เข้าสู่ระบบผ่าน

ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง นิยาย บท 180

คำพูดนี้ทำให้มู่เหยานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วพลันหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ

เห็นนางจู่ ๆ ก็ยิ้มออก เยี่ยนสวินก็แปลกใจเล็กน้อย จึงกลับมานั่งจึงเท้าคางมองพลางถาม “เจ้าหัวเราะอันใด?”

“หรือว่าข้าพูดอะไรผิดไป?”

มู่เหยาส่ายศีรษะ “ข้านึกว่าท่านอ๋องจะกล่าวว่า ‘ข้าจะเป็นคนปกป้องเจ้าเอง’ เสียอีก ไม่คิดเลยว่าท่านยังต้องอิงบารมีฝ่าบาทอยู่”

แววตาเยี่ยนสวินไหววูบ เขายกมือลูบปลายจมูกอย่างเก้อเขิน

“ถึงอย่างไรนั่นก็คือไทเฮา หากข้าขัดพระทัย วันรุ่งขึ้นในท้องพระโรงต้องมีรายงานฟ้องข้าเป็นสิบฉบับ เสียงเอะอะฟังแล้วน่ารำคาญยิ่งนัก”

มู่เหยาหลุบตาลง รอยยิ้มที่มุมปากลึกซึ้งยิ่งขึ้น ยิ่งรู้สึกว่าบุรุษตรงหน้ามีชีวิตชีวาขึ้นเรื่อย ๆ

เยี่ยนสวินที่เย็นชาในความทรงจำของนาง ประหนึ่งกำลังถูกใครอีกคนเข้ามาแทนที่

“ดี เช่นนั้นข้าก็ขอพึ่งบารมีท่านอ๋องสักคราหนึ่ง”

เยี่ยนสวินเห็นนางยิ้มเจ้าเล่ห์ จึงเลิกคิ้วขึ้น

รถม้าเคลื่อนมาถึงหน้าประตูวังในขณะนั้นพอดี

พอลงจากรถม้า ก็เห็นหลี่กงกงรีบเดินตรงมา คำนับมู่เหยาก่อนแล้วหันไปทางเยี่ยนสวินอย่างร้อนรน “ท่านอ๋อง ฝ่าบาททรงรออยู่ ณ ห้องทรงพระอักษร ขอท่านอ๋องโปรดติดตามข้าน้อยไปก่อนเถิด”

เยี่ยนสวินขมวดคิ้ว มองไปยังด้านข้างโดยไม่รู้ตัว

หลี่กงกงเพิ่งนึกขึ้นได้ รีบส่งสัญญาณทางสายตาให้ลูกศิษย์ข้างกาย

“จวิ้นจู่ นี่คือลูกศิษย์ของข้าน้อยนามเสี่ยวตงจื่อ เขาจะพาท่านไปยังงานเลี้ยงรับเสด็จ”

มู่เหยาพยักหน้า ส่งสายตาให้เยี่ยนสวินอย่างมั่นใจ แล้วจึงก้าวตามเสี่ยวตงจื่อไปยังงานเลี้ยง

ระหว่างทาง นางก็ไม่ลืมจะเอ่ยถามเสี่ยวตงจื่อสองสามประโยค

“ทูลจวิ้นจู่ องค์หญิงซูหรงมีโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะมาตั้งแต่เยาว์วัย ทนการกระทบกระเทือนรุนแรงมิได้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไทเฮาทรงบำรุงนางด้วยสมุนไพรหายากนานาชนิด จวิ้นจู่โปรดวางใจ องค์หญิงซูหรงอ่อนโยนมีเมตตา หาใช่คนเย่อหยิ่งจองหองไม่”

มู่เหยาสังเกตเห็นว่าเสี่ยวตงจื่อยิ้มที่มุมปากยามเอ่ยถึงองค์หญิงซูหรง

แสดงให้เห็นว่าองค์หญิงซูหรงผู้นี้มีนิสัยดีจริงแท้แน่นอน

“ขอบคุณกงกงที่แจ้งให้ทราบ”

มู่เหยาอาศัยโอกาสนั้นยื่นถุงหอมให้

เสี่ยวตงจื่อยิ้มยินดี พลางนำทางไปยังหน้าประตูงานเลี้ยง แล้วตะโกนเสียงดังทันที

“มู่จวิ้นจู่ แห่งจวนจงซู่โหวมาถึงแล้ว!”

เสียงอึกทึกในงานดูเงียบลงเล็กน้อย มู่เหยาสัมผัสได้ถึงสายตาที่มาจากตำแหน่งประธาน

และอีกสายตาหนึ่งที่เปี่ยมไปด้วยความประหลาดใจและใคร่รู้

เสียงตำหนิเย็นเยียบของไทเฮาดังขึ้น ความอึกทึกในงานเลี้ยงที่เหลืออยู่ก็เงียบลงในบัดดล

ทุกคนต่างมองร่างที่ยืนอยู่กลางงานด้วยแววตาขบขัน โดยเฉพาะหวังรั่วเมิ่งที่นั่งไม่ไกลจากมู่เหยา ยิ้มเยาะด้วยสายตาเย้ยหยัน

“ข้าน้อยไม่ทราบ ขอวิงวอนให้ไทเฮาทรงชี้แนะ”

มู่เหยาหลุบตาต่ำ กิริยาอาการทุกประการล้วนสำรวม มิขาดตกแม้สักกระเบียดนิ้ว

ต่อให้เป็นไทเฮาเอง ก็ยังไม่อาจจับผิดได้แม้แต่น้อย

ไทเฮาจ้องมองหญิงสาวที่ยืนอยู่เบื้องล่าง ยามเห็นใบหน้าของมู่เหยา ก็พลันมีแววเคียดแค้นวาบขึ้นในดวงตา

ทว่าก็รีบปิดบังความรู้สึกนั้นไว้ทันที

“แม้ข้าจะจำวัดอยู่ห่างไกล แต่ยังได้ยินชื่อเสียงของมู่จวิ้นจู่มาแต่ไกล สตรีตั้งแต่โบราณจักต้องยึดถือและเชื่อฟัง เจ้ากลับไม่คำนึงถึงจารีตคุณธรรม กอดป้ายวิญญาณบิดามารดาเข้าเฝ้าฮ่องเต้ถึงหน้าบัลลังก์ เป็นความอกตัญญูและทรยศรุนแรงถึงที่สุด วันนี้หากข้าจะให้ลากเจ้าออกไปก็ยังไม่มีผู้ใดกล้าปริปากค้าน!”

ทุกถ้อยคำล้วนหนักอึ้ง ตั้งใจจะกดทับให้มู่เหยาคุกเข่าอ้อนวอนอย่างหวาดกลัว

แต่มู่เหยากลับมีสีหน้าสงบนิ่ง มิถ่อมตัว มิเย่อหยิ่ง คุกเข่าลงอีกครา

“ไทเฮา ข้าน้อยฝ่าฝืนธรรมเนียม เป็นความผิดที่ควรต้องรับโทษ แต่ที่ข้าน้อยกล้ากระทำเช่นนั้น ก็เพราะเมื่อครั้งหนึ่งในวัยเยาว์ บังเอิญได้ยินถ้อยคำของไทเฮา ทำให้ข้าน้อยไม่อาจฝากชีวิตไว้กับผู้ไม่คู่ควร จึงได้บังอาจเช่นนั้น”

ไทเฮาขมวดคิ้ว “ถ้อยคำใดกัน?”

มู่เหยาจึงลุกขึ้นยืน แต่ยังคงหลุบตามิแหงนมองเบื้องบน ทว่าสีเสียงของนางกลับเต็มไปด้วยความหนักแน่นและจริงจัง

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง