นางแทบจะต้องยึดราวบันไดไว้ตัวเพื่อยืนให้ตั้งมั่น
ฉินเหยี่ยนเย่ว์มองท่าทางภาคภูมิใจของซูเตี่ยนฉิง มองตงฟางหลีปล่อยคลื่นสังหารอันน่าสะพรึงกลัวใส่นางเพื่อสตรีผู้นี้
ในใจมีความเดือดดาลไร้นามพลุ่งพล่านขึ้นมา
“เฮอะ ซูเตี่ยนฉิง ผลลัพธ์เช่นนี้ในยามนี้ ท่านน่าจะพึงพอใจแล้วกระมัง? เสด็จพี่หลีของท่านก็ยังคงเป็นของท่าน” ฉินเหยี่ยนเย่ว์ระงับความต้องการจะฉีกทึ้งใบหน้าที่แสร้งไร้เดียงสานี้เป็นชิ้น ๆ ด้วยมือเปล่า พยายามทำให้ตนสงบนิ่งอย่างเต็มที่
“หากท่านอยากยืนยันความรู้สึกของเขาที่มีต่อท่านผ่านวิธีการเช่นนี้ ยินดีกับท่านด้วย ท่านชนะแล้ว”
“ดังนั้น จากนี้ไปท่านช่วยอยู่ห่างจากข้าหน่อยได้หรือไม่?”
“ท่านทำทั้งดีทั้งชั่วในคราเดียวกัน ข้าก็ไม่อยากจะสนใจหรอก ทว่าท่านก็เป็นหญิงแพศยาของท่านไป และข้าจะเดินบนสะพานไม้เดี่ยวของข้าไป วันนี้ข้าเป็นฝ่ายถูกทำร้ายก็จะยอมรับมันเอง ขอให้พวกท่านมีความสุข แล้วได้โปรดอย่าเล่นละครอีกต่อไปเลย ทุกเรื่องควรทำอย่างพอเหมาะพอควร”
ซูเตี่ยนฉิงกำมือจนเล็บแทงเข้าไปในเนื้อ กำแล้วกำอีก “ท่าน ข้ามิได้ล่วงเกินท่านเลย เหตุใดท่านถึงต้องด่าว่าข้าเช่นนี้ด้วย? ข้าเป็นแม่นางไร้เดียงสาผู้หนึ่ง ท่านกลับใช้คำเช่นนี้มาบรรยายตัวตนของข้า?”
“เสด็จพี่หลี เสียชีพได้ แต่ไม่ยอมเสียศักดิ์ศรี หม่อมฉันถูกรังแกอีกทั้งถูกบรรยายตัวตนด้วยคำพูดที่เลวร้ายเช่นนี้ หากแพร่กระจายออกไป หม่อมฉันควรจะวางตัวอย่างไรเล่าเพคะ? คำพูดของผู้คนช่างน่ากลัวยิ่งนัก หม่อมฉัน หม่อมฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว”
สีหน้าของตงฟางหลีไม่น่ามอง
หญิงแพศยาคำนี้สำหรับสตรีเป็นการดูถูกถึงชีวิต
ชื่อเสียงก็เช่นชีวิตของสตรี ฉินเหยี่ยนเย่ว์คิดจะบีบฉิงเอ๋อร์ให้มุ่งไปในเส้นทางแห่งความตาย
“ฉินเหยี่ยนเย่ว์ ขอโทษเสีย”
ฉินเหยี่ยนเย่ว์ทอดถอนใจ รู้สึกเหนื่อยใจเล็กน้อย อีกทั้งไม่อยากสนใจพวกเขาอีก จึงประสานมือทำความเคารพแล้วเดินลงไป
ตงฟางหลีมองฉินเหยี่ยนเย่ว์ที่ทำไขสือ ความโกรธในใจจึงยิ่งรุนแรงขึ้น
ความโกรธที่แผดเผาเปลี่ยนอารมณ์ทั้งหมดที่เขามักจะซ่อนเร้นในยามปกติเป็นความโกรธ ดวงตางามคู่นั้นก็เต็มไปด้วยสีเลือดไม่มีสิ้นสุด
ฉินเหยี่ยนเย่ว์ถูกห่อหุ้มด้วยสีเลือด คลื่นความโกรธเพิ่มขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
ลมหนาวพัดมาพร้อมลมฝ่ามืออันเฉียบคม
นางเช็ดมุมปาก
ครั้นเห็นเลือดบนมือ ลำคอก็เกร็งแน่นขึ้น โรคกลัวเลือดก็กำเริบอีกครั้ง ร่างทั้งร่างสั่นเทา
ถูกตบจนเลือดออก?
ฉินเหยี่ยนเย่ว์ยิ้มอย่างเย็นชา ตงฟางหลีโหดร้ายเกินพอแล้ว
นางเช็ดเลือดออกด้วยความยากลำบากมาก นางใช้แขนเสื้อปกปิดมือที่สั่นเทา
ยามเงยหน้าขึ้นอีกครา บนใบหน้าที่อยู่ในสถานการณ์กระอักกระอ่วนใจเนื่องจากรอยมือเปื้อนเลือด กลับมีรอยยิ้มสดใส
“เมื่อครู่ ท่านใช้มือข้างใดตบหม่อมฉัน?” นางมองตงฟางหลี
“มือซ้าย? ไม่ใช่สิ เป็นมือขวา” น้ำเสียงของนางสงบมาก เห็นได้ชัดว่ากำลังแย้มยิ้มอยู่ แต่กลับมีความเยือกเย็นเสียจนน่ากลัว
รังสีความเย็นคมกริบที่ปล่อยออกมาในรอยยิ้มนั้นราวกับยืนอยู่ในอากาศที่หนาวเหน็บโดยสวมเสื้อผ้าเพียงชิ้นเดียว นอกจากตัวสั่นเทาแล้วก็ไม่มีหนทางอื่นเลย

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ท่านอ๋องเย็นชาผู้คลั่งรักกับพระชายาหมอหญิงผู้อ่อนหวาน