เข้าสู่ระบบผ่าน

ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง นิยาย บท 181

“ไทเฮาเคยตรัสไว้ว่า สตรีในโลกนี้มีข้อจำกัดในการดำรงอยู่ หากพบความอยุติธรรม พึงกล้าแสดงถ้อยคำออกมา หากต้องรับความอัปยศ ก็ควรตอบโต้ให้ถึงที่สุด มิควรอดทนฝืนทนแล้วทุกข์ตรมตลอดชีวิต”

“เมื่อจวนตระกูลลู่มาสู่ขอข้าน้อย ข้าน้อยก็ได้รับพระราชทานตำแหน่งเสี้ยนจู่แล้ว คุณชายใหญ่ของจวนลู่กลับเป็นบุตรีของสาวใช้ มิหนำซ้ำพิธีสมรสยังไม่ยอมมอบเครื่องแห่ครึ่งหนึ่งแก่ข้าน้อย การดูหมิ่นเช่นนี้ เท่ากับมิใส่ใจในพระราชโองการของฝ่าบาทเลยแม้แต่น้อย”

“ด้วยเหตุนี้ ข้าน้อยจึงนำป้ายวิญญาณบิดามารดาไปถวายฏีกาต่อหน้าฝ่าบาท จึงได้พ้นจากความทุกข์ยากครานั้น”

ถ้อยคำของมู่เหยา ยิ่งไทเฮาฟัง สีหน้าก็ยิ่งดำคล้ำ

แต่เรื่องที่เด็กแพศยาเล่ามานั้น นางก็เคยตรัสไว้จริง

และเรื่องนั้น ตระกูลลู่ก็ผิดจริงโดยแท้

หากวันนี้ทรงลงโทษนางจริง เกรงว่าในเมืองหลวงจะต้องมีข่าวลือแพร่สะพัดอีก

เป็นสิ่งที่บั่นทอนอำนาจของนางในการดำเนินการภายหน้า

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง ไทเฮา มู่จวิ้นจู่ถึงกับถูกล่วงเกินถึงเพียงนี้ หากเรื่องนี้เกิดกับหม่อมฉัน เกรงว่าคงไม่มีจิตใจแข็งแกร่งดั่งนาง ขอทรงอย่าลงโทษนางเลย”

เสียงนุ่มนวลของสตรีดังจากข้างกายอีกครั้ง มู่เหยาปรายตามองเล็กน้อย

ก็เห็นสตรีรูปร่างบอบบางผู้หนึ่งในชุดกระโปรงสีชมพูอ่อน

ใบหน้านางขาวซีด แสดงให้เห็นว่าป่วยเรื้อรังมานาน

ใบหน้านางคล้ายสตรีชาวเจียงหนาน นุ่มนวลอ่อนหวาน แม้มิได้สง่างามเป็นพิเศษ แต่กลับทำให้ผู้คนวางใจได้ง่าย

เมื่อมีทางลง ไทเฮาย่อมไม่ตรัสต่ออีก ทรงมองซูหรงด้วยสายตาเอ็นดู ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองมู่เหยา พลางโบกมือเบา ๆ

“ช่างเถิด ในเมื่อซูหรงออกปากขอแทนเจ้า เรื่องนี้เราก็จะไม่หาความต่อ เจ้าจงนั่งลงเถิด”

“ข้าน้อยขอขอบพระทัยไทเฮาเป็นล้นพ้น”

มู่เหยาคารวะอย่างเรียบร้อย จากนั้นจึงตามนางกำนัลไปนั่งยังที่นั่งของตน

พอนั่งลง นางก็สังเกตเห็นว่าผู้ที่นั่งตรงข้าม คือองค์หญิงซูหรงที่เลื่องชื่อ

อาจเพราะรับรู้ได้ถึงสายตา ซูหรงที่นั่งตรงข้ามจึงส่งรอยยิ้มอบอุ่นกลับมา

มู่เหยาแววตาสั่นไหวเล็กน้อย แล้วยิ้มบางตอบรับกลับไป

แต่ในใจก็พลันตื่นตระหนก

องค์หญิงซูหรงเพียงยิ้มอ่อนให้หนึ่งครา ก็สามารถทำให้ความรู้สึกดีเกิดขึ้นในใจได้โดยไม่รู้ตัว

ช่างน่าประหลาดใจยิ่งนัก

การโต้ตอบระหว่างทั้งสองล้วนอยู่ในสายตาของไทเฮา นางหรี่ตาลงเล็กน้อย ริมฝีปากก็แย้มยิ้มขึ้นจาง ๆ

“วันนี้เป็นงานเลี้ยงรับเสด็จของข้า ฮ่องเต้ยังมัววุ่นอยู่ในห้องพระอักษรเฝ้าทรงงาน อืม… ก่อนที่ฮ่องเต้จะเสด็จมา ทุกท่านก็เชิญตามสบายเถิด”

หลายคนจึงรีบกล่าวปลอบพระทัยไทเฮา

มู่เหยาเพียงนั่งสงบนิ่งอยู่กับที่ มิแตะต้องสิ่งใดตามอำเภอใจ

หลายคนแอบคาดเดาในใจว่าไทเฮาหมายถึงอะไร สายตาที่มองไปยังมู่เหยาล้วนเต็มไปด้วยความสะใจลึก ๆ

มู่เหยาคุกเข่าลงอีกครั้ง ณ ใจกลางพระโรง “ขอไทเฮาทรงชี้แนะโดยแจ่มแจ้งเถิด”

เห็นนางเช่นนั้น แววรังเกียจในแววตาของไทเฮาก็ยิ่งเพิ่มขึ้น

“ในเมื่อเจ้ากล่าวเองว่าโง่เขลา ข้าเองก็เห็นว่า ด้วยฐานะของเจ้า อีกทั้งเคยฝ่าฝืนจารีตจนถูกถอนหมั้นมาแล้วครั้งหนึ่ง เช่นนี้ไม่คู่ควรจะเป็นชายาของฉู่อ๋องเลยแม้แต่น้อย”

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้ทจะให้ซูหรงสมรสกับฉู่อ๋องในวันเดียวกับเจ้า เจ้าจะเป็นอนุ ส่วนซูหรงจะเป็นภรรยาเอก จัดเช่นนี้จึงจะเหมาะสมแก่ฐานะ”

มือของมู่เหยาที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อกำแน่นขึ้นทันที

นางแสร้งเงยหน้าขึ้นมองไทเฮาด้วยสีหน้าตกใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ

“ไทเฮาทรงหมายจะลดตำแหน่งข้าน้อยให้เป็นอนุหรือเพคะ?”

“แต่พิธีสมรสกำหนดวันไว้แล้ว หากไทเฮายืนกรานจะกระทำเช่นนี้ มิเท่ากับผลักให้องค์หญิงซูหรงตกเป็นเป้าคำครหาในราชสำนักหรอกหรือเพคะ?”

ไทเฮาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรู้สึกตัวในบัดดล

“มู่จวิ้นจู่ช่างวาจาแหลมคมเสียจริง ข้าตั้งใจจะพระราชทานซูหรงให้แก่ฉู่อ๋องอยู่แล้วตั้งแต่แรก เพียงเพราะสงสารซูหรง เลยอยากให้อยู่เคียงข้างข้าสักสองสามปีก่อน กลับมิคิดเลยว่าจะถูกสตรีที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงอาศัยช่องว่างเข้ามาแทนที่”

“บัดนี้ในเมื่อข้านำซูหรงกลับมา การพระราชทานสมรสย่อมต้องดำเนินต่อให้สมบูรณ์ เรื่องนี้แม้จะแพร่ไปทั่วทั้งเมืองหลวง ก็จะไม่มีผู้ใดกล้าตำหนิ!”

ประโยคสุดท้ายนั้น ย่อมตรัสไว้เตือนบรรดาตระกูลใหญ่ทั้งหลายที่อยู่ ณ ที่นั้นอย่างชัดเจน

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง