ทะลุมิติเวลามาเป็นชายา นิยาย บท 90

มู่หรงฉีไม่รู้สึกง่วงนอนแต่อย่างใด เมื่อเขาเดินผ่านประตูห้องของแม่ทัพ เขาเห็นว่าแม่ทัพไม่ได้หลับและยังนอนอาบแสงจันทร์อยู่ในสนาม

เขาเดินไปนั่งด้านข้าง

แม่ทัพอวี๋ยิ้มและพูดว่า “กระกำลังคิดว่าจะไปคุยกับท่านอ๋องพรุ่งนี้อยู่พอดี พรุ่งนี้กระหม่อมอยากกลับไปที่ค่ายทหารขอรับ”

“ไม่” มู่หรงฉีปฏิเสธทันที “สภาพในค่ายทหารไม่ดีเท่าที่นี่”

“ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ในค่ายทหารหรอกขอรับ” แม่ทัพอวี๋ขมวดคิ้ว

หญิงสาวในจวนของท่านน่ะร้ายการเกินไป หรืออาจเรียกได้ว่าบ้าคลั่งด้วยซ้ำ แม้แต่คนป่วยใกล้ตายอย่างกระหม่อมยังไม่ละเว้น หากเป็นเช่นนี้ต่อไปอาจไม่รอดแน่

มู่หรงฉีเข้าใจความคิดของอีกฝ่าย “ไม่ต้องกังวล เรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก”

แม่ทัพอวี๋กัดฟัน “ไม่จำเป็นหรอกขอรับ ข้าได้ยินมาว่าหญิงสาวชื่อจือชิวเป็นที่โปรดปราน ท่านอ๋องเอาแต่สนใจนางเพียงผู้เดียวโดยไม่สนใจภรรยาทั้งสองคน ทำให้ใครบางคนกล้าทำเรื่องโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของตนเอง กระหม่อมคิดว่าวิธีการเช่นนี้แข็งแกร่งกว่ายิ่งกว่าหญิงสาวบนดอยในหนานจ้าวเสียอีก”

มู่หรงฉีเย้ยหยันในใจ แน่นอนว่าเขาไม่สามารถบอกแม่ทัพอวี๋ได้ว่าเขาพนันกับเหลิ่งชิงฮวนเอาไว้และจงใจแสดงให้นางดู ตลอดสองคืนที่ผ่านมา จือชิวคุกเข่าข้างเตียงเพื่อพัดให้เขาจนหัวเข่าแทบจะพังแล้ว

ทันใดนั้นเขาก็มองไปที่แม่ทัพอวี๋ “ตอนนั้นท่านไม่ได้หมดสติหรอกหรือ ท่านรู้อะไรมา”

จากนั้นแม่ทัพอวี๋ก็รู้ตัวว่าเขาพูดออกไปแล้วจึงยิ้มอย่างเขินอาย “เดา กระกม่อมเดาเอาขอรับ”

ดวงตานกฟีนิกซ์ของมู่หรงฉีหรี่ตาด้วยท่าทางที่อันตราย “เดางั้นหรือ ท่านแน่ใจหรือว่าไม่ต้องการบอกความจริง”

เนื้องด้วยการบังคับเช่นนั้น แม่ทัพอวี๋จึงทำได้เพียงบอกความจริง “ตอนที่พระชายาเอกมาหากระหม่อม นางเห็นจือชิวแบกพิณมาด้วย เมื่อรู้สึกว่าจุดประสงค์ของนางไม่ง่าย นางจึงเตือนและมอบยาล้างหัวใจให้กระหม่อมเม็ดหนึ่ง”

“หมายความว่าท่านไม่ได้หมดสติเลยอย่างนั้นหรือ”

แม่ทัพอวี๋โบกมืออย่างกระตือรือร้น “กระหม่อมสาบานได้ว่ากระหม่อมไม่ได้ลืมตาเลยตอนที่สาวน้อยผู้นั้นถอดเสื้อผ้าเพื่อยั่วยวนท่าน หากท่านต้องการตำหนิกระหม่อม กระหม่อมยอมตายดีกว่ายอมจำนน”

“เป็นเหลิ่งชิงหลางที่ควบคุมเรื่องราวอยู่เบื้องหลังจริงหรือ”

“เป็นไปได้มากขอรับ เพียงแค่อม่จ้าวคงมิอาจทำได้ นางคงจะรู้เห็นเป็นใจให้ทหารยามที่นี่ฟังคำสั่งของนาง”

มู่หรงฉีไม่ตอบ ดวงตาของเขาเป็นประกาย “เหล่าอวี๋ ข้าขอถามอะไรท่านหน่อยสิ”

“อะไรหรือ”

“ท่านเคยมีประสบการณ์แบบนี้หรือไม่ ท่านจะคิดถึงบางสิ่งราวกับเป็นอาหารบางอย่างซึ่งเติมเต็มความทรงจำทั้งหมด เมื่อท่านได้มันมาหลังจากพยายามอย่างหนัก ท่านกลับไม่ได้กินมัน แต่ทันใดนั้นก็หมดความอยากอาหารและความปรารถนาที่จะลิ้มรส

นอกจากนั้นท่านยังพบว่าอาหารชนิดเดียวกันที่วันปกติท่านเกลียดมาก ได้กลิ่นยังรู้สึกอาเจียนในตอนแรก ทว่าต่อมาท่านกลับรู้สึกว่ากลิ่นนั้นไม่ได้น่ารำคาญอีกต่อไป กลับคิดถึงมันด้วยซ้ำและอยากชิมรสดูสักนิด

การคิดแบบนี้มันขัดแย้งและแปลกมากไม่ใช่ หรือมันบ่งบอกว่าข้าเป็นคนชอบของใหม่เกลียดของเก่า?”

แม่ทัพอวี๋ตะคอกเบา ๆ “นี่มันคำถามอะไรกันขอรับมีเพียงคนที่ไม่เคยเห็นโลกมาก่อนเท่านั้นที่จะถามคำถามไร้เดียงสาเช่นนี้”

เมื่อมู่หรงฉีได้ยินเขาหยอกล้อ หูของเขารู้สึกร้อนเล็กน้อย “ข้าพูดถึงเรื่องอาหาร”

“เอาล่ะ เรามาพูดถึงเรื่องอาหารกันขอรับ อาหารรสเลิศที่ท่านพูดถึงนั้นเหมือนกับของว่างที่ทำโดยพ่อครัวในวัง พวกมันดูสวยงามและน่าดึงดูดใจ มีรสชาติทั้งหวานและเลี่ยน ท่านไม่ได้ชอบสิ่งนั้นหรอกแต่ถูกดึงดูดด้วยรูปลักษณ์ของมันเสียมากกว่า”

พูดมีเหตุผล...

“หากข้าเคยกินมาก่อนแล้วคิดว่ามันอร่อยเล่า”

“ท่านอ๋อง ท่านเคยได้ยินเรื่องราวของซุปไข่มุกมรกตหยกขาวหรือไม่”

มู่หรงฉีส่ายหัว “ไม่เคย”

“ว่ากันว่ามีจักรพรรดิองค์หนึ่งซึ่งตกทุกข์ได้ ในขณะที่เขารู้สึกโหยหิวเป็นอย่างมากนั้น ขอทานคนหนึ่งได้ยื่นชามข้าวที่เขานั่งขอทานมาด้วยตนเอง นั่นคือข้าว ผักและเต้าหู้ผสมเข้าด้วยกัน

จักรพรรดิองค์นั้นกินเข้าไปโดยคิดว่ามันอร่อยมากจึงถามขอทานว่าเป็นอาหารประเภทใด ขอทานจึงตอบไปอย่างส่งเดชว่าซุปไข่มุกมรกตหยกขาว

เขาจดจำไว้ในใจและเอาแต่คิดถึงเรื่องนี้หลังจากกลับมาที่พระราชวัง ดังนั้นเขาจึงสั่งให้คนในห้องอาหารของจักรพรรดิปรุงมันขึ้นมาอีกครั้งโดยเฉพาะ ทว่ากลายเป็นอาหารที่กินไม่ลง นี่แหละที่เรียกว่ากินแกลบยังหวานเหมือนน้ำผึ้งเวลาหิว อาจเป็นเรื่องบังเอิญที่ท่านอ๋องคิดถึงสิ่งนั้นโดยไม่เคยลืม”

มู่หรงฉีเงียบ นึกถึงกลิ่นที่หอมหวานผิดปกติในคืนนั้นเช่นเดียวกับความปรารถนาอันแรงกล้า

เครื่องบินมนุษย์... เมื่อไรจะได้สัมผัสมันอีกครั้งนะ

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติเวลามาเป็นชายา