หลิ่วซีอินลดสายตาลงต่ำปิดบังแววตาไม่พอใจ ความเคียดแค้นที่มีต่อมู่เหยาก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
ขณะนั้นเอง เสียงเยาะเย้ยของครูฝึกก็ดังมาจากด้านหลัง “เชิญอนุหลิ่วกลับไปกลับบ่าวดีกว่าเจ้าค่ะ เพลานี้คุณชายใหญ่กำลังหัวเสีย ท่านอย่าไปกวนใจเขามากกว่านี้เลย”
คำว่าอนุสองพยางค์นี้ทำให้มือของหลิ่วซีอินที่อยู่ในแขนเสื้อกำแน่น
ทว่านางทำได้เพียงเสแสร้งทำเป็นใจกว้าง พลางหันไปพยักหน้าให้กับครูฝึกอย่างอ่อนโยน
ครูฝึกที่เห็นท่าทางเสแสร้งของนาง ก็ยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยันเล็กน้อย
ก็แค่อนุคนหนึ่ง สถานะในจวนแห่งนี้เปรียบเทียบกับครูฝึกอย่างนางไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่กลับแสร้งทำตัวสูงส่งราวกับเป็นภรรยาเอก คงอยากปีนขึ้นยอดกิ่งไม้สูงจนเสียสติไปแล้วสินะ!
“อนุหลิ่ว บ่าวอยากเตือนเสียหน่อยว่าเพลานี้ท่านเป็นอนุที่ฝ่าบาททรงแต่งตั้งให้ หากไม่ได้รับพระเมตตาอนุญาตจากฝ่าบาท ต่อให้คุณชายใหญ่ชอบท่านมากเพียงใด ท่านก็เป็นได้เพียงอนุ อย่าคิดในสิ่งที่ไม่ควรคิดเสียดีกว่า!”
คำก็อนุสองคำก็อนุ คำโหดร้ายเช่นนี้กำลังเสียดแทงเข้าไปในหัวใจของหลิ่วซีอินซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ยิ่งประกอบกับความจริงที่ว่าลู่จื้อไม่ได้มีใจให้นางเลยสักนิด หลิ่วซีอินก็ยิ่งรู้สึกแค้นเคืองในใจมากขึ้น
แต่นางทำได้เพียงฝืนยิ้มและโค้งคำนับให้กับครูฝึก “ข้าเข้าใจแล้ว ขอบพระคุณครูฝึกที่ชี้แนะ”
มู่เหยา!
ทั้งหมดเป็นความผิดของเจ้า!
เอาไว้เจ้าเข้าในจวนนี้เมื่อใด ข้าจะทำให้เจ้าต้องชดใช้อย่างถึงที่สุด!
…
มู่เหยาได้พักอยู่ที่วัดชิงซานอีกสองสามวัน เพื่อรอปรมาจารย์เลี่ยวฉาน
ชาวงเวลานี้นางได้ยินหนิงจู๋เล่าว่าฉูหยินผิงหยางโหวไปขอโทษองค์หญิงใหญ่ถึงจวน แต่กลับถูกองค์หญิงใหญ่ทำให้เสียหน้าจนต้องกลับบ้านด้วยสีหน้าแสนน่าเกลียดยิ่ง
นางทำได้เพียงยิ้มเบาๆ
บัดนี้นางอยู่บนภูเขามาสามวัน วันนี้ถึงเวลาที่ต้องกลับไปแล้ว
“หนิงจู๋ เจ้าเก็บข้าวของเถอะ ข้าจะไปจุดธูปไหว้ที่วัดชิงซานอีกรอบ”
พร้อมกับเงยหน้ามองท้องฟ้า ล่วงเลยยามอู่ไปแล้วสินะ
