คำพูดนี้ทำให้มู่เหยานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วพลันหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ
เห็นนางจู่ ๆ ก็ยิ้มออก เยี่ยนสวินก็แปลกใจเล็กน้อย จึงกลับมานั่งจึงเท้าคางมองพลางถาม “เจ้าหัวเราะอันใด?”
“หรือว่าข้าพูดอะไรผิดไป?”
มู่เหยาส่ายศีรษะ “ข้านึกว่าท่านอ๋องจะกล่าวว่า ‘ข้าจะเป็นคนปกป้องเจ้าเอง’ เสียอีก ไม่คิดเลยว่าท่านยังต้องอิงบารมีฝ่าบาทอยู่”
แววตาเยี่ยนสวินไหววูบ เขายกมือลูบปลายจมูกอย่างเก้อเขิน
“ถึงอย่างไรนั่นก็คือไทเฮา หากข้าขัดพระทัย วันรุ่งขึ้นในท้องพระโรงต้องมีรายงานฟ้องข้าเป็นสิบฉบับ เสียงเอะอะฟังแล้วน่ารำคาญยิ่งนัก”
มู่เหยาหลุบตาลง รอยยิ้มที่มุมปากลึกซึ้งยิ่งขึ้น ยิ่งรู้สึกว่าบุรุษตรงหน้ามีชีวิตชีวาขึ้นเรื่อย ๆ
เยี่ยนสวินที่เย็นชาในความทรงจำของนาง ประหนึ่งกำลังถูกใครอีกคนเข้ามาแทนที่
“ดี เช่นนั้นข้าก็ขอพึ่งบารมีท่านอ๋องสักคราหนึ่ง”
เยี่ยนสวินเห็นนางยิ้มเจ้าเล่ห์ จึงเลิกคิ้วขึ้น
รถม้าเคลื่อนมาถึงหน้าประตูวังในขณะนั้นพอดี
พอลงจากรถม้า ก็เห็นหลี่กงกงรีบเดินตรงมา คำนับมู่เหยาก่อนแล้วหันไปทางเยี่ยนสวินอย่างร้อนรน “ท่านอ๋อง ฝ่าบาททรงรออยู่ ณ ห้องทรงพระอักษร ขอท่านอ๋องโปรดติดตามข้าน้อยไปก่อนเถิด”
เยี่ยนสวินขมวดคิ้ว มองไปยังด้านข้างโดยไม่รู้ตัว
หลี่กงกงเพิ่งนึกขึ้นได้ รีบส่งสัญญาณทางสายตาให้ลูกศิษย์ข้างกาย
“จวิ้นจู่ นี่คือลูกศิษย์ของข้าน้อยนามเสี่ยวตงจื่อ เขาจะพาท่านไปยังงานเลี้ยงรับเสด็จ”
มู่เหยาพยักหน้า ส่งสายตาให้เยี่ยนสวินอย่างมั่นใจ แล้วจึงก้าวตามเสี่ยวตงจื่อไปยังงานเลี้ยง
ระหว่างทาง นางก็ไม่ลืมจะเอ่ยถามเสี่ยวตงจื่อสองสามประโยค
“ทูลจวิ้นจู่ องค์หญิงซูหรงมีโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะมาตั้งแต่เยาว์วัย ทนการกระทบกระเทือนรุนแรงมิได้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไทเฮาทรงบำรุงนางด้วยสมุนไพรหายากนานาชนิด จวิ้นจู่โปรดวางใจ องค์หญิงซูหรงอ่อนโยนมีเมตตา หาใช่คนเย่อหยิ่งจองหองไม่”
มู่เหยาสังเกตเห็นว่าเสี่ยวตงจื่อยิ้มที่มุมปากยามเอ่ยถึงองค์หญิงซูหรง
แสดงให้เห็นว่าองค์หญิงซูหรงผู้นี้มีนิสัยดีจริงแท้แน่นอน
“ขอบคุณกงกงที่แจ้งให้ทราบ”
มู่เหยาอาศัยโอกาสนั้นยื่นถุงหอมให้
เสี่ยวตงจื่อยิ้มยินดี พลางนำทางไปยังหน้าประตูงานเลี้ยง แล้วตะโกนเสียงดังทันที
“มู่จวิ้นจู่ แห่งจวนจงซู่โหวมาถึงแล้ว!”
เสียงอึกทึกในงานดูเงียบลงเล็กน้อย มู่เหยาสัมผัสได้ถึงสายตาที่มาจากตำแหน่งประธาน
และอีกสายตาหนึ่งที่เปี่ยมไปด้วยความประหลาดใจและใคร่รู้
เสียงตำหนิเย็นเยียบของไทเฮาดังขึ้น ความอึกทึกในงานเลี้ยงที่เหลืออยู่ก็เงียบลงในบัดดล
ทุกคนต่างมองร่างที่ยืนอยู่กลางงานด้วยแววตาขบขัน โดยเฉพาะหวังรั่วเมิ่งที่นั่งไม่ไกลจากมู่เหยา ยิ้มเยาะด้วยสายตาเย้ยหยัน
“ข้าน้อยไม่ทราบ ขอวิงวอนให้ไทเฮาทรงชี้แนะ”
มู่เหยาหลุบตาต่ำ กิริยาอาการทุกประการล้วนสำรวม มิขาดตกแม้สักกระเบียดนิ้ว
ต่อให้เป็นไทเฮาเอง ก็ยังไม่อาจจับผิดได้แม้แต่น้อย
ไทเฮาจ้องมองหญิงสาวที่ยืนอยู่เบื้องล่าง ยามเห็นใบหน้าของมู่เหยา ก็พลันมีแววเคียดแค้นวาบขึ้นในดวงตา
ทว่าก็รีบปิดบังความรู้สึกนั้นไว้ทันที
“แม้ข้าจะจำวัดอยู่ห่างไกล แต่ยังได้ยินชื่อเสียงของมู่จวิ้นจู่มาแต่ไกล สตรีตั้งแต่โบราณจักต้องยึดถือและเชื่อฟัง เจ้ากลับไม่คำนึงถึงจารีตคุณธรรม กอดป้ายวิญญาณบิดามารดาเข้าเฝ้าฮ่องเต้ถึงหน้าบัลลังก์ เป็นความอกตัญญูและทรยศรุนแรงถึงที่สุด วันนี้หากข้าจะให้ลากเจ้าออกไปก็ยังไม่มีผู้ใดกล้าปริปากค้าน!”
ทุกถ้อยคำล้วนหนักอึ้ง ตั้งใจจะกดทับให้มู่เหยาคุกเข่าอ้อนวอนอย่างหวาดกลัว
แต่มู่เหยากลับมีสีหน้าสงบนิ่ง มิถ่อมตัว มิเย่อหยิ่ง คุกเข่าลงอีกครา
“ไทเฮา ข้าน้อยฝ่าฝืนธรรมเนียม เป็นความผิดที่ควรต้องรับโทษ แต่ที่ข้าน้อยกล้ากระทำเช่นนั้น ก็เพราะเมื่อครั้งหนึ่งในวัยเยาว์ บังเอิญได้ยินถ้อยคำของไทเฮา ทำให้ข้าน้อยไม่อาจฝากชีวิตไว้กับผู้ไม่คู่ควร จึงได้บังอาจเช่นนั้น”
ไทเฮาขมวดคิ้ว “ถ้อยคำใดกัน?”
มู่เหยาจึงลุกขึ้นยืน แต่ยังคงหลุบตามิแหงนมองเบื้องบน ทว่าสีเสียงของนางกลับเต็มไปด้วยความหนักแน่นและจริงจัง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...