“หนิงจู๋”
เสียงตะโกนของมู่เหยา สาวใช้ที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูก็รีบเปิดประตูเข้าไปทันที
“เจ้าไปเรียกลุงหวังมาหน่อย ข้ามีเรื่องจะถามเขา”
ลุงหวังเห็นนางมาตั้งแต่เด็กจนเติบใหญ่ และยังเข้าใจหลายๆ เรื่องในเมืองหลวงเป็นอย่างดียิ่งกว่านางเสียอีก
เขาคงจะรู้เรื่องของฉู่อ๋องไม่น้อยเลยทีเดียว
หลังจากนั้นไม่นาน ลุงหวังก็เดินเข้ามาในห้องโถงอย่างเคารพ พร้อมโค้งคำนับนางที่กำลังนั่งอยู่หัวโต๊ะ “คุณหนู ท่านเรียกหาบ่าวหรือขอรับ”
แม้ว่าลุงหวังจะเห็นนางตั้งแต่เด็กจนโต แต่ก็ไม่เคยละเมิดขอบเขต ต่อให้มีเพียงมู่เหยาคนเดียวในจวนก็ตาม
มู่เหยาเห็นว่าเขานิสัยซื่อตรง จึงเลือกที่จะเชื่อใจเขา
“ลุงหวัง รู้เรื่องจวนฉู่อ๋องมากแค่ไหนหรือ”
คำพูดของมู่เหยาทำให้ลุงหวังเงยหน้าขึ้นพร้อมกับดวงตาฉายแววประหลาดใจ “คุณหนู เหตุใดท่านจึงถามเรื่องจวนฉู่อ๋องล่ะขอรับ”
“แค่บอกตอบข้ามาก็พอ ไม่ต้องถามอะไรอีก”
มู่เหยาพูดอย่างเฉยเมยราวกับกำลังพูดคุยเรื่องทั่วๆ ไป ก่อนโบกมือเป็นสัญญาณให้ลุงหวังนั่งลง
ถึงนางจะมีความคิดอยู่ในใจ แต่ก็ไม่อยากให้ใครรับรู้ก่อนจะแน่ใจ เพราะไม่อยากให้มีข่าวลือใดๆ
“คุณหนูเองก็ทราบดีว่าฉู่อ๋องคืออ๋องต่างสกุล ฝ่าบาททรงประทานพระเมตตาให้สร้างจวนฉู่อ๋องขึ้นมา แต่อย่างไรเสียเขาก็ไม่ใช่สมาชิกราชวงศ์ ฝ่าบาทจึงประทานตราตั้งให้กับมารดาผู้ให้กำเนิดของฉู่อ๋อง บัดนี้เรียกขานกันว่าฮูหยินเฒ่าเซียว”
“ฮูหยินเฒ่าเซียวไม่ค่อยไปไหนมาไหนในเมืองหลวงบ่อยนัก แต่กลับชื่นชอบกวีและบทเพลง แม้ว่าดูเป็นคนเงียบๆ แต่ถ้าทำให้นางไม่พอใจ ต่อให้มีเกียรติมากเพียงใด นางก็ไม่ไว้หน้าผู้ใดสักเท่าไหร่”
มู่เหยาเองเคยได้ยินเรื่องของฮูหยินเฒ่าเซียวมาบ้างเช่นกัน
ไม่ใช่เพราะอื่นใดเลย
ทั้งหมดเป็นเพราะนางเคยเห็นภาพฮูหยินเฒ่าเซียวต่อว่าสนมเช่อเฟยในจวนจิ้นอ๋องเมื่อหลายปีก่อน
สนมเช่อเฟยคนนั้นก็โง่เขลา แอบเหน็บแนมฮูหยินเฒ่าว่าเป็นม่ายตั้งแต่ยังสาว
ต้องรู้ก่อนว่าบิดาของเยี่ยนสวินอุทิศตนสิ้นใจตายในสนามรบ ถ้อยคำนี้ทำให้ฮูหยินเฒ่าโกรธเป็นอย่างมาก จึงเขียนคำฟ้องร้องต่อฝ่าบาท
แม้ว่าต่อมาจิ้นอ๋องจะจัดการกับสนมเช่อเฟยแล้ว แต่ฮูหยินเฒ่าก็ไม่เคยทำดีกับเขาอีกเลย
นิสัยนั้นเหมือนกับเยี่ยนสวินนั่นเอง
“คนอื่นล่ะ”
มู่เหยาจิบน้ำชาพลางเอ่ยถาม
ในส่วนความสัมพันธ์อื่นๆ นั้นไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่นางคิด
แค่เรื่องธรรมดาเล็กๆ น้อยๆ ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ
คนที่สำคัญที่สุดคือนั่นคือฮูหยินเฒ่าเซียว
เมื่อเห็นมู่เหยากำลังใช้ความคิด ลุงหวังที่เตรียมเดินออกไปก็ถามขึ้นอย่างกังวล “คุณหนู แม้ว่าฉู่อ๋องจะคู่ควรเหมาะสม แต่ถ้าท่านเข้าร่วมจวนฉู่อ๋อง เกรงว่าคงช่วยสนับสนุนคุณหนูไม่ได้”
เมื่อสบสายตาอันเป็นกังวลของคนตรงหน้า มู่เหยาก็รู้สึกถึงความอบอุ่นในใจ
“ลุงหวัง ไม่ต้องห่วง ข้ารู้ดีอยู่แก่ใจ เรื่องที่คุยกันวันนี้อย่าเอาไปบอกใครล่ะ”
“บ่าวเข้าใจแล้วขอรับ”
หลังจากเห็นลุงหวังหายไปจากประตู มู่เหยาก็ค่อยๆ ลุกยืนและเดินไปที่สวนหลังบ้านอย่างไม่สบายใจนัก
แม้นางเคยพูดคุยกับเยี่ยนสวินหลายครั้ง แต่ก็รู้สึกตลอดว่าเขาปฏิบัติกับนางแตกต่างออกไป
มู่เหยาแน่ใจเลยว่าเยี่ยนสวินจะตอบรับคำขอหรือไม่
แต่ถ้านางต้องตอบตกลงแต่งงานกับคนอื่นง่ายๆ นางก็ไม่ยอมเช่นกัน
หลังจากคิดอยู่นาน นางจึงตัดสินใจลองเสียงดูสักครั้ง
เมื่อคิดเช่นนั้น มู่เหยาจึงหันไปด้านข้าง “พรุ่งนี้วันที่สิบห้า ข้าจำได้ว่าช่วงเวลานี้ของทถกปีฉู่อ๋องจะไปที่ศาลาชิงสุ่ยใช่หรือไม่”
หนิงจู๋พยักหน้าตอบรับเบาๆ
“คุณหนู ให้บ่าวรีบไปจองห้องส่วนตัวประเดี๋ยวนี้เลยหรือไม่”
“ไปสิ แล้วแวะซื้อขนมพุทรามาด้วยนะ”
หลังจากส่งเงินให้หนิงจู๋ มู่เหยาก็มองนางเดินหายไปจากสายตา
ก่อนลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะ พลางจดบันทึกความคิดลงบนกระดาษอย่างระมัดระวัง
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าข้างนอกลาน หมึกบนกระดาษก็แห้งแล้ว
มู่เหยาพับกระดาษใส่ลงในซองที่ใช้ประจำ จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองเด็กสาวเข้ามาพร้อมกับขนมพุทราในมือ
“จองเสร็จแล้วหรือ”
ศาลาชิงสุ่ยคือร้านน้ำชาที่ดีที่สุดในเมืองหลวง ดังนั้นการจองห้องส่วนตัวจึงค่อนข้างยากเล็กน้อย
บังเอิญขนาดนั้นเลยหรือ
“เจ้าเด็กไร้หัวใจ เจ้าลืมข้าไปแล้วจริงๆ หรือ”
เยี่ยนสวินพ่นลมเบาๆ อย่างเย็นชา ก่อนจะเก็บภาพวาดอีกครั้ง แม้จะดูเหมือนเก็บอย่างลวกๆ แต่กลับระมัดระวังมากเช่นกัน
เพราะกลัวว่าอาจทำให้ภาพวาดเสียหาย ไม่มีไว้ให้ระลึกถึงอีกต่อไป
…
มู่เหยาไปถึงหน้าประตูศาลาชิงสุ่ยอย่างตรงเวลา หนิงจู๋ยื่นเอกสารประจำตัวให้ เด็กรับใช้จึงพาทั้งสองขึ้นไปชั้นบน
ก่อนเข้าไปในห้องส่วนตัว มู่เหยาก็เหลือบมองห้องข้างๆ โดยไม่รู้ตัว
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครเฝ้าประตู นางจึงขมวดคิ้วเล็กน้อย
หรือว่าวันนี้เยี่ยนสวินจะไม่มาแล้ว?
หลังจากคนรับใช้ปิดประตูห้องส่วนตัว มู่เหยาก็นั่งอยู่ริมหน้าต่าง ก่อนบังเอิญสบตากับชายที่ลงจากหลังม้า
นางสะดุ้งเบาๆ พลางหันมองไปอีกทาง และจิบชาเพื่อสงบสติอารมณ์
“มีอะไรหรือเจ้าคะ คุณหนู”
หนิงจู๋เห็นปฏิกิริยาของเจ้านาย ก่อนมองลงไปที่ชั้นล่างอย่างไม่รู้ตัว เมื่อเห็นเสื้อคลุมของฉางชิง แววตาก็ฉายแววดีใจทันที
“คุณหนู บ่าวจะรีบไปเฝ้าที่หน้าประตูเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ!”
เด็กสาวรีบเดินออกไปโดยไม่รอคำตอบจากมู่เหยาแม้แต่น้อย
หลังจากนั้นไม่นานประตูห้องส่วนตัวก็ถูกเปิดออก
ชายร่างสูงสวมชุดคลุมสีเขียวอ่อนเดินเข้ามาอย่างช้าๆ ทำให้เยี่ยนสวินดูอ่อนเยาว์มากขึ้นหลายส่วน
ดูจากรูปลักษณ์แล้วเหมือนว่าเขาจะตั้งใจแต่งตัวมาอย่างดีเลยหรือเปล่า
มู่เหยารู้สึกสับสน แต่นางไม่กล้ามองเขาต่อไป ก่อนจะหลุบตามองต่ำและยืนขึ้นอย่างเคารพ “คารวะฉู่อ๋อง ขอให้ฉู่อ๋องร่มเย็นเป็นสุขเจ้าค่ะ”
เมื่อเห็นว่านางสุภาพกับเขามากเพียงใด ริมฝีปากของเยี่ยนสวินก็โค้งงอเล็กน้อย
นางลืมเขาไปแล้วจริงๆ
คำกล่าวที่ว่าหญิงงามมักไร้มโนธรรมเป็นเรื่องจริงสินะ
“คุณหนูมู่ วันนี้มาหาข้ามีธุระอะไรหรือ”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...