ก่อนจากไป นางยังอยากลองเสี่ยงโชคดูอีกสักครั้ง
“คุณหนูล่วงหน้าไปก่อนเลยเจ้าค่ะ บ่าวเก็บข้าวของเสร็จแล้วจะรีบตามไป”
มู่เหยาพยักหน้าพร้อมกับกระชับเสื้อคลุม และเดินไปทางวัดชิงซาน
หลังจากเข้าไปในห้องโถงและจุดธูปเทียนบูชา จึงถามเจ้าอาวาสวัดชิงซานว่าปรมาจารย์เลี่ยวฉานมาถึงที่นั่นหรือยัง
เจ้าอาวาสส่ายหน้าเบาๆ มู่เหยาจึงถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้
“ขอบพระคุณท่านเจ้าอาวาส วันนี้ข้าน้อยจะลงจากภูเขากลับจวนแล้ว ท่านเจ้าอาวาสโปรดดูแลตนเองด้วย”
หลังจากพูดคุยกักับเจ้าอาวาสอย่างสุภาพไม่กี่ประโยค มู่เหยาก็เห็นหนิงจู๋เดินเข้ามาหา เมื่อคิดว่ายังเช้าและรถม้ายังมาไม่ถึง นางจึงพาหนิงจู๋เดินไปทางหลังวัดชิงซาน
แม้ว่าด้านหลังจะเป็นสถานที่สำหรับสวดมนต์ แต่กลับเต็มไปด้วยกลิ่นธูปเทียน ในลานยังมีต้นแปะก๊วยอายุนับร้อยปีอีกด้วย
ขณะนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วง ใบแปะก๊วยร่วงหล่นไปทั่วพื้นดิน เปล่งประกายสีทองอย่างสดใส
มู่เหยายืนอยู่ใต้ต้นไม้ พลางมองไปที่ใบคำอธิษฐานสีแดงบนกิ่งก้านที่ปลิวไปตามลม พร้อมเอื้อมมือออกไปจับใบไม้ที่ปลิวไหวร่วงหล่น
“แม่นาง ไม่เจอกันนานเลยนะ”
เสียงทุ้มลึกของชายชราพลันดังขึ้นจากด้านหลัง มู่เหยาหันมองไปรอบๆ เห็นว่ามีเพียงแค่นางคนเดียว จึงหันศีรษะกลับไปมองอีกด้าน
ทำให้เห็นพระภิกษุสวมจีวรรูปหนึ่ง ผมขาวโพลน ดูราวกับเทพเซียนบนสวรรค์ซึ่งกำลังยิ้มให้นางอย่างเมตตา
“ท่านรู้จักข้าน้อยด้วยหรือเจ้าคะ”
ชายชรายิ้มพลางพยักหน้า จากนั้นจึงยื่นไม้ไผ่สามอันออกมา “แม่นาง เลือกสักอันสิ ข้าจะไขข้อสงสัยให้กับเจ้าเอง”
เมื่อเห็นสัญลักษณ์บนไม้ไผ่ ดวงตาของมู่เหยาก็เป็นประกายด้วยความประหลาดใจ ก่อนโค้งคำนับให้กับคนตรงหน้า “ข้าน้อยมู่เหยาขอคารวะปรมาจารย์เลี่ยวฉาน”
“ไม่ต้องมากพิธีรีตอง ตอนเด็กๆ เจ้าเคยมอบน้ำชาถ้วยหนึ่งให้ให้ข้า ถือว่ามีวาสนาร่วมกัน ข้าย่อมรู้ว่าเจ้าต้องการสิ่งใด แต่เจ้าต้องเลือกเส้นทางของตัวเอง”
เมื่อมองไปยังไม้ไผ่สามอันตรงหน้า มู่เหยาก็สงบสติอารมณ์และหลับตาลง จากนั้นสุ่มหยิบไม้ไผ่ขึ้นมาอันหนึ่ง
“ใบดี?”
นางถอนหายใจด้วยความโล่งใจก่อนส่งไม้ไผ่คืนให้กับปรมาจารย์เลี่ยวฉาน “ท่านปรมาจารย์ โปรดช่วยชี้แนะด้วยเจ้าค่ะ”
ปรมาจารย์เลี่ยวฉานหยิบไม้ไผ่ขึ้นมามอง จากนั้นเงยหน้าขึ้นมองมู่เหยาอีกครั้ง “เพลานี้คุณหนูมู่ได้หลุดพ้นจากทะเลแห่งความทุกข์แล้ว กำลังก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงในอนาคต ทว่าหากคุณหนูมู่ตั้งใจที่ค้นหาความจริง จะต้องพบกับเคราะห์ร้ายถึงตายอย่างแน่นอน”
“ทางจวนผิงหยางโหวเป็นอย่างไรบ้าง”
ก่อนที่คนถัดไปจะเข้ามา มู่เหยาก็ถูขมับพลางกระซิบถามเสียงต่ำ
“หลายวันมานี้ไม่มีข่าวคราวอะไรเลยเจ้าค่ะ บ่าวให้ลุงหวังไปสืบเรื่องนี้ พอคุณชายใหญ่ลู่ได้ยินว่าคุณหนูจัดงานเลี้ยงจับคู่ เขาก็ด่าทอสาปแช่งคุณหนูอยู่ในบ้าน แล้วยังให้คนสนิทส่งเทียบไปบอกไม่ให้คนเหล่านั้นเข้าร่วมงาน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มู่เหยาก็มองไปที่รายชื่อของคุณชายรองหวังที่จะต่องเจอเป็นคนถัดไปด้วยรอยยิ้มประชดประชัน
“ไม่ได้รับอนุญาตให้มา แต่ก็มาอยู่ดี”
ทันทีที่พูดจบ ร่างของคุณชายรองหวังก็ปรากฏขึ้นที่อีกด้านหนึ่งของฉากกั้น
แต่ถ้อยคำที่พูดออกมาไม่ได้ต่างอะไรจากคนก่อนหน้าเลยสักนิด
มู่เหยาจ้องมองไปที่แผ่นหลังของคุณชายรองหวังที่เดินออกไปอย่างโกรธเคือง จากนั้นจึงส่งสัญญาณให้ลุงหวังแพร่กระจายข่าวออกไป
ลู่จื้อจะได้ไม่ต้องคอยจับตามองนางตลอดเวลาอีกต่อไป
เมื่อถึงเวลาพลบค่ำ มู่เหยาก็กลับเข้าไปในห้องพลางมองรายชื่อสองคนที่ไม่ได้ถูกเลือกในที่สุดก็ขีดชื่อพวกเขาออกด้วยพู่กัน
“คุณหนูไม่พอใจทั้งคู่เลยหรือเจ้าคะ”
มู่เหยาเอนตัวลงครึ่งหนึ่งบนเก้าอี้นอนยาว พร้อมหลับตาลงพักผ่อน “อืม”
“แต่ว่าเหลือเวลาอีกไม่นานแล้วนะเจ้าคะ คุณหนู หากยังไม่เลือกสักคนคงแย่แน่ๆ”
มู่เหยาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเหลือเวลาไม่มาก แต่คนเหล่านี้... นางไม่อยากหนีเสือปะจระเข้อีกแล้ว
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ จู่ๆ ใบหน้าหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในความคิดของนางจนต้องลุกขึ้นนั่งด้วยความตกใจ!
“คุณหนู?”
หนิงจู๋ตกใจมาก เมื่อเห็นมู่เหยาขมวดคิ้วจึงรู้ว่ามู่เหยากับใช้ความคิด จึงเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน
ดวงตาของมู่เหยาสว่างขึ้นเล็กน้อยภายใต้แสงเทียน ราวกับตัดสินใจอะไรบางอย่างได้
ในเมื่อเลือกใครไม่ได้ ทำไมนางถึงไม่ใจกล้าไปถามคนคนนั้นเสียเลยล่ะ!

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...