รอให้ผู้คนต่างแยกย้าย รถม้าจึงมุ่งหน้าไปยังจวนจงซู่โหวต่อ
“ท่านพี่รอง ข้าว่าครานี้เราคงถูกลวงเข้าเสียแล้ว”
มู่เหยาพิงอยู่ข้างหน้าต่างรถม้า นางใช้มือเปิดผ้าม่านออกแล้วพูดกับคนที่ขี่ม้าติดตามอยู่ด้านนอก
หลันเฉินพยักหน้า “ก่อนหน้านี้ข้าไม่คาดคิดมาก่อน เมื่อนึกถึงเรื่องราวในหอไผ่หอมเมื่อครู่ ดูท่าจะจงใจจริงๆ ยื้อข้าไว้เพื่อใช้ข้าเป็นข้ออ้างในการเรียกเจ้าออกมา”
ก่อนหน้านี้ในห้องรับรอง หลันเฉินเห็นอีกฝ่ายไม่ยอมให้ตนออกไป
ยังครุ่นคิดอยู่ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร
แต่เมื่อเห็นไท่จื่อลงไปแล้วพามู่เหยามาด้วย เขาก็เข้าใจจุดประสงค์ที่รั้งเขาไว้ที่นี่ทันที!
ไท่จื่อคนนี้ ไม่ได้ดูสุขุมนุ่มนวลเหมือนที่ดูจากภายนอกเลย!
“ท่านพี่รองอย่าได้กังวล ไท่จื่อเพียงแค่ต้องการลองเชิง ว่าข้ามีความเกี่ยวข้องกับตระกูลหวังหรือไม่ ข้าเองก็ตั้งใจเผยให้เขาจับพิรุธ ในเมื่อเขาได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว คงไม่คิดจะทำอะไรพวกเราอีก”
“หากเขาไม่คิดจะทำอะไร แล้วทำไมจึงต้องซักถามเจ้าให้ได้”
ยังไงแล้วหลันเฉินก็เป็นชายชาติทหาร บางอย่างเขาก็ไม่ได้เข้าใจแจ่มแจ้ง
“แม้ไท่จื่อจะไม่คิดอะไร แต่ตระกูลหวังใช่ว่าจะไม่ทำ”
ตระกูลหวังหรือ
หลันเฉินขมวดคิ้วคิดไตร่ตรอง จากนั้นสีหน้าของเขาก็แย่กว่าเดิม
“ไท่จื่อจะต้องบอกเรื่องนี้กับตระกูลหวังแน่นอน และเมื่อหวังทงมู่เดินทางมาถึงเมืองหลวงแล้ว ย่อมต้องไปเยือนที่ตระกูลหวังแน่ เกรงว่าจะใช้เรื่องโฉนดร้านค้าเป็นเครื่องกดดันเรา”
เห็นเขาวิเคราะห์ได้อย่างลึกซึ้ง
มู่เหยาก็ยิ้มพลางพูดว่า “ท่านพี่รองช่างฉลาดหลักแหลม”
เมื่อถูกน้องสาวชมเข้า หลันเฉินก็รู้สึกเขินอายจนยกมือเกาศีรษะ “ข้าแค่ครุ่นคิดไปตามเรื่องเท่านั้น เฉียบแหลมไม่เท่าน้องหญิงหรอก เจ้าคงมีแผนรับมือไว้แล้วใช่หรือไม่”
ภายใต้สายตาที่คาดหวังของหลันเฉิน มู่เหยาส่ายหัวเล็กน้อย
“ยังไม่มีวิธีอะไร คนที่ไปสืบที่เจียงหนานยังไม่กลับมา ข้าจะวางแผนอะไรตอนนี้ก็ไร้ผล เพราะเกรงว่าเมื่อข่าวสารมาถึงแล้วจะมีการแปรเปลี่ยน”
“แต่ท่านพี่รองก็ไม่ต้องเป็นกังวลมาก พวกเขาไม่มีหลักฐานชัดเจนอะไร หากคิดจะบุกมาถึงจวนโหวก็มีแต่จะขายหน้าตนเอง”
แม้ในใจหลันเฉินยังไม่คลายกังวล แต่เมื่อเห็นท่าทีของน้องหญิงแล้วก็ค่อยสบายใจขึ้นบ้าง
เมื่อรถม้าถึงจวนจงซู่โหว ซูโหรวที่ยืนรออยู่หน้าประตูอย่างร้อนใจนั้น เมื่อเห็นหลันเฉินมากับมู่เหยาด้วยก็ถึงกับตะลึงไปชั่วครู่ ก่อนจะรีบเดินเข้ามาหา
“ทำไมพวกเจ้าถึงได้กลับมาพร้อมกัน เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือไม่”
มู่เหยารีบคล้องแขนของซูโหรวแล้วกระซิบอย่างสนิทสนมว่า “ท่านป้าอย่ากังวลเลยเจ้าค่ะ ข้าบังเอิญเจอท่านพี่รองบนถนน ไม่ได้เกิดเรื่องอะไรหรอกเจ้าค่ะ”
ซูโหรวที่ได้ยินแบบนี้จึงหันไปมองหลันเฉิน
“ต่อไปข้าอาจไม่ได้กลับมาบ่อยๆ หากเจ้ามีเรื่องอะไรก็ไปหาพี่หญิงรอง เข้าใจไหม”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ หลันอิ๋งก็น้ำตาซึมและตาแดงขึ้นมา
มู่เหยาเองก็น้ำตาคลอเช่นกัน นางจับมือหลันอิ๋งไว้แนบแน่น “พี่หญิง พวกเราอย่าพูดถึงเรื่องนี้เลย วันนี้พวกเราต้องมีความสุข ข้ารอชิมฝีมืออยู่นะ!”
บรรยากาศเศร้าโศกจางหายไป
หลันอิ๋งยกมือเช็ดน้ำตาแล้วยิ้มรับ
ทุกคนในบ้านร่วมกันรับประทานอาหารค่ำอย่างพร้อมหน้า แต่ในคืนนี้ไม่มีใครข่มตานอนหลับเลยสักคน
รุ่งเช้าของวันถัดมา โคมไฟแดงถูกแขวนประดับทั่วจวน
ผ้าสีแดงสดแขวนห้อยที่หน้าประตูจวนหลัน เสียงตีกลองตีฆ้องดังสนั่นอยู่ด้านนอก แม่สื่อเองก็มาถึงแล้ว
บรรยากาศทั้งภายในและภายนอกจวนล้วนเต็มไปด้วยความรื่นเริง
เพื่อนเก่าของตระกูลหลันล้วนอยู่ที่เจียงหนาน อยู่ห่างไกลกันเป็นพันลี้ จึงเพียงแต่ส่งข่าวและขนมมงคลไปให้ รอไว้พบหน้าอีกคราแล้วค่อยจัดเลี้ยงใหม่
วันนี้มู่เหยาใส่อาภรณ์สีฟ้าน้ำใส แต่งกายเรียบง่ายให้พองาม แล้วจึงเดินเลาะออกทางประตูข้างไปยังห้องของหลันอิ๋ง
พี่หญิงอีกหลายคนต่างช่วยกันจัดเตรียมงาน ส่วนมู่เหยาก็แอบหยิบขนมและผลไม้ที่ซ่อนไว้ออกมา ตอนที่แม่สื่อไม่ทันสังเกตเห็น

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...