเขา ตงฟางหลียื่นมือมาคว้าเอาขนมไป น้ำเสียงไม่พอใจเป็นอย่างมาก “อิงเอ๋อร์ เจ้าลืมกฎแล้วหรือไร?”
ตงฟางอิงแลบลิ้น “ท่านพี่เจ็ดช่างหัวโบราณเสียจริง”
เขาเองก็รู้สึกไม่ดีที่ต้องขอขนมอีก จึงกลับไปที่ตำแหน่งของตนเองอย่างห่อเหี่ยว
ตงฟางหลีจ้องมองขนมในมือ ขมวดคิ้วเล็กน้อย สายลมระลอกหนึ่งพัดผ่านไป ขนมก็ตกลงบนมือของตงฟางอิงอย่างพอดิบพอดี
ตงฟางอิงดีใจทันที ตอนที่เงยหน้า ตงฟางหลีได้หันหลังกลับไปแล้ว
“วันหลังห้ามพกขนมเข้ามาด้วย” ตงฟางหลีเอ่ยกับฉินเหยี่ยนเย่ว์อย่างเย็นยะเยือก “ยิ่งห้ามให้เด็กเล็กกินขนมตามอำเภอใจ”
โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในวังหลวง
ฉินเหยี่ยนเย่ว์ก้มหน้าลงเงียบ ๆ คิดในใจว่าครั้งหน้าจะต้องพกมาเยอะกว่านี้ ไม่พกขนมมาอาจจะทำให้ถึงแก่ชีวิตได้
ตอนเช้าทานยาลูกกลอนไปแล้วสามเม็ด สามารถทำให้เขาประคับประคองมาได้จนถึงตอนนี้ นับว่าเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแล้ว
ขอเพียงแค่สามารถผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดไปได้ อาการกำเริบครั้งนี้ก็นับว่าผ่านไปได้แล้ว
เขาจับขอบโต๊ะเอาไว้ ราวกับอยากจะลุกขึ้น
เพียงแต่ยังไม่ทันทรงตัว ก็เข่าอ่อนล้มลงไปเสียแล้ว
“ระวังเพคะ” ฉินเหยี่ยนเย่ว์รีบประคองเขาเอาไว้
ตอนที่สัมผัสโดนตัวเขา นางตกใจทันที อุณหภูมิร่างกายของตงฟางหลีค่อนข้างต่ำ จากประสบการณ์บอกว่า อุณหภูมิแบบนี้ เกือบจะเป็นอุณหภูมิร่างกายต่ำสุดที่มนุษย์สามารถทนได้
นางขมวดคิ้ว นำมือทาบที่บนข้อมือของเขา
ชีพจรเต้นสี่ครั้งต่อการหายใจเข้าออกหนึ่งครั้ง ไม่สั้นหรือไม่ลึกจนเกินไป ชีพจรเต้นช้า เป็นอาการทั่วไปของชีพจรหย่อน
“ชีพจนของท่านเต้นช้ามาก การหายใจลึกแต่ช้า ร่างกายของท่านเย็นเยือก สีหน้าซีดขาว ดูจากสีหน้าท่าทางของท่านเมื่อครู่นี้ การมองเห็นของท่านน่าจะได้รับผลกระทบอยู่บ้าง บอกหม่อมฉันมา ว่าตอนนี้ท่านปวดหัวจนแทบจะระเบิด อยากอาเจียน มองเห็นไม่ชัดใช่หรือไม่?” ฉินเหยี่ยนเย่ว์ถามน้ำเสียงจริงจัง
อาการแบบนี้น่าจะเป็นมาอย่างต่อเนื่องยาวนานแล้ว
นั่นก็หมายความ ตงฟางหลีได้อดทนต่อความเจ็บปวดทรมานนี้ มาตั้งแต่ตอนเช้า
เขาเสแสร้งมาตลอด เสแสร้งได้ดี ถึงหลอกได้แม้กระทั่งนางที่อยู่ข้างกายของเขาตลอดเวลา
“ปล่อยข้า!” ตงฟางหลีลืมตาขึ้น นัยน์ตาเย็นยะเยือกทั้งสองปิดบังความรังเกียจที่มีต่อนางเอาไว้ไม่มิด
“ตอนนี้ท่านตกอยู่ในอันตราย” ฉินเหยี่ยนเย่ว์กล่าว

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ท่านอ๋องเย็นชาผู้คลั่งรักกับพระชายาหมอหญิงผู้อ่อนหวาน