เข้าสู่ระบบผ่าน

ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง นิยาย บท 150

เฟิ่งหยางคือดินแดนศักดินาของจิ้นอ๋อง แม้ไม่นับว่าร่ำรวยแต่ก็ไม่ถึงกับยากจนข้นแค้น

เรียกได้ว่าอยู่ในระดับปานกลางเท่านั้น

หากคิดจะทำการใหญ่ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้โดยสิ้นเชิง

“บ่าวจะรีบไปเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ!”

เมื่อหลี่กงกงถอยออกไป เยี่ยนสวินก็ลุกขึ้นยืนเช่นกัน พร้อมประสานมือคารวะผู้ที่อยู่บนบัลลังก์

“เช่นนั้นกระหม่อมขอทูลลาไปจัดการธุระเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้โบกมือโดยมิได้เงยหน้าขึ้นมองอีก

เยี่ยนสวินจึงหันหลังจากไป “หลี่กงกง รอข้าด้วยสิ พวกเราไปด้วยกัน!”

หลี่กงกงที่อยู่เบื้องหน้าได้ยินเสียงตะโกนก็ลอบกลอกตามองบนอย่างเหนื่อยหน่าย แทบอยากจะติดปีกที่เท้าจะได้รีบสลัดคนผู้นี้ให้พ้นไปเสียที!

เจ้าคนบ้าบิ่นนี่ ใครเข้าไปยุ่งด้วยเป็นต้องซวย!

เมื่อเห็นว่าไล่ตามกลี่กงกงไม่ทัน เยี่ยนสวินก็เพียงแค่จิ๊ปาก ก่อนจะเร่งฝีเท้าออกจากวัง กระโจนขึ้นม้าแล้วมุ่งหน้าไปยังศาลต้าหลี่

บนกำแพงวัง เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้น ก่อนจะหายวับกลับไปยังห้องทรงพระอักษรอย่างรวดเร็ว แล้วคุกเข่าลงเบื้องหน้าฮ่องเต้

“เป็นอย่างไรบ้าง?”

ฮ่องเต้ปรายตาขึ้นมอง ในแววตาฉายแววเย็นชาอยู่หลายส่วน

ผู้ที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างก้มศีรษะลงต่ำยิ่งขึ้น กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อมอย่างที่สุด “ทูลฝ่าบาท ฉู่อ๋องใช้มือซ้ายจับบังเหียนขณะขึ้นม้า หากมีอาการบาดเจ็บจริงย่อมใช้แรงไม่ได้ บัดนี้ได้มุ่งหน้าไปยังศาลต้าหลี่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“นั่นหมายความว่า เขาไม่ได้รับบาดเจ็บ”

ฮ่องเต้กล่าวเสียงเรียบ ผู้ที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างถึงกับตัวสั่นทันที “พ่ะย่ะค่ะ”

บรรยากาศในห้องทรงพระอักษรพลันเงียบสงัดลงทันที

ครู่ใหญ่ ฮ่องเต้จึงเอ่ยปากให้คนถอยออกไป

เมื่อคนผู้นั้นจากไปแล้ว จึงมองไปยังหลี่กงกง “เจ้าคิดว่าอย่างไร?”

หลี่กงกงเติบโตมาข้างกายฮ่องเต้ตั้งแต่ยังเยาว์ ย่อมเข้าใจดีว่าฮ่องเต้ต้องการได้ยินสิ่งใด

“ฝ่าบาท ไม่ว่าฉู่อ๋องจะบาดเจ็บหรือไม่ ท่านก็กุมจุดอ่อนของฉู่อ๋องไว้อยู่แล้ว ฉู่อ๋องย่อมไม่อาจก่อคลื่นลมอันใดได้อย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้เลิกคิ้วขึ้น มุมปากปรากฏรอยเย้ยหยัน “ใช่แล้ว ตราบใดที่เรากุมชีวิตของคุณหนูสกุลมู่ไว้ในมือ ต่อให้เยี่ยนสวินจะซื้อใจผู้คนได้เพียงใด ก็มิใช่ภัยคุกคาม”

“น่าเสียดาย ที่ทางนั้นช่างไร้ประโยชน์ มิเช่นนั้นคนผู้นั้นก็สมควรตายไปนานแล้ว”

ประโยคที่ฮ่องเต้พึมพำออกมาแผ่วเบา ทำให้แผ่นหลังของหลี่กงกงเย็นเยียบ

ดวงตาที่ก้มต่ำของเขากลอกไปมา พินิจความหมายของประโยคนั้น

ในที่สุด เขาก็ตระหนักได้ว่าคนที่สมควรตายไปนานแล้วผู้นี้ อาจไม่ใช่เยี่ยนสวิน แต่เป็น...คุณหนูสกุลมู่ผู้ถูกพิษ!

หรือว่า…

ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในห้วงคำนึงของหลี่กงกง จนเขาเองยังตกใจ

จนต้องรีบสลัดความคิดนั้นทิ้งไป

ถึงแม้ว่าท่านอ๋องผู้นี้จะเป็นอ๋องต่างสกุล แต่ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นท่านอ๋อง พวกเขาไหนเลยจะกล้าล่วงเกิน!

“ร่วมโต๊ะกันเถิด ต่อหน้าข้ามิต้องมากพิธี”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทั้งสองจึงมิอาจปฏิเสธได้อีก

แต่ก็ยังคงเว้นที่นั่งหลักไว้ให้เยี่ยนสวิน ส่วนพวกเขานั่งในตำแหน่งรองลงมา

“ท่านอ๋อง อาหารของพวกข้ามีเพียงผักดองข้าวต้ม เดี๋ยวจะให้คนไปซื้ออาหารเลิศรสจากภัตตาคารจุ้ยชุนขอรับ”

เยี่ยนสวินโบกมือ พลางตักข้าวต้มขาวขึ้นมาถ้วยหนึ่ง “มิต้อง รีบกินเถิด กินเสร็จจะได้รีบไปจับคน”

คำพูดนี้เมื่อผ่านเข้าหูของคนทั้งสอง ก็พอจะสัมผัสได้ถึงความกระตือรือร้นในน้ำเสียง

ทั้งสองสบตากัน ในใจเกิดความสงสัยขึ้นมาพร้อมกัน

หรือว่า ที่หอชุนเซียงนั่นมีคู่ปรับตัวฉกาจของท่านอ๋องอยู่กันแน่?

ทว่า เมื่อทานมื้อค่ำเสร็จสิ้น และนำกำลังเข้าล้อมหอชุนเซียงอย่างเอิกเกริก ก่อนจะลากตัวเหล่าคุณชายจากตระกูลสูงศักดิ์ที่กำลังสำราญกันอยู่ข้างในออกมา

เมื่อมองไปยังบุคคลที่เป็นผู้นำ เซี่ยหนี้และจางฮุยก็กระตุกมุมปากพร้อมกัน

ช่างเป็น... คู่ปรับตัวฉกาจจริง ๆ

ลู่จื้อยังจัดเสื้อผ้าไม่เรียบร้อย มองไปรอบ ๆ อย่างงุนงง ผ่านไปครู่ใหญ่จึงได้สติขึ้นมา

สายตาก็ปะทะเข้ากับแววตาขบขันของบุรุษผู้หนึ่ง

“คุณชายใหญ่ลู่ช่างรสนิยมดีเสียจริง หอชุนเซียงนี่ถูกไฟไหม้ไปกว่าครึ่งแล้ว ยังอุตส่าห์มาอีกหรือ?”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง