มู่เหยาจ้องมองจังซื่อด้วยความประหลาดใจ รอยยิ้มบนริมฝีปากก็ค่อยๆ เลือนหายไป
“ข้ามิกล้ารับความผิดนี้แทนฮูหยินผิงหยางโหวหรอกเจ้าค่ะ”
“อีกอย่าง ทุกคนต่างก็รู้เรื่องที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงบนเรือกันหมด”
“คุณชายของท่านทำให้องค์หญิงใหญ่อารมณ์เสียเช่นนั้น ฮูหยินไม่รีบไปขออภัยองค์หญิงใหญ่ แต่กลับมีเวลาว่างมาหาข้าที่วัดชิงซานเช่นนี้?”
จู่ๆ หัวใจของจังซื่อก็เต้นผิดจังหวะขึ้นมาทันที!
มีใครบ้างในเมืองหลวงที่ไม่รู้ว่าองค์หญิงใหญ่เป็นคนเที่ยงตรงมาก ไม่อาจทนเห็นความอยุติธรรมใดๆ ได้เลย
วันนั้นจื้อเอ๋อร์ของนางทำให้องค์หญิงใหญ่อารมณ์เสีย แม้ว่าองค์หญิงใหญ่จะเห็นแก่หน้าท่านโหวจึงไม่พูดอะไรก็ตาม
แต่ขุนนางเก่าแก่ในราชสำนักที่เอนเอียงไปตามทิศทางลมจะไม่พูดอะไรเชียวหรือ!
เมื่อตระหนักได้ว่าสถานการณ์ร้ายแรงเพียงใด จังซื่อก็กัดฟันกรอดพลางมองหญิงตรงหน้าด้วยสีหน้าเฉยเมย
“วันนี้คุณหนูมู่ทำให้ข้าได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ ดูเหมือนว่าที่ผ่านมาคงเสแสร้งทำเป็นเชื่อฟังมาตลอดเลยสินะ!”
“ข้ายังต้องจัดการเรื่องบูชาบรรพบุรุษอีก คงไม่ส่งฮูหยินผิงหยางโหวแล้วเจ้าค่ะ” มู่เหยาปัดร่างกายเบาๆ ก่อนทิ้งท้ายไว้สั้นๆ และเดินกลับไปยังห้องวิปัสสนา
จังซื่อรู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก แต่ในใจกลับเป็นห่วงเรื่องของลูกชายไม่น้อย หลังจากจ้องมองแผ่นหลังมู่เหยาอย่างแค้นเคือง นางก็รีบพาแม่นมฟังขึ้นรถม้าทันที
เมื่อกลับถึงห้องวิปัสสนา มู่เหยารับน้ำชาจากหนิงจู๋ไปดื่มหนึ่งอึก และเห็นว่าใบหน้าของสาวใช้เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“คุณหนู วันนี้ฮูหยินผิงหยางโหวคงจะโกรธมาก คุณหนูเก่งมากเลยเจ้าค่ะ!”
นางจึงหยิบจดหมายออกจากเสื้อและยื่นให้กับหนิงจู๋ด้วยรอยยิ้ม
“เจ้าอาศัยโอกาสวันนี้ที่คนไม่เยอะ เอาจดหมายนี้ส่งออกไปข้างนอก”
หนิงจู๋รับจดหมายด้วยความสงสัย หลังจากเห็นอักษรบนจดหมายก็รู้สึกลังเลขึ้นมาเล็กน้อย
“คุณหนู ปีนั้นฮูหยินตัดสัมพันธ์กับหลันซื่อไปแล้ว ต่อให้ท่านส่งจดหมายนี้ออกไป เกรงว่าหลันซื่อคง…”
มู่เหยาจำได้ว่าท่านอาเคยบอกว่าปีนั้นแม่ของนางทะเลาะกับท่านตาใหญ่โต เพราะแต่งงานกับบัณฑิตยาจกอย่างท่านพ่อ ก่อนจะตัดสินใจตามท่านพ่อมาที่เมืองหลวงอย่างเด็ดเดี่ยว
เพลานั้นท่านตาโกรธเป็นอย่างมาก และเขียนจดหมายตัดสัมพันธ์กับท่านแม่ แต่ก็ยังมอบเรือหลายลำเป็นสินเดิมให้กับนาง
หากคิดจะตัดขาดกันจริงๆ เหตุใดต้องให้สิ่งของมากมายขนาดนั้นด้วยล่ะ
ต่อมาพ่อของนางถูกส่งไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย ท่านแม่จึงฝากนางไว้กับท่านอา และไม่เคยกลับมาอีกเลย
หลังจากท่านอาได้รับข่าวร้ายอย่างกะทันหัน ก็สิ้นใจตายด้วยอาการหัวใจวายในคืนนั้น
ทำให้เหลือนางเพียงคนเดียวในจวนมู่อันใหญ่โตนี้
หลายวันมานี้มู่เหยาได้กลับบ้านไปดูบันทึกเก่าๆ รวมถึงสินเดิมที่ท่านแม่นำติดตัวมาด้วยความรู้สึกลึกๆ ในใจว่าอาจมีเรื่องบางอย่างซ่อนอยู่ในจดหมายตัดสัมพันธ์นั้น
ไหนจะการตายของท่านอา…
ดวงตาของมู่เหยาสั่นไหวเบาๆ จากนั้นก็ดึงตัวเองออกจากห้วงความทรงจำ “เจ้าส่งออกไปก็พอ หากหลันซื่อไม่ยอมรับจดหมายจริงๆ ค่อยคิดหาวิธีอื่นกัน”
“เจ้าค่ะ”
มู่เหยารู้สึกเบื่อหน่ายที่จะอยู่ในห้องวิปัสสนาทั้งวัน จึงตัดสินใจออกไปเดินเล่นที่หน้าลานวัด
อีกด้านหนึ่ง จังซื่อรีบเดินทางตรงกลับไปยังจววนผิงหยางโหวด้วยความเป็นห่วงลู่จื้อ
เมื่อเข้าไปในประตูจึงรีบคว้าตัวสาวใช้คนหนึ่งไว้พลางขมวดคิ้วถาม “ท่านโหวกลับมาหรือยัง”
สาวใช้ตกใจและรีบส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว
จังซื่อจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก พลางปล่อยมือที่คอยพยุงของแม่นมฟัง
“ฮูหยินโปรดวางใจเถิดเจ้าค่ะ ท่านโหวกับคุณชายใหญ่ล้วนแต่ทำงานรับใช้ฝ่าบาทด้วยใจ”
“นอกจากนี้ข่าวลือเรื่องบนเรื่องในวันนั้น ไม่อาจกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของคุณชายใหญ่ได้โดยตรง คงไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรอกเจ้าค่ะ”
คำพูดของแม่นมฟังทำให้จังซื่อเบาใจลงไม่น้อย
นางนั่งอยู่ในห้องโถงและจิบน้ำชาสงบสติอารมณ์ ก่อนที่ใบหน้าของมู่เหยาจะปรากฏขึ้นในหัวของนาง จึงวางถ้วยชาลงบนโต๊ะด้วยความโกรธ
“ดูเอาเถิดว่านางแซ่มู่นั่นไม่เคยเห็นข้าอยู่ในสายตาเลยสักนิด!”
“พอได้แล้ว!” ผิงหยางโหวเหลือบมองท่าทางน่าเวทนาของลู่จื้ออย่างเงียบๆ ก่อนจะโค้งริมฝีปากและถอนหายใจอย่างหนัก
“ไปตอนนี้จะไปมีประโยชน์อะไร ฝ่าบาททรงยึดตำแหน่งบ้าๆ นี่กลับไปแล้ว ต่อให้เจ้าขอร้องอย่างไรก็ไร้ประโยชน์”
“บัดนี้สิ่งที่ทำได้คือรอจนกว่าไอ้สารเลวได้รางวัลชนะเลิศแข่งขันบทกวี แล้วข้าค่อยให้ใครสักคนไปอ้อนวอน”
ผิงหยางโหวนึกขึ้นได้ว่าเขายังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมาก จึงเตะลู่จื้ออีกครั้งก่อนเดินออกไปอย่างโกรธเคือง
เมื่อผิงหยางโหวไม่อยู่ที่นั่นแล้ว ความเคียดแค้นก็ฉายแวบผ่านดวงตาของจังซื่อทันที
“จื้อเอ๋อร์ แม่กำชับกับแม่เฒ่าหวังไปแล้ว”
“เดือนนี้นังแซ่มู่จะหาสามีไม่ได้อย่างแน่นอน รอให้พวกเจ้าแต่งงานกันใหม่อีกครั้งแล้วได้สินเดิมมาครอง เจ้าค่อยชำระบัญชีแค้นทั้งเก่าและใหม่พร้อมกันไปเลย!”
เมื่อพูดถึงมู่เหยา ดวงตาของลู่จื้อก็มีแสดงอารมณ์โหดร้ายขึ้นมาเล็กน้อย
และยังโทษมู่เหยาว่าเป็นต้นเหตุทำให้เขาต้องสูญเสียตำแหน่งหน้าที่การงานไปอีกด้วย
“ท่านแม่โปรดวางใจ ลูกรู้ขอบเขตดี! ลูกจะทำให้มู่เหยาต้องติดอยู่ในสวนหลังบ้านจนรู้ซึ้งไปทั้งชีวิต!”
แม้ว่าจะถูกลดทอนตำแหน่ง ลู่จื้อต้องอยู่บ้านเฉยๆ
แต่จังซื่อยังอยากหยั่งเชิงท่าทีขององค์หญิงใหญ่ให้ จึงรีบออกไปพร้อมกับของขวัญ
หลังจากทุกคนออกไป หลิ่วซีอินก็เดินไปข้างหน้าด้วยใบหน้าแดงก่ำพลางดึงแขนเสื้อชายคนนั้น
“พี่ลู่จื้อ ซีอินเจ็บหน้าเหลือเกิน พี่ช่วยดูให้หน่อยว่าบวมหรือไม่”
ลู่จื้อที่อารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว บัดนี้ต้องมาฟังเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น เขาจึงสะบัดแขนเสื้อที่ถูกดึงอย่างแรง
“มีอนุคนไหนที่ไม่โดนแม่สามีตำหนิบ้างล่ะ น่ารำคาญจริงๆ อยากร้องไห้ก็กลับไปร้องไห้คนเดียวสิ!”
หลิ่วซีอินไม่คิดมาก่อนว่าลู่จื้อจะปฏิบัติกับนางเช่นนี้ ดวงตาจึงฉายแววเหลือเชื่อทันที
เมื่อหันกลับมาอีกครั้ง ก็เห็นเขาเดินจากไปอย่างโกรธเคือง
เห็นได้ชัดว่าไม่ให้ความสำคัญกับนางเลยสักนิด!

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...