บทที่ 257 วางแผนเข้าเมืองหลวง
ผู้คุ้มกันเองก็สังเกตเห็นหน้าไม้ของเหล่าทหารผ่านศึก เมื่อพวกต้าหลิวและทหารผ่านศึกเหนี่ยวไกออกไป ตัวเขาก็หมอบลงอยู่ที่พื้นแล้ว
เป็นผลให้ลูกธนูของทหารผ่านศึกทั้งหมดที่ยิงออกมาไร้ความหมาย
ลมหายใจต่อมา ผู้คุ้มกันก็กระโดดตัวขึ้นและทำการโจมตีต่อไป
อาเหมยที่เตรียมตัวมาเป็นอย่างดีลอยตัวขึ้นเตะผู้คุ้มกันที่หน้าอก
ผู้คุ้มกันผู้นั้นไม่ได้คาดคิดว่าจะมีผู้มากฝีมืออยู่ในกลุ่มของจินเฟิง นั่นทำให้เขาถูกจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว
“บัดซบ!”
ม่านตาของผู้คุ้มกันหรี่ลงเล็กน้อย
เมื่อได้ปะทะกับผู้มีฝีมือเช่นนี้ ย่อมกำหนดชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ได้ในทันที
ในจังหวะที่เขาตีลังกาพลิกตัวกลับ เขาก็รู้ดีว่าตนเองแพ้แล้ว
และในจังหวะที่จะกลับมาตั้งตัวอีกครั้ง ทหารผ่านศึกก็ยกหน้าไม้ขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทำให้ลูกธนูพุ่งเข้ามาหาเขาทันที ผู้คุ้มกันของโจวเหวินเหยวียนลอยตัวขึ้นไปในอากาศ เขาทำได้เพียงป้องกันตัวด้วยดาบยาวที่โบกสะบัดอย่างสุดกำลัง
น่าเสียดายที่ดาบยาวสามารถป้องกันได้เพียงร่างกายส่วนบน ทว่าขาซ้ายยังคงถูกลูกธนูโจมตี
และศิลปะการต่อสู้หรือความสามารถของเขาส่วนใหญ่ก็อยู่ที่ขา หากขาข้างหนึ่งไม่สามารถใช้การได้ กำลังของเขาจะลดลงอย่างมาก
เมื่อร่างหล่นลงมาที่พื้น อาจารย์ชวีก็อดที่จะโซเซไม่ได้
และในเวลานี้ การยิงรอบที่สองของทหารผ่านศึกก็มาถึงแล้ว
ผู้คุ้มกันไม่มีเวลาตอบโต้จึงถูกลูกธนูอีกดอกหนึ่งยิงเข้าที่คอ!
ฟึ่บ! ฟึ่บ!
ผู้คุ้มกันจับที่คอของตนเองแล้วล้มลงกับพื้นทันที
ตัดภาพมาที่อีกฝั่ง คนตกปลาลากเรือลงแม่น้ำแล้ว
ก่อนที่อาหลานและพวกจะไปถึง โจวเหวินเหยวียนก็กลิ้งเข้าไปในเรือเรียบร้อย
คนตกปลารีบพายเรือไปกลางแม่น้ำทันที
อาหลานรีบวิ่งไปอีกฝั่งแล้วยกหน้าไม้เล็งไปที่คนตกปลา แต่สุดท้ายนางก็ไม่ได้ยิงลูกธนูออกไป
จินเฟิงบอกว่าเราไม่สามารถฆ่าคนได้ตามใจชอบ ไม่เช่นนั้นจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง
ขณะที่กำลังลังเล คนตกปลาก็รีบเอาตัวลงนาบไปกับพื้นเรือ จนนางไม่สามารถหาเป้ายิงได้
น้ำในแม่น้ำสายเล็กนี้ไหลเร็วอยู่ประมาณหนึ่ง เรือจึงสามารถแล่นออกจากระยะยิงของหน้าไม้ได้ในเวลาไม่นาน ผ่านไปสักพักคนตกปลาก็กล้าที่จะโผล่หัวออกมา
ในที่สุด โจวเหวินเหยวียนก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในขณะที่เขามองดูอาหลานและคนอื่น ๆ ห่างออกไปเรื่อย ๆ
“บ้าชะมัด ปล่อยให้เขาหนีไปได้อย่างไรกัน!”
จินเฟิงพาคนไปที่ริมแม่น้ำและถอนหายใจ
อย่างไรเสีย ตอนนี้เขาก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะถึงแม้จะอยากไล่ตามเพียงใด เขาก็ไม่สามารถไล่ตามได้อยู่ดี
“ท่านอาจารย์ เขาต้องกลับเข้าเมืองหลวงเป็นแน่ หรือไม่ให้พวกเขาพาคนไปดักรอเขาที่เมืองหลวงดีหรือไม่?”
ต้าหลิวเองก็รู้สึกเสียดายที่ครั้งนี้ไม่สามารถไล่ตามโจวเหวินเหยวียนได้ทัน
“ข้ากลัวว่าพวกเจ้าจะไม่มีชีวิตรอดกลับมาน่ะสิ”
แม้ว่าจินเฟิงจะแอบหวั่นไหวไปกับความคิดนี้ แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะส่ายหัว
“ตระกูลโจวให้การสนับสนุนกองทัพมากกว่าตระกูลชิ่งของเราเสียอีก และเขาก็มีพรรคพวกอยู่ในกวานจงมากมาย โจวเหวินเหยวียนต้องไปพบพวกเขาเพื่อขอความช่วยเหลืออย่างแน่นอน”
ชิ่งมู่หลานเหลือบมองต้าหลิว “ต้าหลิว เจ้าควรล้มเลิกความคิดนี้โดยเร็วที่สุด”
“ครั้งนี้ถือว่าเราได้ประกาศศึกกับตระกูลโจวโดยสมบูรณ์แล้ว ดูเหมือนว่าข้าต้องเตรียมการโดยเร็ว”
จินเฟิงมองไปที่แม่น้ำ แต่ความคิดของเขาพุ่งตรงไปที่เมืองหลวง
แผนของชายหนุ่มคือค่อยเป็นค่อยไปทีละขั้นตอน วางแผนบริหารจัดการในกวางเหยวียนและจินชวนเสียก่อน จากนั้นจึงพิจารณาว่าจะเข้าสู่เมืองหลวงหรือไม่
ในตอนนั้นแม้ว่าจะมีเรื่องที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น มันก็จะไม่กระทบกับรากฐานที่ได้วางเอาไว้
น่าเสียดายที่การปรากฏตัวของโจวเหวินเหยวียนขัดขวางแผนการของเขาโดยสิ้นเชิง
หลังจากนี้ตระกูลโจวจะต้องพุ่งเป้ามาที่จินเฟิงเป็นรายต่อไปอย่างแน่นอน และเขาก็ไม่มีเส้นสายหรือผู้ที่จะแจ้งเบาะแสในเมืองหลวงด้วยซ้ำ เขากับชายตาบอดแตกต่างกันตรงไหน?
ในเมืองหลวงมีแต่ผู้ที่มีอิทธิพลและยังถือว่าเสี่ยงเกินไป มันอาจทำให้แผนการของจินเฟิงพังทลายลงได้ง่าย ๆ
ม้าศึกทั้งหมดต้องได้รับการพักผ่อน อีกทั้งตอนนี้ฟ้าก็ใกล้มมืดลงแล้ว หากกลับไปที่กวางเหยวียนเลยในตอนนี้ก็คงไม่เหมาะเท่าไร
“เจ้าอยากนำสบู่หอมไปขายที่เมืองหลวงหรือ?”
จินเฟิงเกิดความคิดบางอย่างขึ้น
เมื่อวานเขากำลังคิดว่าควรจะขยายกิจการไปยังเมืองหลวงดีหรือไม่ แต่ก็ยังตัดสินใจไม่ได้
วิธีที่ถังเสียวเป่ยเสนอในวันนี้ทำให้เขารู้แจ้งทันที
ใช่แล้ว เขาสามารถใช้สบู่หอมเพื่อเป็นการเบิกทางได้!
ด้วยวิธีนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างรายได้ แต่ยังสามารถไปเปิดหูเปิดตาในเมืองหลวงได้อีกด้วย!
ยิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสองตัว
“เสียวเป่ย เจ้าฉลาดมาก เหตุใดข้าจึงคิดไม่ได้กันนะ”
จินเฟิงเอื้อมมือไปบีบใบหน้าของถังเสียวเป่ยเบา ๆ
แม้ว่าถังเสียวเป่ยจะหมายปองชายหนุ่มมานานและชอบการแสดงออกแนบชิดของเขา แต่นางก็ยังเขินอายเล็กน้อยเมื่อการกระทำนี้เกิดขึ้นต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก
“บ้าจริง…”
ถังเสียวเป่ยบิดตัวไปมาและบีบแขนของจินเฟิงเบา ๆ ราวกับเด็กน้อย
“พวกเจ้าสองคนพอได้แล้ว นี่ต่อหน้าฝูงชนจำนวนมาก ช่วยระวังด้วย”
ชิ่งมู่หลานทนไม่ไหวอีกต่อไป
ถังเสียวเป่ยแลบลิ้นออกมาแล้วถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “แล้ว… แล้วท่านอาจารย์อนุญาตให้ข้าเข้าเมืองหลวงหรือไม่?”
“ไม่” จินเฟิงส่ายศีรษะ “ตอนนี้โจวเหวินเหยวียนกำลังมีความแค้นต่อพวกเรามาก หากเจ้าเข้าเมืองหลวงไป นั่นเท่ากับว่าต้องการที่จะยั่วยุเขาไม่ใช่เหรอ?”
“ก็จริงอย่างที่เจ้าว่า” ถังเสียวเป่ยพยักหน้า “แล้วท่านอาจารย์จะให้ผู้ใดไปแทนหรือ?”
“สิ่งนี้…”
จินเฟิงเกิดความลำบากใจขึ้นมาแล้ว
ไม่ว่าใครจะไปที่นั่น ตราบใดที่พวกเขาขายสบู่หอมในเมืองหลวงก็จะต้องตกเป็นเป้าของตระกูลโจวอย่างแน่นอน
ใครจะรับมือกับตระกูลโจวได้ล่ะ?
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ จินเฟิงก็หันไปมองชิ่งมู่หลานที่ยังคงทำหน้าบูดบึ้งเพราะมาเห็นฉากหวานโดยไม่ทันตั้งตัว

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์