“ระหว่างเรา มิต้องเอ่ยคำขอบคุณ” เยี่ยนสวินเลิกคิ้วพลางวางชามลงด้านข้าง แต่ก็ไม่ได้ขยับตัวออกห่าง
เมื่อมู่เหยาตระหนักถึงระยะห่างที่ใกล้ชิดนี้ นางจึงเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา แต่แล้วก็ต้องชะงักงันเมื่อเห็นแววตากังวลและหวาดหวั่นของชายหนุ่ม
เขา...กำลังหวาดหวั่นสิ่งใดกัน?
หวาดหวั่นที่มาช่วยนางไม่ทันการณ์อย่างนั้นหรือ? “ข้านึกว่ามีชิงอิ่งและชิงอู้อยู่ จะไม่มีผู้ใดทำร้ายเจ้าได้อีก เป็นความผิดของข้าเอง”
น้ำเสียงที่แฝงไปด้วยการตำหนิตัวเองของเยี่ยนสวินทำให้หัวใจของมู่เหยาเต้นระรัวอย่างรุนแรง นางกุมผ้าห่มไว้แน่นด้วยความรู้สึกกระสับกระส่าย
“หาใช่เช่นนั้นไม่ เป็นข้าเองที่คิดว่าจะไม่เกิดเรื่องอันใดขึ้น วันนี้จึงไม่ได้พานางทั้งสองมาด้วย”
มู่เหยาคาดไม่ถึงเลยว่า ภายใต้ฝ่าพระบาท ในเมืองหลวงแห่งนี้ จะมีคนกล้าลงมือลอบสังหารกันกลางถนนเช่นนี้!
คิดดูแล้ว หัวขโมยในตอนนั้นก็คงเป็นคนที่พวกเขาจัดฉากขึ้นมา เพื่อล่อให้หนิงจู๋ออกไป จากนั้นนางก็จะเหลือตัวคนเดียว ง่ายต่อการลงมือฉุดคร่าไปใช่หรือไม่?
ส่วนเรื่องแผนที่ที่คนผู้นั้นเอ่ยถึงเล่า?
แผนที่อันใดกัน?
แววตาของมู่เหยาเต็มไปด้วยความสงสัย
“คืนนี้เจ้าพักผ่อนให้ดี พรุ่งนี้ข้าจะให้ท่านแม่หาเหตุผลเพื่อส่งเจ้ากลับจวนโหว”
เยี่ยนสวินกล่าวพลางลุกขึ้นไปจุดกำยานไผ่จนมีควันหอมกรุ่น แล้วจึงกลับมานั่งข้างเตียง
เขายกมือขึ้นลูบศีรษะของนางอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะหันหลังจากไป
การกระทำที่แสนสนิทสนมนี้ทำให้มู่เหยาต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะดึงสติกลับมาได้ สายตาของนางเหม่อมองไปยังกระถางกำยานที่กำลังมีควันสีเขียวจาง ๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่ข้างกาย และแล้วนางก็ผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว
ในขณะเดียวกัน ณ คุกใต้ดินของจวนฉู่อ๋อง
ฉางชิงล้างแผ่นป้ายไม้เปื้อนเลือดในน้ำจนสะอาด ก่อนจะยื่นให้กับบุรุษที่เดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า
“สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า?”
เยี่ยนสวินมองดูอักษรที่สลักอยู่ด้านหลังแผ่นป้ายไม้ ดวงตาเรียวยาวหรี่ลงเล็กน้อย เผยให้เห็นถึงประกายอันตราย
“ท่านอ๋อง คนผู้นี้อาจจะไม่ใช่คนของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าก็ได้ขอรับ”
ความหมายในคำพูดของฉางชิง เยี่ยนสวินย่อมเข้าใจดี
เขาหัวเราะเยาะ พลางโยนแผ่นป้ายไม้ในมือทิ้งไปข้างกายศพของชายถือดาบยาวอย่างไม่ใส่ใจ “จะเป็นคนของที่นั่นหรือไม่ใช่ก็ตาม ในเมื่อพวกเขากล้าทิ้งสิ่งนี้ไว้ ข้าก็ไม่เกี่ยงที่จะลองตรวจสอบดู มีอะไรก็ขุดคุ้ยออกมาให้หมด”
การลอบสังหารเช่นนี้ ย่อมไม่ทิ้งร่องรอยใด ๆ ไว้
หากมี ก็แสดงว่าเป็นการจงใจทิ้งไว้
เยี่ยนสวินเคยผ่านสมรภูมิรบมาหลายปี ย่อมเข้าใจในเล่ห์เหลี่ยมเหล่านี้เป็นอย่างดี
“ในเมืองหลวงมีสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอยู่หลายสิบแห่ง ท่านอ๋องจะให้ตรวจสอบทีละแห่งเลยหรือขอรับ?”
ฉางชิงรู้สึกปวดหัวเล็กน้อย สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเหล่านั้นไม่ใช่สถานที่ที่สืบสวนได้ง่าย ภายในนั้นมีผู้คนหลากหลายปะปนกัน บางทีอาจมีเรื่องราวลับลมคมในซ่อนอยู่
หากพัวพันไปถึงขุนนางในราชสำนักเข้า ก็จะยิ่งกลายเป็นเรื่องยุ่งเหยิงเข้าไปใหญ่!
ถึงกระนั้น ก็ยังมีขุนนางเก่าอีกหลายคนที่ไม่พอใจอยู่เงียบ ๆ พูดจาว่าร้ายกับภรรยาที่บ้าน
คำพูดเหล่านั้นล่วงรู้ไปถึงหูของฮ่องเต้เข้าจนได้ จึงถูกลงโทษให้ไปคัดลอกตำราพร้อมกับใต้เท้าลู่!
“ช่วงสองสามวันนี้ ตำราที่กองพิธีการคงมีไม่พอให้คัดลอกกระมัง”
ฮูหยินเฒ่าเซียวเลิกคิ้วเยาะเย้ย อารมณ์ดีจนทานซาลาเปาเพิ่มไปอีกลูก
เมื่อเห็นมู่เหยาดื่มโจ๊กเพียงเล็กน้อยก็ขมวดคิ้วไม่พอใจ “ดื่มเพิ่มอีกครึ่งถ้วยเถิด!”
มู่เหยาที่ถูกคะยั้นคะยอให้ทานซาลาเปาไส้เนื้อไปแล้วถึงสามลูก มองโจ๊กอีกครึ่งถ้วยที่ถูกเติมให้ ก็เผลอลูบท้องโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้น เยี่ยนสวินที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ยกยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบถ้วยโจ๊กมาดื่มเสียเอง “ลูกชอบดื่ม ท่านแม่ใยเอาแต่เอ็นดูมู่เหยา ไม่เอ็นดูลูกแล้วหรือขอรับ?”
ฮูหยินเฒ่าเซียวเห็นเขาฉวยถ้วยโจ๊กไปดื่มจนหมดสิ้น ก็ขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจ
“หากวันข้างหน้าเจ้าเด็กนี่รังแกเจ้า ก็มาฟ้องแม่ได้ทุกเมื่อ”
มู่เหยารู้ว่าเยี่ยนสวินจงใจช่วยนางแก้สถานการณ์ จึงมองเขาด้วยความขอบคุณ
“เจ้าค่ะ”
นางยิ้มพลางขานรับคำของฮูหยินเฒ่าเซียว รอจนกระทั่งทานอาหารเช้าเสร็จและฮูหยินเฒ่าเซียวจากไปแล้ว จึงได้เอ่ยปากถามเยี่ยนสวินถึงเรื่องเมื่อคืน
“ฉางชิงทำงานรวดเร็วมาก เมื่อคืนก็สืบมาได้เกือบหมดแล้ว ป้ายไม้นั่นเป็นป้ายประจำตัวของเด็กในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่งนอกเมือง ข้ากำลังคิดหาข้ออ้างที่จะไปดูอยู่พอดี”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...