“ที่แท้หวังฮูหยินก็รู้จักหวาดกลัวเป็นด้วยหรือ ข้านึกว่า ในเมื่อฮูหยินกล้ากุเรื่องให้ร้ายจวนจงซู่โหวของข้าต่อหน้าธารกำนัล ก็คงไม่เห็นจวนโหวของข้าอยู่ในสายตาเสียแล้ว”
หวังฮูหยินตกใจ
มู่เหยานั่งหลังตรง แววตาเย็นเยียบจนน่าหวาดหวั่น
เพียงประโยคเดียวก็ทำให้ใบหน้าของหวังฮูหยินซีดเผือดไร้สีเลือด
แม่นมฉีคือคนที่ได้สติก่อน นางรีบรุดออกมาจากด้านหลังของหวังฮูหยินแล้วคุกเข่าลงเบื้องหน้า แล้วกล่าวขออภัยอย่างหวาดหวั่น
“ขอจวิ้นจู่โปรดอภัยด้วยเพคะ ฮูหยินของบ่าวไม่ได้ตั้งใจจะกุเรื่องให้ร้ายจวนโหว...”
มู่เหยาพูดตัดบทนาง พลางหัวเราะเย็นชา “ทำไมกัน หรือเจ้าจะบอกว่าฮูหยินของเจ้าถูกบังคับให้ปั้นสีหน้าท่าทาง เล่าเรื่องที่น่ารังเกียจเหล่านั้นต่อหน้าเหล่าฮูหยินอย่างนั้นรึ?”
ความหมายที่แฝงอยู่นั้นชัดเจนอย่างยิ่ง
หัวใจของหวังฮูหยินหล่นวูบ นางก้มหน้าหลบสายตาที่อีกฝ่ายมองมา
ความลำพองใจก่อนหน้านี้ มลายหายไปสิ้น
แม่นมฉีนั่งคุกเข่าสั่นเทาอยู่กับพื้น นึกหาข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดมิได้
ภายในห้องโถงเงียบสงัด มีเพียงเสียงฝาถ้วยชาในมือของมู่เหยาที่กระทบกับถ้วยเบา ๆ เท่านั้น
เนิ่นนานผ่านไป หวังฮูหยินจึงเงยหน้าขึ้นพร้อมกับยิ้มประจบประแจง
“จวิ้นจู่เป็นผู้มีจิตใจกว้างขวาง ย่อมต้องอภัยให้ความผิดโดยไม่เจตนาของข้าได้...”
มู่เหยายังคงนิ่งเงียบไม่เอ่ยคำใด นางไม่แม้แต่จะชายตามองด้วยซ้ำ
ปฏิกิริยาเช่นนี้ทำให้หวังฮูหยินถึงกับเหงื่อตก พลางคิดหาหนทางแก้ไขสถานการณ์อย่างบ้าคลั่ง
“หวังฮูหยิน เดิมทีข้าคิดว่าในเมื่อวันนี้ท่านยอมลดทิฐิมาเข้าพบ หากท่านวางตัวดี ไม่จงใจหยิบยกเรื่องเหล่านั้นมาพูดกระทบกระเทียบข้า ข้าก็อาจจะยอมทำตามที่ใต้เท้าหวังเขียนไว้ในเทียบเชิญ พาท่านไปจวนแม่ทัพสักครั้ง”
“แต่ในเมื่อท่านดึงดันจะยกเรื่องนี้ขึ้นมาให้ข้าระคายหูระคายใจ เช่นนั้นแล้ว เรื่องบางเรื่องก็คงไม่จำเป็นต้องดำเนินต่อไป”
มู่เหยาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน มือปัดชายกระโปรงเบา ๆ ก่อนจะหันหลังไปด้วยใบหน้าเย็นชา
เมื่อเห็นดังนั้น มีหรือที่หวังฮูหยินจะยอม นางไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไป
ตรงเข้าไปขวางคนไว้ทันที
“จวิ้นจู่ วันนี้เป็นความผิดของข้าเองที่ปากพล่อยจนทำให้จวิ้นจู่ขุ่นเคืองใจ ต่อไปภายหน้าหากจวิ้นจู่มีเรื่องใดให้ข้ารับใช้ ข้ายินดีจะทำให้สุดความสามารถ”
หากนางถูกมู่เหยาไล่ออกไปเช่นนี้ จะเอาหน้าไปพบสามีได้อย่างไร!
หากสามีโกรธขึ้นมา แล้วหันไปค้างคืนที่ห้องของพวกชั้นต่ำในเรือนหลังเหล่านั้น แล้วนางจะยังมีหน้ามีตาอยู่อีกหรือ!
แววตาของมู่เหยาเป็นประกาย มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยก่อนจะกลับเป็นปกติอย่างรวดเร็ว จนคนตรงหน้าไม่ทันได้สังเกต
“หากให้รับเลี้ยงในนามของข้า เช่นนั้นพวกเขาก็มิต้องย้ายเข้ามาอยู่ในตระกูลหวังหรอกหรือ แต่ที่ตระกูลหวังข้าช่าง...”
ยังมิทันที่นางจะกล่าวจบ มู่เหยาก็ล่วงรู้ความนัยของนาง จึงเอ่ยขึ้นว่า “ข้าให้คนไปปรับปรุงสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้พวกเขาก็จะยังอาศัยอยู่ที่นั่น หวังฮูหยินมิต้องกังวล”
เมื่อเห็นว่นางจัดการทุกอย่างไว้พร้อมสรรพ ต่อให้หวังฮูหยินต้องการปฏิเสธก็หาข้ออ้างใดไม่ได้อีก
จึงทำได้เพียงรับปากตกลง
มู่เหยาจึงพานางไปยังจวนแม่ทัพทันที เมื่อได้ยินว่าหวังฮูหยินรับอุปการะเด็ก ๆ ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าจนถึงวัยปักปิ่น
ใบหน้าที่แต่เดิมเรียบเฉยของฮูหยินใหญ่เจียงก็ดูอ่อนโยนลง
ตอนที่เดินไปส่งหวังฮูหยินถึงหน้าประตูจวน ก็ยังยืนพูดคุยอยู่เป็นนานสองนาน ราวกับว่าทั้งสองตระกูลนั้นสนิทสนมกัน
พอลับร่างของหวังฮูหยินไปแล้ว ฮูหยินใหญ่เจียงก็ถึงกับกลอกตา พลางนวดคลึงใบหน้าที่ยิ้มจนแข็งเกร็งของตน แล้วรีบเดินกลับเข้าห้องโถง
“เจ้าเด็กคนนี้นี่ ในใจเจ้ามีแผนอันใดกัน เหตุใดจึงยังปล่อยให้นางได้ชื่อเสียงดีงามเช่นนี้ไปได้?”
มู่เหยาแย้มยิ้มพลางดึงนางให้นั่งลง แล้วรินชาส่งให้
“ท่านน้าคิดว่านี่เป็นชื่อเสียงที่ดีจริง ๆ หรือเจ้าคะ?”
ฮูหยินใหญ่เจียงกระดกชาอึกใหญ่ ในแววตามีแต่ความงุนงงสงสัย “หรือว่ามิใช่กัน?”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...