เข้าสู่ระบบผ่าน

ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง นิยาย บท 128

“ที่แท้หวังฮูหยินก็รู้จักหวาดกลัวเป็นด้วยหรือ ข้านึกว่า ในเมื่อฮูหยินกล้ากุเรื่องให้ร้ายจวนจงซู่โหวของข้าต่อหน้าธารกำนัล ก็คงไม่เห็นจวนโหวของข้าอยู่ในสายตาเสียแล้ว”

หวังฮูหยินตกใจ

มู่เหยานั่งหลังตรง แววตาเย็นเยียบจนน่าหวาดหวั่น

เพียงประโยคเดียวก็ทำให้ใบหน้าของหวังฮูหยินซีดเผือดไร้สีเลือด

แม่นมฉีคือคนที่ได้สติก่อน นางรีบรุดออกมาจากด้านหลังของหวังฮูหยินแล้วคุกเข่าลงเบื้องหน้า แล้วกล่าวขออภัยอย่างหวาดหวั่น

“ขอจวิ้นจู่โปรดอภัยด้วยเพคะ ฮูหยินของบ่าวไม่ได้ตั้งใจจะกุเรื่องให้ร้ายจวนโหว...”

มู่เหยาพูดตัดบทนาง พลางหัวเราะเย็นชา “ทำไมกัน หรือเจ้าจะบอกว่าฮูหยินของเจ้าถูกบังคับให้ปั้นสีหน้าท่าทาง เล่าเรื่องที่น่ารังเกียจเหล่านั้นต่อหน้าเหล่าฮูหยินอย่างนั้นรึ?”

ความหมายที่แฝงอยู่นั้นชัดเจนอย่างยิ่ง

หัวใจของหวังฮูหยินหล่นวูบ นางก้มหน้าหลบสายตาที่อีกฝ่ายมองมา

ความลำพองใจก่อนหน้านี้ มลายหายไปสิ้น

แม่นมฉีนั่งคุกเข่าสั่นเทาอยู่กับพื้น นึกหาข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดมิได้

ภายในห้องโถงเงียบสงัด มีเพียงเสียงฝาถ้วยชาในมือของมู่เหยาที่กระทบกับถ้วยเบา ๆ เท่านั้น

เนิ่นนานผ่านไป หวังฮูหยินจึงเงยหน้าขึ้นพร้อมกับยิ้มประจบประแจง

“จวิ้นจู่เป็นผู้มีจิตใจกว้างขวาง ย่อมต้องอภัยให้ความผิดโดยไม่เจตนาของข้าได้...”

มู่เหยายังคงนิ่งเงียบไม่เอ่ยคำใด นางไม่แม้แต่จะชายตามองด้วยซ้ำ

ปฏิกิริยาเช่นนี้ทำให้หวังฮูหยินถึงกับเหงื่อตก พลางคิดหาหนทางแก้ไขสถานการณ์อย่างบ้าคลั่ง

“หวังฮูหยิน เดิมทีข้าคิดว่าในเมื่อวันนี้ท่านยอมลดทิฐิมาเข้าพบ หากท่านวางตัวดี ไม่จงใจหยิบยกเรื่องเหล่านั้นมาพูดกระทบกระเทียบข้า ข้าก็อาจจะยอมทำตามที่ใต้เท้าหวังเขียนไว้ในเทียบเชิญ พาท่านไปจวนแม่ทัพสักครั้ง”

“แต่ในเมื่อท่านดึงดันจะยกเรื่องนี้ขึ้นมาให้ข้าระคายหูระคายใจ เช่นนั้นแล้ว เรื่องบางเรื่องก็คงไม่จำเป็นต้องดำเนินต่อไป”

มู่เหยาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน มือปัดชายกระโปรงเบา ๆ ก่อนจะหันหลังไปด้วยใบหน้าเย็นชา

เมื่อเห็นดังนั้น มีหรือที่หวังฮูหยินจะยอม นางไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไป

ตรงเข้าไปขวางคนไว้ทันที

“จวิ้นจู่ วันนี้เป็นความผิดของข้าเองที่ปากพล่อยจนทำให้จวิ้นจู่ขุ่นเคืองใจ ต่อไปภายหน้าหากจวิ้นจู่มีเรื่องใดให้ข้ารับใช้ ข้ายินดีจะทำให้สุดความสามารถ”

หากนางถูกมู่เหยาไล่ออกไปเช่นนี้ จะเอาหน้าไปพบสามีได้อย่างไร!

หากสามีโกรธขึ้นมา แล้วหันไปค้างคืนที่ห้องของพวกชั้นต่ำในเรือนหลังเหล่านั้น แล้วนางจะยังมีหน้ามีตาอยู่อีกหรือ!

แววตาของมู่เหยาเป็นประกาย มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยก่อนจะกลับเป็นปกติอย่างรวดเร็ว จนคนตรงหน้าไม่ทันได้สังเกต

“หากให้รับเลี้ยงในนามของข้า เช่นนั้นพวกเขาก็มิต้องย้ายเข้ามาอยู่ในตระกูลหวังหรอกหรือ แต่ที่ตระกูลหวังข้าช่าง...”

ยังมิทันที่นางจะกล่าวจบ มู่เหยาก็ล่วงรู้ความนัยของนาง จึงเอ่ยขึ้นว่า “ข้าให้คนไปปรับปรุงสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้พวกเขาก็จะยังอาศัยอยู่ที่นั่น หวังฮูหยินมิต้องกังวล”

เมื่อเห็นว่นางจัดการทุกอย่างไว้พร้อมสรรพ ต่อให้หวังฮูหยินต้องการปฏิเสธก็หาข้ออ้างใดไม่ได้อีก

จึงทำได้เพียงรับปากตกลง

มู่เหยาจึงพานางไปยังจวนแม่ทัพทันที เมื่อได้ยินว่าหวังฮูหยินรับอุปการะเด็ก ๆ ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าจนถึงวัยปักปิ่น

ใบหน้าที่แต่เดิมเรียบเฉยของฮูหยินใหญ่เจียงก็ดูอ่อนโยนลง

ตอนที่เดินไปส่งหวังฮูหยินถึงหน้าประตูจวน ก็ยังยืนพูดคุยอยู่เป็นนานสองนาน ราวกับว่าทั้งสองตระกูลนั้นสนิทสนมกัน

พอลับร่างของหวังฮูหยินไปแล้ว ฮูหยินใหญ่เจียงก็ถึงกับกลอกตา พลางนวดคลึงใบหน้าที่ยิ้มจนแข็งเกร็งของตน แล้วรีบเดินกลับเข้าห้องโถง

“เจ้าเด็กคนนี้นี่ ในใจเจ้ามีแผนอันใดกัน เหตุใดจึงยังปล่อยให้นางได้ชื่อเสียงดีงามเช่นนี้ไปได้?”

มู่เหยาแย้มยิ้มพลางดึงนางให้นั่งลง แล้วรินชาส่งให้

“ท่านน้าคิดว่านี่เป็นชื่อเสียงที่ดีจริง ๆ หรือเจ้าคะ?”

ฮูหยินใหญ่เจียงกระดกชาอึกใหญ่ ในแววตามีแต่ความงุนงงสงสัย “หรือว่ามิใช่กัน?”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง