เข้าสู่ระบบผ่าน

ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง นิยาย บท 103

สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า…

มู่เหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็คิดวิธีที่ดีออก “ท่านตาของข้ากำลังจะมาพำนักระยะยาวที่เมืองหลวง ข้าเองก็กำลังจะคัดเลือกบ่าวไพร่พอดี มิสู้ท่านอ๋องไปเป็นเพื่อนข้าที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหน่อยดีหรือไม่เจ้าคะ?”

นางกะพริบตา แววตาที่ส่องประกายนั้นทำให้เยี่ยนสวินใจลอยไปชั่วขณะ

“ท่านอ๋อง?”

เมื่อเห็นเขานิ่งเงียบไปนาน มู่เหยาจึงขยับเข้าไปใกล้แล้วเอ่ยถาม

เยี่ยนสวินได้สติ สายตาเลื่อนลงต่ำโดยไม่รู้ตัว จากดวงตาคู่หวานค่อย ๆ เคลื่อนมาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากของนาง

สัมผัสในวันนั้นยังคงก้องอยู่ในห้วงคำนึง เขารู้สึกผิดในใจจนต้องเบือนหน้าหนีทันควัน “เป็นความคิดที่ดีมาก เช่นนั้นข้าจะไปสั่งให้คนเตรียมรถม้าก่อน”

ตอนนี้พวกเขาเป็นคู่หมั้นกันแล้ว ต่อให้ไปเลือกบ่าวไพร่ด้วยกันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังอยากให้คนทั้งเมืองหลวงได้เห็นอย่างชัดเจนว่า บัดนี้จวนจงซู่โหวได้รับการคุ้มครองจากจวนฉู่อ๋องของเขาแล้ว!

อย่าได้มีผู้ใดคิดจะมารังแกมู่เหยาได้อีกเป็นอันขาด!

มู่เหยามองตามแผ่นหลังของเยี่ยนสวินที่เพิ่งจากไปอย่างงุนงง นางหันไปถามชิงอิ่งโดยสัญชาตญาณ “บนใบหน้าข้ามีอะไรติดอยู่หรือ?”

ชิงอิ่งกลั้นยิ้มพลางส่ายหน้า

มู่เหยายิ่งสงสัยหนักขึ้น “แล้วเหตุใดท่านอ๋องของพวกเจ้าถึงได้รีบวิ่งหนีไปเช่นนั้นเล่า?”

ชิงอิ่งกลั้นหัวเราะจนใบหน้าแดงก่ำ รีบหันไปหยิบเสื้อคลุมตัวนอก “คุณหนูสวมเสื้อคลุมเถิดเจ้าค่ะ บ่าวจะพาท่านกลับไปยังจวนจงซู่โหวเสียก่อน พวกเราไปรอท่านอ๋องที่หน้าจวนก็พอเจ้าค่ะ”

เมื่อเช้าตรู่วันนี้ ชิงอิ่งเพิ่งจะแบกหนิงจู๋กลับไปพักรักษาตัวที่จวนสกุลมู่

ทำเอาลุงหวังตกใจ คว้าตัวชิงอิ่งไว้แล้วสอบถามอาการของมู่เหยาอย่างร้อนรน พอได้ยินว่านางไม่เป็นอะไรแล้ว จึงยอมปล่อยมือให้ชิงอิ่งกลับมาได้

“ได้”

หลังจากมู่เหยาห่อหุ้มร่างกายจนมิดชิดแล้ว จึงให้ชิงอิ่งแบกนางขึ้นหลัง

นางรู้สึกได้เพียงสายลมที่พัดผ่านอยู่ข้างหู ชั่วพริบตาก็กลับมายืนอยู่บนพื้นดินแล้ว

“คุณหนู!”

เสียงของหนิงจู๋ดังขึ้นอย่างร้อนรน มู่เหยาดึงหมวกคลุมศีรษะลง ก็เห็นเด็กสาวกำลังวิ่งตรงมาหานางอย่างกระหืดกระหอบ “ช้าหน่อย ระวังแผลที่มือด้วย!”

หนิงจู๋ขอบตาแดงก่ำ มองสำรวจมู่เหยาอย่างละเอียดถี่ถ้วน เมื่อแน่ใจแล้วว่านางไม่เป็นอะไรจึงค่อยวางใจลงได้

“คุณหนู ดีเหลือเกิน ดีเหลือเกินที่คุณหนูไม่เป็นอะไร... ล้วนเป็นความผิดของบ่าวเอง เป็นบ่าวที่ถ่วงรั้งท่านเอาไว้” หนิงจู๋กล่าวเสียงสะอื้น หยาดน้ำตายิ่งไหลรินไม่ขาดสาย

มู่เหยาหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับคราบน้ำตาบนใบหน้าของนาง “เจ้าไม่ได้ถ่วงรั้งข้าเลย หากมิใช่เพราะเจ้า ป่านนี้ข้าคงยังตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกโจรนั่นอยู่”

หลังจากปลอบโยนหนิงจู๋อยู่ครู่หนึ่ง ลุงหวังก็เดินเข้ามาอย่างรวดเร็วพร้อมกับแจ้งว่ารถม้าจากจวนฉู่อ๋องมาถึงแล้ว

น้ำตาของเด็กหญิงเอ่อคลอขึ้นมาในทันที นางก้าวไปข้างหน้าอย่างตื่นตระหนกพร้อมกับดึงแขนเสื้อของหญิงชรา “ท่านป้าหวัง อย่าทิ้งข้าไปเลยนะเจ้าคะ”

แม่ชีหวังโกรธจนแทบคลั่ง แต่ยังคงฝืนยิ้มจนใบหน้าบิดเบี้ยว “ช่างเถอะ ๆ เจ้าเข้ามาข้างในก่อนแล้วกัน”

เมื่อเห็นนางกระชากเด็กหญิงไปไว้ข้างหลังอย่างหยาบคาย แล้วผลักไสไปให้แม่ชีคนอื่นที่อยู่ด้านข้าง มู่เหยาก็แอบสบตากับเยี่ยนสวินอย่างมีความนัย

“คุณชายคุณหนูทั้งสอง มาเพื่อเลือกบ่าวรับใช้ หรือมาบริจาคเงินการกุศลหรือเจ้าคะ?”

แม่ชีหวังเอ่ยพลางยกมือขึ้นถูไถอย่างประจบประแจง สายตาก็ลอบสำรวจเครื่องแต่งกายของคนทั้งสอง

ในใจคิดว่าวันนี้คงจะได้เงินก้อนโตอีกแล้ว

มู่เหยาส่งยิ้มบาง ๆ ให้หญิงชรา พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนให้รู้สึกว่าจัดการได้ไม่ยาก “ทั้งสองอย่าง”

“เพียงแต่ ไม่ทราบว่าพวกเราจะเข้าไปเลือกด้วยตนเองได้หรือไม่?”

เมื่อแม่ชีหวังได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มที่มุมปากก็จางหายไปเล็กน้อย ขณะที่นางกำลังลังเลว่าจะให้คนทั้งสองเข้าไปดีหรือไม่ ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าเย็นชาก็โยนถุงเงินถุงหนึ่งมาให้

“ตอนนี้เข้าไปได้หรือยัง”

เยี่ยนสวินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย พยายามทำตัวให้ดูเหมือนคนโง่ที่ร่ำรวย

แม่ชีหวังหยิบถุงเงินขึ้นมาเปิดดู เมื่อเห็นแท่งเงินขาววับวาวอยู่ข้างใน ก็พลันยิ้มจนปากแทบฉีก

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง