ตงฟางหลียังคงหลับตาอยู่เช่นเดิม
เมื่อครู่เขามองอันใดไม่ค่อยชัดแจ้งนัก จึงมิเห็นว่าฉินเหยี่ยนเย่ว์ทำอันใดกับเขากันแน่
สิ่งเดียวที่เขารู้สึกได้ก็คือ หลังจากที่รู้เจ็บปวดจากการแทงเข็มลงไปนั้น ร่างกายพลันมีอะไรเย็น ๆ บางอย่างถูกฉีดเข้ามาที่แขนในทันที ไม่นานนักอาการปวดหัวของเขาก็หายไป
เสมือนกับคลื่นลมพายุอันบ้าระห่ำที่พัดไปมาอยู่ในสมองนั้น หลังจากที่พบเจอกับสิ่งของเย็น ๆ สิ่งนั้นถึงได้มีอาการสงบลงได้
นับว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกผ่อนคลายยิ่งนักหลังจากที่ต้องมาพบเจอกับอาการเช่นนี้
“ในยามนี้ ท่านรู้สึกเช่นไรบ้างเพคะ?” ฉินเหยี่ยนเย่ว์เอ่ยถาม
"ก็ดี"
“ความดันในกะโหลกศีรษะของท่านกลับมาเป็นปกติดังเดิมแล้ว หลังจากที่อาการคงที่แล้วนั้น ท่านก็สามารถทานเทียบยาตามปกติที่ท่านเคยได้รับต่อไปได้” ฉินเหยี่ยนเย่ว์พลางกล่าวต่อมาอีกว่า “โรคนี้อันตรายเป็นอย่างมากเพคะ”
เธอรู้สึกหดหู่ใจเล็กน้อย ที่บุคคลที่มีกลิ่นอายความเย็นชาอมตะเช่นตงฟางหลี แม้แต่ในยามที่อาการป่วยกำเริบขึ้นมานั้น เขาก็ยังคงมีท่าทีดั่งภูเขาหยกที่ไม่ไหวติงต่อสิ่งใด ช่างน่ามองยิ่งนัก
คนเช่นนี้กลับต้องมาตกอยู่ที่น่าลำบากเพียงเพราะโรคภาวะในกะโหลกศีรษะสูงเสียได้
ทั้งยังมาอยู่ในยุคที่ไม่มีแม้แต่เทคโนโลยีในการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะอีกด้วย ทำได้แต่เพียงรักษาตามอาการไปเท่านั้น ทั้งยังเสี่ยงต่อการเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อยเสียอีก
ใบหน้าของตงฟางหลีพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย "เจ้ารู้หรือว่าข้าทานยาเทียบใดบ่อย ๆ "
“มิใช่ว่าอยู่ในแขนเสื้อของท่านหรือเพคะ? กลิ่นที่ฉุนมากถึงเพียงนี้ ด้านในย่อมมีส่วนผสมของโสมซานชี ชวงเกียง ดอกคำฝอยและกวาวเครือขาว ล้วนแต่เป็นส่วนผสมของยาเม็ดบำรุงสมองทั้งนั้น อีกทั้งยังส่งผลดีต่ออาการป่วยของท่านอีกด้วย” ฉินเหยี่ยนเย่ว์พูดจบ ร่างกายของนางพลันชะงักไปเล็กน้อย "เอ่อเมื่อครู่ หม่อมฉัน... เพียงแค่เอ่ยเรื่องไร้สาระออกไปเท่านั้น"
นางมองเห็นสีหน้าท่าทีที่กำลังสงสัยอยู่ของตงฟางหลีในทันที พร้อมทั้งมุมปากที่กระตุกขึ้นมาเสียหลายครั้ง
เมื่อครู่นางหุนหันพลันแล่น พูดสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไป ทั้งยังทำในสิ่งที่ไม่ควรทำลงไปอีกด้วย
เรื่องการวินิจฉัยโรค ทั้งการฉีดแมนนิทอลเอง นางยังพอสามารถหาเรื่องราวไร้สาระมาแก้ต่างให้ตนเองได้
ทว่า การหลุดปากเอ่ยถึงส่วนผสมของเทียบยาที่เขากินไปนั้นถือเป็นเรื่องเฉพาะทาง หากมิใช่ผู้ที่มีทักษะทางการแพทย์ละก็ย่อมมิอาจทำมันออกมาได้แน่
"หม่อมฉันพอจะอธิบายเรื่องนี้ได้เพคะ" ฉินเหยี่ยนเย่ว์พลางเอ่ยออกมาด้วยท่าทีจริงจัง "หม่อมฉันเกิดมาด้วยร่างกายที่อ่อนแอมาตั้งแต่วัยเยาว์ ทั้งยังกินยามาชนิดหลายเทียบยาเพคะ จากที่เจ็บป่วยบ่อย ๆ ก็กลายเป็นหมอเสียเอง ไม่นานนักการแยกแยะสมุนไพรต่าง ๆ จึงมิใช่เรื่องยากสำหรับหม่อมฉันอีกต่อไป ”
ตงฟางหลีที่กำลังหลับตาเพื่อพักผ่อนอยู่นั้น พลางมีฉินเหยี่ยนเย่ว์นอนเอนกายอยู่ข้าง ๆ กัน พร้อมทั้งภายในใจที่ครุ่นคิดเรื่องราวต่าง ๆ อยู่
ด้วยพื้นที่ที่คับแคบ พร้อมทั้งบรรยากาศระหว่างทั้งสองคนที่เกิดความเงียบงันขึ้นมา
"ไปกันเถอะ" ไม่นานนัก พละกำลังของตงฟางหลีจึงได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาบ้าง
เขาพลันหยิบขวดหยกออกมาจากแขนเสื้อของตนเอง พร้อมทั้งนำเม็ดยาโยนเข้าไปในปากของตนเองในทันที
ฉินเหยี่ยนเย่ว์พลันพยักหน้าลงเล็กน้อย "ประสิทธิภาพของแมนนิทอลคงอยู่ได้ไม่เกินอีกหนึ่งชั่วยามครึ่งเท่านั้น ท่านจำเป็นต้องกลับไปที่จวนอ๋องเพื่อนอนพักผ่อน"
ตงฟางหลีเพียงจัดแจงเสื้อผ้าอาภรณ์ของตนเองเล็กน้อย เหงื่อเย็น ๆ ที่ชุ่มฉ่ำอยู่ในเสื้อกันหนาวนั้น ไม่ว่าเขาจักจัดเสื้อผ้าอาภรณ์เพียงใดหากแต่มันกลับทำให้เขาดูน่ากระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก
“ไปผลัดเปลี่ยนเป็นอาภรณ์ตัวใหม่ดีหรือไม่เพคะ?” ฉินเหยี่ยนเย่ว์เอ่ยถาม
ตงฟางหลีมิคิดสนใจนาง
ฉินเหยี่ยนเย่ว์จึงได้แต่ลอบหัวเราะยิ้มเยาะกับตัวเอง นางช่างยุ่งไม่เข้าเรื่องเสียจริง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ท่านอ๋องเย็นชาผู้คลั่งรักกับพระชายาหมอหญิงผู้อ่อนหวาน