“หืม?” ตงฟางหลีเหลือบตาขึ้นมอง ก่อนจะกล่าวต่อว่า “ข้ากลับคิดว่า ให้เจ้ากับลู่ซิวไปอยู่ที่เรือนของพระชายาน่าจะเป็นการดีกว่า”
เพิ่งจะทุ่มเทรักษาอาการป่วยได้เพียงแค่หนึ่งคืน ฉินเหยี่ยนเย่ว์ไม่เพียงแค่ซื้อตัวลู่ซิวไปเท่านั้น กระทั่งตู้เหิงยังทำตามคำสั่งของนางด้วย
ความสามารถของนางนับว่าไม่น้อยเลยทีเดียว
ตู้เหิงเงียบเสียงลงในทันที ก่อนจะหยิบอาภรณ์หนา ๆ ขึ้นมาคลุมให้ฉินเหยี่ยนเย่ว์
ขณะที่เขากำลังจะเดินออกนอกประตู เสียงของตงฟางหลีดังขึ้นมาเบา ๆ “ป้อนน้ำหวานแก่นางด้วย”
“พ่ะย่ะค่ะ” ตู้เหิงพาตัวฉินเหยี่ยนเย่ว์มาส่งถึงเรือนโยวหลัน
เมื่อเฝ่ยชุ่ยเห็นฉินเหยี่ยนเย่ว์หมดสติไปก็ตกใจ ก่อนจะมองตู้เหิงอย่างไม่เชื่อในสายตาตนเอง “ท่าน ท่านทำอะไรพระชายา? ตอนพระชายาไปตำหนักหมิงอวี้ยังมีสติครบถ้วน ไฉนเมื่อกลับมาแล้วถึงได้กลายเป็นเช่นนี้ไปเล่า?”
ไป๋โค้วก็ถลาขึ้นมาด้านหน้า เมื่อเห็นอาภรณ์ของฉินเหยี่ยนเย่ว์หลุดลุ่ย มวยผมสยาย ใบหน้าขาวซีด ดวงตาของนางก็เป็นประกายวาบ และตบไปที่บ่าตู้เหิงด้วยท่าทีครึ้มอกครึ้มใจ “ตู้เหิง เจ้านี่ใช้ได้เหมือนกันนี่ เป็นคำสั่งของท่านอ๋องหรือ? ครั้งนี้ท่านอ๋องช่างลงมือได้โหดเหี้ยมเหลือเกิน กระทั่งพระชายาของตนเองยังมอบให้ลูกน้องเล่นได้”
“ว่าอย่างไรนะ?” สีหน้าของเฝ่ยชุ่ยแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดในพริบตา “ท่าน ท่านทำอะไรพระชายา...”
ในน้ำเสียงของนางเจือด้วยเสียงสะอื้นไห้ “ท่านมันมิใช่คน เหตุใดท่านถึงทำเรื่องพรรค์นั้นกับพระชายาได้?”
“ข้าจะขอสู้ตายกับท่าน!”
เฝ่ยชุ่ยถลาเข้าไปหาตู้เหิงด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ
สีหน้าของตู้เหิงดำราวกับก้นหม้อ นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้น?
“พระชายาดูแลท่านอ๋องมาทั้งคืน ร่างกายอ่อนแอจึงเป็นลมหมดสติไป ท่านอ๋องจึงตั้งใจให้ข้าพานางกลับมาพักผ่อน พวกเจ้ากำลังพูดจาไร้สาระอันใดอยู่?” เขามองไป๋โค้วอย่างตักเตือน “ไป๋โค้ว หากเจ้ายังพูดจาส่งเดชอีก เชื่อหรือไม่ว่าข้าสามารถทำให้เจ้ากลายเป็นคนใบ้ได้?”
เฝ่ยชุ่ยหยุดฟูมฟาย นางเม้มริมฝีปากแน่น หยาดน้ำตาคลอเต็มในเบ้าตา “พระชายา ไม่เป็นอะไรจริง ๆ หรือ?”
“ มี” ตู้เหิงพาฉินเหยี่ยนเย่ว์เข้าไปยังภายในห้อง “นางต้องการดื่มน้ำหวานก่อนนางที่จะหมดสติไป”
เขาจ้องมองเฝ่ยชุ่ยที่ยืนนิ่ง ก็ตะคอกเสียงสูง “เจ้ายังไม่รีบไปเตรียมน้ำหวานอีก?”
“เพคะ” เฝ่ยชุ่ยรีบลุกขึ้นยืน และออกแรงดึงไป๋โค้วที่ยืนมองเรื่องสนุกอยู่อีกด้านให้ออกไปด้วยกัน
เดิมไป๋โค้วไม่อยากจะออกจากห้อง ทว่าเมื่อเหลือบตามองเห็นท่าทางน่าเกรงขามของฉินเหยี่ยนเย่ว์ ก็ต้องตัวสั่นอย่างน่าประหลาด ได้แต่พึมพำเดินตามเฝ่ยชุ่ยออกไป
“เมื่อครู่นี้ข้ายังไม่ทันได้เขียนเทียบยาให้ เจ้าไปหากระดาษและพู่กัน แล้วจัดยาตามเทียบยาที่ข้าได้มอบให้” ฉินเหยี่ยนเย่ว์กระแอมไอเบา ๆ
เนื่องจากไม่ได้นอนมาตลอดทั้งคืน ทั้งยังเหน็ดเหนื่อยจนเกินไป ฉินเหยี่ยนเย่ว์ปวดศีรษะราวกับศีรษะจะปริแตกออกจากกัน ทั้งยังรู้สึกคันในลำคอเป็นอย่างยิ่ง เกรงว่านี่เป็นอาการของโดนความเย็น
เนื่องจากร่างกายอ่อนแอไร้เรี่ยวแรงมาเป็นเวลานาน ขณะที่เขียนมือของนางก็สั่นเทา ต้องเปลืองแรงเป็นอย่างมากกว่าจะเขียนยาที่ต้องใช้ทั้งหมดออกมาทีละตัวจนเขียนเสร็จ
ตู้เหิงจ้องมองฉินเหยี่ยนเย่ว์ที่เหน็ดเหนื่อยจนแทบจะหมดแรง ก็ลังเลอยู่เป็นเวลานาน แล้วรวบรวมความกล้าเอ่ยถาม “กระหม่อมไม่เข้าใจ เหตุใดท่านถึงเอาใจใส่ต่ออาการป่วยของท่านอ๋องถึงเพียงนี้? ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้เป็นพระชายาที่บีบท่านอ๋องให้มาอยู่ในจุดนี้เอง”
หากพระชายาทรงเกลียดท่านอ๋อง ตามหลักแล้วควรจะปล่อยวางไม่สนใจ
เขาไม่เข้าใจว่าในด้านหนึ่งพระชายาเป็นผู้บีบให้ท่านอ๋องตัดเส้นเอ็นข้อมือ ส่วนอีกด้านกลับร้อนรนต่ออาการป่วยของท่านอ๋อง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ท่านอ๋องเย็นชาผู้คลั่งรักกับพระชายาหมอหญิงผู้อ่อนหวาน