เข้าสู่ระบบผ่าน

ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง นิยาย บท 182

ผู้อื่นอาจฟังไม่ออกถึงนัยที่ไทเฮาตรัส แต่คนในที่นี้มีหรือจะไม่เข้าใจ

ต่างก็โค้งกายคารวะ พากันเห็นชอบตามรับสั่งของไทเฮา

บางคนก็ฉวยโอกาสเอ่ยถ้อยปลอบประโลม

“มู่จวิ้นจู่ ถ้อยคำของไทเฮานั้นนับว่าเป็นพระกรุณาแล้ว แม้มิใช่ภรรยาเอก แต่ก็หาได้เป็นการดูหมิ่นเกียรติของท่านไม่”

“ใช่แล้ว องค์หญิงซูหรงมีนิสัยอ่อนโยน อีกทั้งร่างกายก็อ่อนแอ ไม่อาจดูแลจวนได้แน่ ถึงท่านจะเข้าจวนฉู่อ๋องในนามอนุ แต่สิทธิ์ดูแลจวนก็คงเป็นของท่านอยู่ดี เพียงแค่ฐานะในชื่อเรียกต่ำกว่านิดหน่อยเท่านั้น”

“ไทเฮาทรงพินิจเพื่อจวิ้นจู่ถึงเพียงนี้ จวิ้นจู่อย่าได้ไร้ความกตัญญู”

“จวิ้นจู่รีบขอบพระทัยเสียเถิด”

เสียงถกเถียงรอบด้าน พูดกันไม่หยุด ชัดเจนว่าเพราะความเจ็บปวดไม่ได้ตกแก่ตนจึงพูดได้โดยไม่สะทกสะท้าน

มู่เหยากวาดสายตามองบรรดาสตรีที่เอ่ยวาจาอย่างเย็นชา

ทันใดนั้น นางก็เข้าใจว่าเหตุใดงานเลี้ยงรับเสด็จในวันนี้ จึงมิได้เชิญฮูหยินเฒ่าเซียวกับฮูหยินเจียงมาร่วม

เกรงว่าไทเฮาจะกลัวว่าทั้งสองจะออกปากช่วยพูดแทนตน

“ไทเฮา!”

ร่างหนึ่งลุกขึ้นด้วยความเร่งรีบ องค์หญิงซูหรงรีบเดินมาหยุดข้างมู่เหยา แล้วคุกเข่าลงตรงนั้น

“ซูหรง เจ้าเป็นอะไร! ร่างกายอ่อนแอเช่นเจ้า จะคุกเข่าได้อย่างไร รีบลุกขึ้นเดี๋ยวนี้!”

ไทเฮาตกใจ รีบโบกมือให้บรรดานางกำนัลเข้ามาพยุง

องค์หญิงซูหรงกลับดิ้นหลบ น้ำตาคลอเบ้า กล่าวด้วยน้ำเสียงเว้าวอน “หากไทเฮาทรงรักซูหรงจริง ก็โปรดถอนพระราชโองการเสีย ให้มู่จวิ้นจู่กับฉู่อ๋องได้รักกันเถิดเพคะ!”

เมื่อสิ้นถ้อยคำ นางก็โขกศีรษะอย่างแรงหนึ่งครั้ง เพราะรีบลุกขึ้นทำให้ร่างที่อ่อนแรงเอนไปข้างหนึ่ง

มู่เหยาตกใจ รีบเอื้อมมือคว้าตัวนางไว้โดยไม่รู้ตัว

ทำให้สบตาเข้ากับดวงตาของหญิงสาวที่เต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความสำนึกในบุญคุณ “ขอบพระคุณจวิ้นจู่”

ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่นั้นทำให้ไทเฮาทรงนั่งไม่ติด รีบเดินลงมาพร้อมแม่นมข้างกาย แล้วประคองร่างขององค์หญิงขึ้น

“เจ้าหนูนี่ช่างใจอ่อนเหลือเกิน จ้าเลี้ยงเจ้ามาแต่เยาว์วัย หากความปรารถนาในวัยเด็กของเจ้าคือสิ่งนี้ ข้าย่อมต้องทำให้สมเร็จ เรื่องนี้ห้ามเอ่ยถึงอีกเป็นอันขาด!”

ซูหรงสะเทือนใจจนไอออกมา ยังอยากจะกล่าวบางสิ่งอีก

แต่กลับถูกไทเฮาตรัสห้ามอย่างเฉียบขาดอีกครั้ง

“พอแล้ว! หลิวมามา พาองค์หญิงซูหรงไปพักที่ตำหนักด้านข้างเสีย!”

“ไทเฮา… ไทเฮา…”

เสียงขององค์หญิงซูหรงที่แผ่วเบาลงทุกทีทำให้หลายคนหันมามองมู่เหยาด้วยสายตาเกลียดชังยิ่งกว่าเดิม

ถึงกับมีบางคนโพล่งความไม่พอใจออกมาต่อหน้าไทเฮา

“ก็แค่หญิงกำพร้าคนหนึ่ง หากไม่ใช่เพราะไทเฮาทรงมีพระเมตตา จำเป็นต้องพูดคุยดี ๆ เช่นนี้หรือ ยังจะทำให้องค์หญิงซูหรงวิตกกังวล หากประชวรขึ้นมา นางจะรับผิดชอบอย่างไร?!”

ไทเฮาหาได้ใส่ใจภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่ ดวงตาเฉียบคมยังคงจับจ้องร่างที่คุกเข่าอยู่กลางท้องพระโรงแน่นิ่ง

“ขอไทเฮาทรงอภัย ข้าน้อยแม้มิได้มีวาสนาได้รับการอบรมจากราชวงศ์ แต่ก็รู้ว่าพระราชโองการคือสิ่งใด และมีค่าดั่งทองพันชั่ง”

“ฝ่าบาททรงมีพระเมตตา ประทานราชโองการแต่งตั้งข้าน้อยเป็นพระชายาฉู่ ข้าน้อยบังอาจใคร่ทูลถาม พระประสงค์ของไทเฮาคือพระประสงค์ของฝ่าบาทด้วยหรือไม่?”

เมื่อถ้อยคำนี้หลุดออกมา เหล่าผู้คนในท้องพระโรงต่างหน้าถอดสี

แววเย้ยหยันในดวงตาหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัว

ต่างก็หันสายตาไปยังไทเฮาโดยไม่รู้ตัว

ครั้นเห็นพระพักตร์มืดคล้ำดุร้ายของไทเฮา สายตาที่มองมายังมู่เหยาก็ราวกับมองดูคนที่ถึงฆาตแล้ว

“บังอาจนัก!”

ไทเฮาทรงกริ้วตวาดออกมา กึกก้องทั่วพระโรง คนทั้งหลายต่างคุกเข่าลงเป็นระนาว

“ขอไทเฮาทรงระงับโทสะ”

ทันทีที่เสียงเอ่ยขึ้น ไทเฮาทรงสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วมองมู่เหยาด้วยแววเย็นชา

“มู่จวิ้นจู่ผู้ฝ่าฝืนเบื้องบน จงลากตัวออกไป เฆี่ยนยี่สิบไม้!”

ไทเฮาหาได้สามารถตอบคำของมู่เหยาได้ไม่

เพราะแท้จริงวันนี้ นางเพียงอยากบีบบังคับให้มู่เหยาตอบรับเสียก่อน เพื่อครั้นเมื่อฮ่องเต้เสด็จมา จะได้กล่าวว่าเป็นการยินยอมของนางเอง

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง