เข้าสู่ระบบผ่าน

ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง นิยาย บท 148

“ท่าน ท่านอ๋อง อาจจะมิใช่พระชายาจริง ๆ ขอรับ”

ในใจของเยี่ยนสวินกระตุกวูบ เขามองใบหน้าของมู่เหยาที่ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเรียบเฉย

ด้วยความร้อนใจ เขาจึงใช้แขนยันตัวหมายจะลุกขึ้น

“ข้าจะไปดูด้วยตนเอง!”

เมื่อเห็นว่าเขาจะขยับแขนข้างที่บาดเจ็บ มู่เหยาก็รีบเข้าไปประคอง “เอาล่ะ ๆ ข้าแค่ล้อท่านเล่น เป็นข้าเอง เป็นข้าเอง ท่านนอนพักดี ๆ ก่อนเถิด”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เยี่ยนสวินก็มีสีหน้าสงสัย

เมื่อสบเข้ากับรอยยิ้มที่ฝืนกลั้นของฉางชิง ในใจก็เริ่มคาดเดาได้

คงจะเป็นแม่หนูคนนี้ที่กำลังหยอกล้อเขาอยู่เป็นแน่

แต่เมื่อนึกถึงท่าทีของฉางชิงเมื่อครู่ หรือว่าภาพวาดในห้องตำราจะถูกเปลี่ยนไปจริง ๆ?

“ข้ายังคงต้องไปดูให้เห็นกับตา จึงจะวางใจได้”

เมื่อเห็นว่าเขายืนกรานจะไปให้ได้ มู่เหยาก็มิได้ห้ามปรามอีก

อย่างไรเสียก็ต้องเห็นอยู่ดี!

“ช้าหน่อยเจ้าค่ะ ข้าจะประคองท่านไป”

พอเห็นว่ามู่เหยาที่มีแขนขาบอบบางจะเข้ามาพยุงตน เยี่ยนสวินก็รีบโบกมือ “มิต้อง ข้าตัวหนัก เดี๋ยวเจ้าจะเหนื่อยเสียเปล่า... ฉางชิง!”

ฉางชิงสะดุ้งเฮือก รีบเข้ามาพร้อมกับส่งยิ้มประจบประแจงให้ผู้เป็นนาย

“นายท่าน ข้าน้อยพยุงท่านเองขอรับ”

เยี่ยนสวินชำเลืองมองฉางชิง อีกฝ่ายก็รีบหุบรอยยิ้มทะเล้นทันควัน ใบหน้าเปลี่ยนเป็นทุกข์ระทม

มู่เหยาเดินตามอยู่ด้านหลัง พอนึกถึงสิ่งที่เขาจะได้เห็นในห้องตำรา มุมปากของนางก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างห้ามไม่อยู่

ไม่รู้ว่า จะนับเป็นเรื่องน่าประหลาดใจได้หรือไม่?

ประตูห้องตำราปิดอยู่ เยี่ยนสวินใช้แรงผลักเปิดออก แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาพร้อมกับย่างก้าวของเขา ตกกระทบลงบนภาพวาดที่แขวนอยู่บนผนัง

ทันทีที่เห็นสิ่งที่อยู่ในภาพวาดนั้นชัดเจน ร่างของเยี่ยนสวินก็ราวกับถูกตรึงไว้กับที่ เขานิ่งค้างไปเนิ่นนาน

ครู่ใหญ่ผ่านไป เยี่ยนสวินจึงได้สติคืนมา แววตาของเขาค่อ ยๆ เปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึงและยินดี

“ทั้งหมดนี่อานหน่วนเป็นคนวาดหรือ?”

ภาพวาดเดิมที่มีมู่เหยาเป็นแบบ บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยภาพของเยี่ยนสวิน เป็นภาพที่มู่เหยาวาดขึ้นจากความทรงจำอันเลือนราง ประกอบกับภาพลักษณ์ของเขาในปัจจุบัน แล้วบรรจงวาดออกมา

มีทั้งภาพของเยี่ยนสวินในวัยเด็กที่ยังอ้วนกลม ภาพของเขาในยามเป็นแม่ทัพหนุ่มนำทัพออกศึก และยังมีภาพตอนที่เขาเดินทัพกลับเมืองหลวงอย่างยิ่งใหญ่ ร่างสูงสง่าในชุดเกราะทองบนหลังม้าตัวสูง

มู่เหยาเดินเข้าไปหาเขา แล้วดึงแขนเสื้อของเขา

“ความทรงจำในวัยเด็กของข้าไม่ค่อยจะสมบูรณ์นัก ส่วนใหญ่จึงเป็นภาพของท่านในตอนออกศึกเมื่อครั้งยังหนุ่ม กับภาพของท่านในตอนนี้”

เขาใช้ภาพวาดเพื่อสื่อแทนความในใจ

นางก็ใช้ภาพวาดเพื่อตอบรับความรู้สึกนั้นกลับไป

มู่เหยากะพริบตา ไอแผ่วเบาเพื่อกลบเกลื่อนใบหน้าที่แดงก่ำ

เยี่ยนสวินยิ้มพลางพยักหน้า ก่อนจะยกถ้วยยาขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด จากนั้นคล้ายนึกอะไรขึ้นได้ สายตาจึงจับจ้องไปยังหมอเทวดาเลี่ยว

“บ่ายนี้ข้าต้องเข้าวัง หากไม่ไปอีกฝ่าบาทคงจะสงสัย”

หมอเทวดาเลี่ยวขมวดคิ้ว แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่เห็นด้วย “ด้วยอาการบาดเจ็บของเจ้าในตอนนี้ หากทนไม่ไหวจะทำอย่างไร?”

“ดังนั้นจึงต้องให้เจ้าช่วยต้มยาให้ข้าสักเทียบหนึ่ง เป็นยาที่ทำให้ข้าทนต่อไปได้”

หมอเทวดาเลี่ยวจ้องมองเยี่ยนสวินอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ยอมอ่อนข้อให้ ลุกขึ้นอย่างไม่เต็มใจนัก “ข้าจะไปเตรียมให้”

หลังจากที่เขาจากไปแล้ว มู่เหยาก็รู้ความจึงไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีก

นางมองเยี่ยนสวินแล้วเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ “ในเมื่อท่านมีใจให้ข้ามาเนิ่นนานแล้ว เหตุใดจึงไม่มาสู่ขอแต่เนิ่น ๆ เล่า?”

หากเป็นนาง คงไม่ยอมปล่อยให้คนรักหลุดมือไปแน่นอน

อีกทั้งเยี่ยนสวินก็ดูไม่เหมือนคนที่จะอดทนเก็บงำความรู้สึกได้

มิเช่นนั้น คงไม่มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้านางทันทีที่นางเพิ่งถอนหมั้น

“ตอนนั้นฮ่องเต้องค์ใหม่ยังไม่เสด็จขึ้นครองบัลลังก์ ท่านตาของข้าเป็นอาจารย์ของฮ่องเต้ เป็นช่วงที่ราชสำนักปั่นป่วนวุ่นวาย ตระกูลเซียวตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง แม้แต่ท่านแม่ของข้าก็ถูกลอบสังหารหลายครั้ง”

“ในตอนนั้น พวกเขาต้องการให้ตระกูลเซียวเลือกข้าง และข้าย่อมไม่อาจดึงเจ้าเข้ามาร่วมเผชิญพายุโลหิตนั้นด้วยได้”

มู่เหยารู้เพียงว่าตอนนั้นตนเองยังเด็กนัก แต่ก็เคยได้ยินบ่าวไพร่พูดถึงสถานการณ์ตึงเครียดในขณะนั้นอยู่บ้าง

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง