เข้าสู่ระบบผ่าน

ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง นิยาย บท 17

หลิ่วซีอินลดสายตาลงต่ำปิดบังแววตาไม่พอใจ ความเคียดแค้นที่มีต่อมู่เหยาก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

ขณะนั้นเอง เสียงเยาะเย้ยของครูฝึกก็ดังมาจากด้านหลัง “เชิญอนุหลิ่วกลับไปกลับบ่าวดีกว่าเจ้าค่ะ เพลานี้คุณชายใหญ่กำลังหัวเสีย ท่านอย่าไปกวนใจเขามากกว่านี้เลย”

คำว่าอนุสองพยางค์นี้ทำให้มือของหลิ่วซีอินที่อยู่ในแขนเสื้อกำแน่น

ทว่านางทำได้เพียงเสแสร้งทำเป็นใจกว้าง พลางหันไปพยักหน้าให้กับครูฝึกอย่างอ่อนโยน

ครูฝึกที่เห็นท่าทางเสแสร้งของนาง ก็ยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยันเล็กน้อย

ก็แค่อนุคนหนึ่ง สถานะในจวนแห่งนี้เปรียบเทียบกับครูฝึกอย่างนางไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่กลับแสร้งทำตัวสูงส่งราวกับเป็นภรรยาเอก คงอยากปีนขึ้นยอดกิ่งไม้สูงจนเสียสติไปแล้วสินะ!

“อนุหลิ่ว บ่าวอยากเตือนเสียหน่อยว่าเพลานี้ท่านเป็นอนุที่ฝ่าบาททรงแต่งตั้งให้ หากไม่ได้รับพระเมตตาอนุญาตจากฝ่าบาท ต่อให้คุณชายใหญ่ชอบท่านมากเพียงใด ท่านก็เป็นได้เพียงอนุ อย่าคิดในสิ่งที่ไม่ควรคิดเสียดีกว่า!”

คำก็อนุสองคำก็อนุ คำโหดร้ายเช่นนี้กำลังเสียดแทงเข้าไปในหัวใจของหลิ่วซีอินซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ยิ่งประกอบกับความจริงที่ว่าลู่จื้อไม่ได้มีใจให้นางเลยสักนิด หลิ่วซีอินก็ยิ่งรู้สึกแค้นเคืองในใจมากขึ้น

แต่นางทำได้เพียงฝืนยิ้มและโค้งคำนับให้กับครูฝึก “ข้าเข้าใจแล้ว ขอบพระคุณครูฝึกที่ชี้แนะ”

มู่เหยา!

ทั้งหมดเป็นความผิดของเจ้า!

เอาไว้เจ้าเข้าในจวนนี้เมื่อใด ข้าจะทำให้เจ้าต้องชดใช้อย่างถึงที่สุด!

มู่เหยาได้พักอยู่ที่วัดชิงซานอีกสองสามวัน เพื่อรอปรมาจารย์เลี่ยวฉาน

ชาวงเวลานี้นางได้ยินหนิงจู๋เล่าว่าฉูหยินผิงหยางโหวไปขอโทษองค์หญิงใหญ่ถึงจวน แต่กลับถูกองค์หญิงใหญ่ทำให้เสียหน้าจนต้องกลับบ้านด้วยสีหน้าแสนน่าเกลียดยิ่ง

นางทำได้เพียงยิ้มเบาๆ

บัดนี้นางอยู่บนภูเขามาสามวัน วันนี้ถึงเวลาที่ต้องกลับไปแล้ว

“หนิงจู๋ เจ้าเก็บข้าวของเถอะ ข้าจะไปจุดธูปไหว้ที่วัดชิงซานอีกรอบ”

พร้อมกับเงยหน้ามองท้องฟ้า ล่วงเลยยามอู่ไปแล้วสินะ

ก่อนจากไป นางยังอยากลองเสี่ยงโชคดูอีกสักครั้ง

“คุณหนูล่วงหน้าไปก่อนเลยเจ้าค่ะ บ่าวเก็บข้าวของเสร็จแล้วจะรีบตามไป”

มู่เหยาพยักหน้าพร้อมกับกระชับเสื้อคลุม และเดินไปทางวัดชิงซาน

หลังจากเข้าไปในห้องโถงและจุดธูปเทียนบูชา จึงถามเจ้าอาวาสวัดชิงซานว่าปรมาจารย์เลี่ยวฉานมาถึงที่นั่นหรือยัง

เจ้าอาวาสส่ายหน้าเบาๆ มู่เหยาจึงถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้

“ขอบพระคุณท่านเจ้าอาวาส วันนี้ข้าน้อยจะลงจากภูเขากลับจวนแล้ว ท่านเจ้าอาวาสโปรดดูแลตนเองด้วย”

หลังจากพูดคุยกักับเจ้าอาวาสอย่างสุภาพไม่กี่ประโยค มู่เหยาก็เห็นหนิงจู๋เดินเข้ามาหา เมื่อคิดว่ายังเช้าและรถม้ายังมาไม่ถึง นางจึงพาหนิงจู๋เดินไปทางหลังวัดชิงซาน

แม้ว่าด้านหลังจะเป็นสถานที่สำหรับสวดมนต์ แต่กลับเต็มไปด้วยกลิ่นธูปเทียน ในลานยังมีต้นแปะก๊วยอายุนับร้อยปีอีกด้วย

ขณะนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วง ใบแปะก๊วยร่วงหล่นไปทั่วพื้นดิน เปล่งประกายสีทองอย่างสดใส

มู่เหยายืนอยู่ใต้ต้นไม้ พลางมองไปที่ใบคำอธิษฐานสีแดงบนกิ่งก้านที่ปลิวไปตามลม พร้อมเอื้อมมือออกไปจับใบไม้ที่ปลิวไหวร่วงหล่น

“แม่นาง ไม่เจอกันนานเลยนะ”

เสียงทุ้มลึกของชายชราพลันดังขึ้นจากด้านหลัง มู่เหยาหันมองไปรอบๆ เห็นว่ามีเพียงแค่นางคนเดียว จึงหันศีรษะกลับไปมองอีกด้าน

ทำให้เห็นพระภิกษุสวมจีวรรูปหนึ่ง ผมขาวโพลน ดูราวกับเทพเซียนบนสวรรค์ซึ่งกำลังยิ้มให้นางอย่างเมตตา

“ท่านรู้จักข้าน้อยด้วยหรือเจ้าคะ”

ชายชรายิ้มพลางพยักหน้า จากนั้นจึงยื่นไม้ไผ่สามอันออกมา “แม่นาง เลือกสักอันสิ ข้าจะไขข้อสงสัยให้กับเจ้าเอง”

เมื่อเห็นสัญลักษณ์บนไม้ไผ่ ดวงตาของมู่เหยาก็เป็นประกายด้วยความประหลาดใจ ก่อนโค้งคำนับให้กับคนตรงหน้า “ข้าน้อยมู่เหยาขอคารวะปรมาจารย์เลี่ยวฉาน”

“ไม่ต้องมากพิธีรีตอง ตอนเด็กๆ เจ้าเคยมอบน้ำชาถ้วยหนึ่งให้ให้ข้า ถือว่ามีวาสนาร่วมกัน ข้าย่อมรู้ว่าเจ้าต้องการสิ่งใด แต่เจ้าต้องเลือกเส้นทางของตัวเอง”

เมื่อมองไปยังไม้ไผ่สามอันตรงหน้า มู่เหยาก็สงบสติอารมณ์และหลับตาลง จากนั้นสุ่มหยิบไม้ไผ่ขึ้นมาอันหนึ่ง

“ใบดี?”

นางถอนหายใจด้วยความโล่งใจก่อนส่งไม้ไผ่คืนให้กับปรมาจารย์เลี่ยวฉาน “ท่านปรมาจารย์ โปรดช่วยชี้แนะด้วยเจ้าค่ะ”

ปรมาจารย์เลี่ยวฉานหยิบไม้ไผ่ขึ้นมามอง จากนั้นเงยหน้าขึ้นมองมู่เหยาอีกครั้ง “เพลานี้คุณหนูมู่ได้หลุดพ้นจากทะเลแห่งความทุกข์แล้ว กำลังก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงในอนาคต ทว่าหากคุณหนูมู่ตั้งใจที่ค้นหาความจริง จะต้องพบกับเคราะห์ร้ายถึงตายอย่างแน่นอน”

“ทางจวนผิงหยางโหวเป็นอย่างไรบ้าง”

ก่อนที่คนถัดไปจะเข้ามา มู่เหยาก็ถูขมับพลางกระซิบถามเสียงต่ำ

“หลายวันมานี้ไม่มีข่าวคราวอะไรเลยเจ้าค่ะ บ่าวให้ลุงหวังไปสืบเรื่องนี้ พอคุณชายใหญ่ลู่ได้ยินว่าคุณหนูจัดงานเลี้ยงจับคู่ เขาก็ด่าทอสาปแช่งคุณหนูอยู่ในบ้าน แล้วยังให้คนสนิทส่งเทียบไปบอกไม่ให้คนเหล่านั้นเข้าร่วมงาน”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น มู่เหยาก็มองไปที่รายชื่อของคุณชายรองหวังที่จะต่องเจอเป็นคนถัดไปด้วยรอยยิ้มประชดประชัน

“ไม่ได้รับอนุญาตให้มา แต่ก็มาอยู่ดี”

ทันทีที่พูดจบ ร่างของคุณชายรองหวังก็ปรากฏขึ้นที่อีกด้านหนึ่งของฉากกั้น

แต่ถ้อยคำที่พูดออกมาไม่ได้ต่างอะไรจากคนก่อนหน้าเลยสักนิด

มู่เหยาจ้องมองไปที่แผ่นหลังของคุณชายรองหวังที่เดินออกไปอย่างโกรธเคือง จากนั้นจึงส่งสัญญาณให้ลุงหวังแพร่กระจายข่าวออกไป

ลู่จื้อจะได้ไม่ต้องคอยจับตามองนางตลอดเวลาอีกต่อไป

เมื่อถึงเวลาพลบค่ำ มู่เหยาก็กลับเข้าไปในห้องพลางมองรายชื่อสองคนที่ไม่ได้ถูกเลือกในที่สุดก็ขีดชื่อพวกเขาออกด้วยพู่กัน

“คุณหนูไม่พอใจทั้งคู่เลยหรือเจ้าคะ”

มู่เหยาเอนตัวลงครึ่งหนึ่งบนเก้าอี้นอนยาว พร้อมหลับตาลงพักผ่อน “อืม”

“แต่ว่าเหลือเวลาอีกไม่นานแล้วนะเจ้าคะ คุณหนู หากยังไม่เลือกสักคนคงแย่แน่ๆ”

มู่เหยาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเหลือเวลาไม่มาก แต่คนเหล่านี้... นางไม่อยากหนีเสือปะจระเข้อีกแล้ว

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ จู่ๆ ใบหน้าหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในความคิดของนางจนต้องลุกขึ้นนั่งด้วยความตกใจ!

“คุณหนู?”

หนิงจู๋ตกใจมาก เมื่อเห็นมู่เหยาขมวดคิ้วจึงรู้ว่ามู่เหยากับใช้ความคิด จึงเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน

ดวงตาของมู่เหยาสว่างขึ้นเล็กน้อยภายใต้แสงเทียน ราวกับตัดสินใจอะไรบางอย่างได้

ในเมื่อเลือกใครไม่ได้ ทำไมนางถึงไม่ใจกล้าไปถามคนคนนั้นเสียเลยล่ะ!

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง