“เจ้าคิดว่าเรื่องของตระกูลจางเป็นเพียงอุบัติเหตุหรือ? หากนางไม่ได้คำนวณไว้ล่วงหน้า พิษจะกำเริบขึ้นกลางงานเลี้ยงพอดีได้อย่างไร?”
“เจ้าคิดว่าใครต่อใครจะโง่เขลาเหมือนเจ้าไปเสียหมดหรือ!”
หวังฮูหยินหวนรำลึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด ร่างกายก็แทบทรุด
แม่นมฉีรีบเข้าไปประคองไว้ได้ทัน นางจึงไม่ถึงกับล้มลงไปกองกับพื้น
ใต้เท้าหวังเห็นท่าทางของนางเช่นนั้นก็ยิ่งโกรธ กัดฟันแน่น แววตาฉายแววอำมหิต “หากไม่มีเรื่องรับเลี้ยงเด็กนี้ ตำแหน่งเจ้ากรมพิธีการก็ต้องเป็นของข้า...”
“แม่นางตระกูลมู่ช่างใจคอโหดเหี้ยมยิ่งนักตระกูลหวังของข้าไปทำอะไรให้นางขุ่นเคือง นางถึงได้คิดคำนวณเล่นงานกันถึงเพียงนี้ ข้าไม่ปล่อยนางไว้แน่!”
หวังฮูหยินที่เพิ่งได้สติ เมื่อได้ยินคำพูดนี้ก็กำแขนเสื้อของแม่นมฉีไว้แน่นด้วยความร้อนตัวอย่างเห็นได้ชัด
สีหน้าของแม่นมฉีก็ซีดเผือดลงเช่นกัน
ปฏิกิริยาของนายบ่าวทั้งสองตกอยู่ในสายตาของใต้เท้าหวัง ยิ่งทำให้เขาสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง
“ทำไมเจ้าต้องทำท่าทางเช่นนี้ หรือว่าเจ้าเคยไปล่วงเกินแม่นางตระกูลมู่เข้า?”
หวังฮูหยินส่ายหน้าอย่างลนลาน เอ่ยตอบอย่างตะกุกตะกัก “ข้า ข้าเปล่า ข้าเปล่าจริง ๆ เจ้าค่ะ”
อยู่ร่วมเรียงเคียงหมอนกันมาหลายสิบปี มีหรือที่ใต้เท้าหวังจะไม่เข้าใจว่าท่าทีของนางในยามนี้หมายความว่ากระไร
เขาก้าวเข้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ใบหน้าดุดัน มือบีบไหล่ของนางไว้แน่น “พูดมา!”
หวังฮูหยินตกใจจนหน้าซีดเผือด ได้แต่ส่ายหน้าหลั่งน้ำตาทั้งที่ไม่กล้าเอ่ยคำใด
เมื่อเห็นว่าเค้นถามจากนางไม่ได้ความ สายตาของใต้เท้าหวังจึงค่อย ๆ เลื่อนไปจับจ้องที่แม่นมฉี “แม่นมฉี เจ้าอยู่กับนางมาตั้งแต่เล็ก เจ้าพูดมา! หากเจ้าไม่ยอมพูด วันหน้าก็ไม่ต้องอยู่ข้างกายฮูหยินอีกต่อไป”
ร่างของแม่นมฉีสั่นสะท้าน นางรู้ดีว่าวาจานี้หมายความว่าอย่างไร
ความหวาดกลัวอย่างสุดขีดเข้าครอบงำทั่วร่าง ทำให้นางทรุดกายลงคุกเข่ากับพื้นทันที
“เมื่อครั้งที่จวิ้นจู่ตระกูลมู่ถอนหมั้นกับตระกูลลู่ ในงานเลี้ยงของเหล่าฮูหยินในเมืองหลวงครั้งหนึ่ง ฮูหยินเคยกล่าววาจาให้ร้ายนางอยู่หลายคำ ไม่ทราบว่าเหตุใดจึงแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง ทั้งยังเป็นเรื่องที่เสื่อมเสียจนมิอาจรับฟังได้เจ้าค่ะ...”
ใต้เท้าหวังหลับตาลง ชั่วขณะหนึ่งเขานึกถึงข่าวลือในเมืองหลวงที่เคยได้ยินมาบ้าง
เขาเพียงคิดว่าเป็นเรื่องที่เหล่าสตรีผู้ไร้การศึกษาพูดจาเหลวไหลกันไปเอง ไม่นึกเลยว่าต้นตอจะมาจากปากของภรรยาตน!
มิน่าเล่า มิน่าเล่าแม่นางตระกูลมู่ถึงได้วางแผนเช่นนี้ในวันนี้
นี่มันคือการคิดบัญชีแค้นย้อนหลังอย่างชัดเจน!
“โง่เขลา! โง่เขลาสิ้นดี!”
เขาโมโหจนกระทืบเท้า ทั้งยังรังเกียจจนไม่อยากจะมองหน้าหวังฮูหยินอีกต่อไป!
“วันหน้าเจ้าจงเก็บตัวอยู่ที่บ้าน หากมีฮูหยินในเมืองหลวงเชิญไปร่วมงาน ก็จงใช้ข้ออ้างว่าบำเพ็ญภาวนาศึกษาธรรมะปฏิเสธไปเสีย! ปากของเจ้า ไม่ช้าก็เร็วจะต้องนำพาหายนะมาสู่ตระกูลหวังของเรา!”
หวังฮูหยินไม่เข้าใจ
ไม่เข้าใจว่าตนเองก็เป็นเหมือนคนอื่น ๆ ที่เพียงแค่พูดจาเหลวไหลไปตามน้ำเท่านั้น
เป็นความตั้งใจของเยี่ยนสวินที่ต้องการให้นางมีความสุข
มู่เหยาจ่อจดหมายเข้าใกล้เปลวเทียน แล้วโยนทิ้งลงในเตากำยานที่อยู่ด้านข้าง จากนั้นจึงเอ่ยปากถามว่า “ท่านอ๋องของเจ้าเล่า?”
ฉางชิงเกาหัว กล่าวด้วยท่าทางกระอักกระอ่วน “ท่านอ๋อง ท่านอ๋องยังยุ่งอยู่ขอรับ แต่จวิ้นจู่โปรดวางใจ ท่านอ๋องจะไม่ทำอะไรวู่วามแน่นอนขอรับ!”
เมื่อเห็นสีหน้ามีพิรุธของเขา มู่เหยาก็พอจะเดาได้จึงไม่ซักไซ้ต่อ
นางยื่นถุงหอมที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ให้เขา “ให้ท่านอ๋องพกติดตัวไว้ จะได้ช่วยป้องกันกลิ่นกำยานบางชนิดได้”
กำยานที่ว่านี้มิใช่กำยานธรรมดาทั่วไป
แววตาของฉางชิงเป็นประกาย เขารับคำแล้วถือถุงหอมวิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อกลับมาถึงหอชุนเซียง ฉางชิงก็รีบเข้าไปหาคนที่กำลังนั่งดื่มชาด้วยใบหน้าบูดบึ้งอย่างประจบประแจง
“ท่านอ๋องลำบากแล้ว ท่านอ๋อง ข้าน้อยนำข่าวไปส่งให้แล้ว จวิ้นจู่ยังได้มอบถุงหอมให้มาด้วย บอกว่าสามารถป้องกันกลิ่นกำยานได้ขอรับ”
เยี่ยนสวินเหลือบมองถุงหอมที่ปักลวดลายอย่างประณีตงดงาม ก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นฝีมือของมู่เหยา
“เจ้านำของข้างในไปเปลี่ยนใส่ถุงหอมอื่นแล้วพกติดตัวไว้ คืนนี้องค์รัชทายาทอาจจะมา อย่าได้พลาดท่าเสียทีเล่า”
ฉางชิงดีใจอย่างยิ่ง ขณะเปลี่ยนของในถุงหอมก็ทำอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ
เยี่ยนสวินหยิบถุงหอมไว้ในมือแล้วจึงหายวับไป

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...