บทที่ 212 ไม่ต้องกลัว
ถังตงตงถูกแขวนอยู่บนต้นไม้ โดยมีหญิงดุร้ายผู้นั้นคอยเฆี่ยนตี ขาของนางปวดแสบปวดร้อนราวกับว่ากำลังถูกไฟเผา
นางได้แต่กัดฟันและไม่พูดอะไร ทำได้เพียงเพียงจ้องมองหญิงชั่วร้ายอย่างดุเดือดเท่านั้น
“กล้าดีอย่างไรมามองหน้าข้า!”
ว่าจบหญิงดุร้ายก็ทุบตีถังตงตงอีกครั้ง “หากยังกล้าจ้องหน้าข้าอีก ข้าจะควักลูกตาของเจ้าออกมา!”
“ฮูหยินเว่ย ทั้งหมดล้วนเป็นความผิดของข้าเอง ข้านั้นเป็นหญิงชั่ว มีอะไรขอให้มาลงที่ข้าเถิด ได้โปรดปล่อยพี่สาวของข้าไป!”
ถังเสียวเป่ยยังคงร้องไห้และอ้อนวอน
“ข้าทำอะไรกับเจ้าก็ได้อย่างนั้นหรือ?”
หญิงดุร้ายเหลือบมองถังเสียวเป่ยแล้วเอ่ย “ถือว่าเจ้าพูดเองนะ!”
ลางสังหรณ์ไม่ดีนักก่อตัวขึ้นในใจของถังเสียวเป่ย
แน่นอนว่าครู่ถัดมา ทาสรับใช้คนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาด้วยท่าทีประจบประแจง ในมือถือหม้อใบหนึ่ง
“ฮูหยิน น้ำมูลที่ท่านต้องการข้าหามาได้แล้ว!”
“อยู่ให้ห่างข้าหน่อย เหม็นจะตายชัก!”
ฮูหยินเว่ยถอยห่างออกไปสองสามก้าว พร้อมปิดจมูกของนางแล้วเอ่ย “ฉีกเสื้อผ้าของพวกนางออก และนำน้ำมูลราดตัว จากนั้นก็แห่พวกนางไปที่ตรอกเฟิงเยว่ แขวนพวกนางไว้ใต้ซุ้มประตูตรอกนั้น ข้าอยากให้สตรีทุกนางเห็นว่า หากกล้ามายั่วยวนบุรุษของผู้อื่นจะต้องลงเอยอย่างไร!”
เมื่อได้ยินสิ่งที่หญิงดุร้ายผู้นี้พูด ถังตงตงและถังเสียวเป่ยต่างก็มีสีหน้าหวาดกลัว
หากพวกนางถูกจับเปลื้องผ้าจนร่างกายเปลือยเปล่าและแห่ไปทั่วทั้งตรอก นั่นโหดร้ายยิ่งกว่าการฆ่าพวกนางเป็นร้อยเท่า!
ผู้คนที่อยู่รอบ ๆ ส่ายศีรษะและรู้สึกว่าวิธีการนี้โหดร้ายเกินไป แต่พวกเขากลัวอำนาจของครอบครัวหญิงดุร้ายนางนี้ ดังนั้นจึงไม่กล้าปริปากพูดอะไรออกมา
“ท่านอาจารย์ของพวกข้าคือจินเฟิงจากจินชวน หากเจ้าแตะต้องข้าล่ะก็ ท่านอาจารย์ไม่ปล่อยพวกเจ้าไว้แน่!”
ครั้งนี้ถังตงตงกลัวมากจนต้องยอมอ้างชื่อจินเฟิงออกมา
“จินชวน จินเฟิง?”
ฮูหยินเว่ยขมวดคิ้วและมองทาสคนหนึ่งที่สวมชุดฉางเผา “เจ้าเคยได้ยินชื่อคนผู้นี้หรือไม่?”
“เรียนฮูหยิน จินเฟิงแห่งจินชวนเป็นบัณฑิต เขาเพิ่งเขียนบทกวีสองสามบทและมีชื่อเสียงโด่งดัง” ทาสตอบ
“คนที่เขียนเกี่ยวกับ ‘งามค่าราวทองพันกว้าน’ นั่นน่ะหรือ?” หญิงดุร้ายถาม
“ใช่แล้ว” ทาสรับใช้ตอบอีกว่า “นอกจากงามค่าราวทองพันกว้านแล้ว ยังมีปลูกข้าวตอนแดดกล้า และหว่านพืชยามใบไม้ผลิ…”
“เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว ข้ารู้แล้วว่าเขาเป็นใคร!”
ฮูหยินเว่ยหัวเราะและเอ่ย “นางผู้นี้เอาแต่อ้างชื่อบุรุษที่บ้าน ข้าคิดว่าเขาคงเป็นคนที่เก่งกาจ ที่แท้ก็แค่บัณฑิตผู้ยากจนที่เขียนบทกวีเชยชมให้พวกหญิงสาวจากหอนางโลม!”
“ฮูหยิน ในช่วงที่ผ่านมาจินเฟิงมีชื่อเสียงมาก…”
“ไม่ว่าจะมีชื่อเสียงแค่ไหนแต่หากทำให้ข้าขุ่นเคืองมันก็ไม่มีประโยชน์?!”
หญิงดุร้ายพูดอย่างไม่สนใจ “หากเขากล้ามาที่นี่ ข้านี่แหล่ะจะเป็นผู้แห่เขาไปตามถนน!”
เมื่อข้ารับใช้ได้ยินฮูหยินพูดดังนั้นจึงทำได้แค่หุบปากเงียบ
“เร็วเข้า อีกเดี๋ยวข้าต้องรีบกลับไปกินข้าวเป็นเพื่อนท่านอา”
นางเร่งเร้าอย่างเหลืออด
“รับทราบ!”
จากนั้นบ่าวรับใช้หลายคนก็ถูมือไปมา เดินไปทางถังตงตงและถังเสียวเป่ยด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย
ในจังหวะนั้นเอง เสียงกีบม้าที่วิ่งมาอย่างรวดเร็วก็ดังขึ้นจากไกล ๆ
ฮูหยินเว่ยหันกลับไปมอง เห็นฝูงชนที่เฝ้าดูอยู่ตรงทางแยก มีม้าศึกตัวสูงสองตัวควบมาทางพวกนาง
เหวอ!
ข้ารับใช้ที่ถือหม้อบรรจุน้ำมูลไม่สามารถหลบได้ทันและถูกม้าของจินเฟิงเฉี่ยวชนจนเสียหลัก
ทำให้หม้อนั้นหลุดออกจากมือเขาและตกลงไปที่เท้าของฮูหยินเว่ย มันกระเด็นเปรอะไปทั่วกระโปรงและรองเท้าของนาง
“กรี๊ด!”
หญิงดุร้ายกรีดร้องออกมาจนสุดเสียง
จินเฟิงเพิกเฉยต่อนาง เขาลงจากหลังม้าด้วยความรวดเร็ว จากนั้นก็ตัดเชือกที่แขวนถังตงตงและถังเสียวเป่ยเอาไว้ด้วยดาบสองเล่ม
“จินเฟิง เจ้ามาได้อย่างไร…”
ถังตงตงที่พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ร้องไห้ ในที่สุดก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป นางรีบเข้าไปกอดชายหนุ่มพร้อมปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา
เมื่อครู่นางกลัวมากจริง ๆ
“ไม่เป็นไรนะ ข้ามาแล้ว!”
จินเฟิงลูบหลังถังตงตงพร้อมเอ่ยปลอบโยน “ไม่ต้องกลัว หากข้าอยู่ที่นี่จะไม่มีใครทำร้ายเจ้าได้อีก!”
“ไอ้บัณฑิตจนตรอก กล้าดีอย่างไรมาทำให้เสื้อผ้าของข้าสกปรก!”
ฮูหยินเว่ยหยิบแส้ขึ้นมาและเฆี่ยนจินเฟิงอย่างรวดเร็ว
ข้ารับใข้เหล่านี้รู้ดีว่านี่เป็นเรื่องร้ายแรง พวกเขาทั้งหมดดึงอาวุธออกจากเอว พุ่งเข้าไปหาจินเฟิงและพวกทันที
อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ เสียงกีบม้าก็ดังขึ้นบนถนนด้านนอกอย่างกะทันหัน
ทหารม้าที่มาพร้อมกับม้าศึกตัวสูง ได้พุ่งเข้าหาข้ารับใช้อย่างอุกอาจ
แม้แต่ทหารผ่านศึกที่เคยผ่านการต่อสู้มาหลายร้อยครั้งยังไม่กล้าเผชิญหน้ากับทหารม้าแบบนี้ ไม่ต้องพูดถึงข้ารับใช้สองสามคนที่อยู่ตรงหน้าเลย
จากโจมตีเพียงครั้งเดียวทำให้ทาสในบ้านมากกว่าหนึ่งโหลถูกม้าศึกชนล้มลง จนพวกเขานอนกลิ้งอยู่บนพื้นและส่งเสียงเจ็บปวดอย่างน่าเวทนา
“ท่านอาจารย์…”
ต้าหลิวที่เข้ามารับตำแหน่งแทนเถี่ยฉุยชั่วคราว มองไปที่จินเฟิงพร้อมกับขอคำแนะนำ
“ไม่ต้องเอาถึงชีวิต”
จินเฟิงพูดเบา ๆ จากนั้นต้าหลิวก็เข้าใจทันที
“ใครเข้ามาขวาง ข้าจะจัดการให้หมด!”
ต้าหลิวเป็นผู้นำ เขารีบเข้าไปในกลุ่มข้ารับใช้ และใช้ฝักดาบทุบตีพวกเขาทันที
เพี๊ยะ!
เสียงถูกฟาดดังสนั่น!
ทหารผ่านศึกคนอื่น ๆ เลียนแบบตัวอย่างของต้าหนิวทันที
เพียงครู่เดียวก็ได้ยินเสียงกรีดร้องอันน่าสังเวชของเหล่าทาสดังขึ้นไม่รู้จบ
“ข้าได้ยินมาว่าเจ้ากำลังจะเปลื้องผ้าตงตงและเสียวเป่ยพร้อมแห่พวกนางไปทั่วถนน ไม่ใช่แค่นั้น แต่เจ้ายังจะเอาน้ำมูลมาราดตัวพวกนางและแขวนไว้หน้าตรอกเฟิงเยว่อีกด้วย ข้าพูดถูกหรือไม่?”
จินเฟิงแกว่งดาบและเดินไปหาหญิงดุร้ายช้า ๆ
“เจ้า… เจ้าคิดจะทำอะไร?”
ฮูหยินเว่ยล้มลงกับพื้นด้วยความความกลัว ไม่รักษาท่วงท่าสง่างามเหมือนก่อนหน้านี้อีกต่อไป
เมื่อเห็นจินเฟิงเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ นางก็ตกใจจนเตะขาและข่มขู่ด้วยท่าทางดุร้าย “ท่าอารองของข้าคือจวิ้นโส่ว หากเจ้ากล้าแตะข้าแม้แต่ปลายนิ้ว ท่านอาของข้าจะฆ่าเจ้าแน่นอน คอยดูเถิด!”
“เช่นนั้นหรือ?”
จินเฟิงหัวเราะเยาะพร้อมเหยียบมือซ้ายของฮูหยินเว่ย แล้วขยี้มันหลายครั้ง
รองเท้าของเขาสั่งทำมาเป็นพิเศษ พื้นรองเท้าบุด้วยแผ่นเหล็ก และเมื่อเหยียบลงบนมือของนางก็ทำให้รู้สึกเจ็บจนหน้าแดงก่ำ
“นี่นับว่าเป็นการแตะปลายนิ้วของเจ้าหรือยัง? ให้ท่านอาของเจ้ามาฆ่าข้าสิ!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์