เข้าสู่ระบบผ่าน

ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง นิยาย บท 222

เจียงมั่วเหยียนพูดไปพลางก็เก็บก้อนสีดำบนโต๊ะขึ้นมา เเล้วสบตากับฉางชิง

ของสิ่งนี้ไม่สามารถให้ท่านอ๋องนำกลับไปโดยตรง

แม้ว่าครั้งนี้จะเป็นฮ่องเต้ที่ส่งมาสำรวจ เเต่สิ่งที่ค้นพบนี้ก็ใหญ่เกินไปหน่อย

หากท่านอ๋องถือสิ่งนี้กลับเมืองหลวง เกรงว่าจะทำให้ฮ่องเต้ระเเวงสงสัย

ไม่อาจรับประกันได้ว่า จะไม่ทรงคิดมากว่าท่านอ๋องซ่อนเร้นไว้หรือไม่

ดังนั้น เขาและฉางชิงจึงต้องถ่วงเวลา ทำทีเป็นว่าบังเอิญค้นพบ

“ของสิ่งนี้พบที่ค่ายเฮยเฟิง ตอนนี้ค่ายเฮยเฟิงคงยังจับคนไม่ได้ หากพวกเราเปิดเผยโดยตรง เกรงว่าจะถูกคนของค่ายเฮยเฟิงโยนความผิดให้”

สิ่งที่ฉางชิงคิดอยู่ในใจนั้น เหมือนกับสิ่งที่เจียงมั่วเหยียนคิด

ดังนั้น ของสิ่งนี้จึงทำได้เเค่เก็บไว้ในกองคาราวานบนเรือเท่านั้น

เพื่อให้ฮ่องเต้ส่งคนที่ไว้ใจได้มาสอบสวนเอง

ส่วนท่านอ๋อง…ก่อนที่อาการบาดเจ็บจะหายดี จะต้องไม่ปรากฏตัวต่อหน้าฮ่องเต้เด็ดขาด

“ถ้าข้าพาท่านอ๋องกลับไปก่อน จะให้พักที่ไหน”

หลันเฉินพูดออกมาอย่างงๆ เมื่อสบสายตาทั้งสองคน ก็เข้าใจทันที

“ให้พักที่บ้านข้า?”

เจียงมั่วเหยียนรีบประสานมือคารวะทันที “น้องเขย รบกวนด้วย”

คำว่าน้องเขยทำเอาหลันเฉินยิ้มมุมปากไม่หยุด เเล้วก็รับปากอย่างงๆไปเสียอย่างนั้น

พอดีเขามีเหตุผลที่ชอบธรรมในการออกจากเมืองหลวง ต่อให้กลับไปก็ไม่เป็นที่สังเกตุ

เมืองหลวง

มู่เหยาปักผ้าเช็ดหน้าในมืออย่างใจลอย พลางเหลียวมองไปทางประตูเรือนเป็นระยะ

พอเผลอชั่วครู่ เลือดก็ผุดขึ้นที่ปลายนิ้ว

หลังจากถอนหายใจเฮือกหนึ่ง นางก็ปล่อยให้หนิงจู๋เข้ามาจัดการ

“ทำไมยังไม่มีข่าว”

นางกล่าวพร้อมถอนหายใจ

นับตั้งเเต่เจียงมั่วเหยียนเเละหมอเทวดาเลี่ยวจากไปก็ผ่านไปสี่ห้าวันแล้ว ภายในบ้านกลับเงียบสงบ

เเม้เเต่ทางหลันเย่ว์อิงก็ไม่มีการติดต่อกับไท่จื่อเลย ในเมืองหลวงนอกจากจะมีข่าวซุบซิบว่าหวังรั่วเมิ่งไปอวดเบ่งในงานเลี้ยงบ้านใครเป็นครั้งคราวแล้ว ก็ไม่มีเรื่องสำคัญอื่นใดอีก

เมื่อเห็นชิงอิ่งเดินมาจากนอกเรือนเเต่ไกล

มู่เหยาก็ลุกขึ้นจากที่นั่งทันที เเละเดินออกไปต้อนรับ

“มีข่าวอะไรหรือเปล่า”

ชิงอิ่งชะงักไปครู่หนึ่ง เเล้วเอ่ยขึ้นว่า “ไม่ใช่จวิ้นจู่ เป็นผู้อาวุโสจากตระกูลหลานมาถึงเเล้ว”

มู่จวินเหิงผู้นี้เป็นเด็กที่ถูกทิ้ง ซึ่งผู้เฒ่ามู่เก็บมาได้เมื่อหลายปีก่อน ด้วยความสงสารจึงถูกบันทึกชื่อไว้ในตระกูลมู่

ต่อมาเนื่องจากเรื่องการเเบ่งทรัพย์สิน มู่จวินเหิงจึงเเยกบ้านออกไปโดยตรง

สมัยหนุ่มๆ มู่จวินเหิงมักจะเเอบด่าทอโทษว่าผู้เฒ่ามู่ไม่ส่งเสียให้เขาเรียน

แท้จริงเเล้ว เป็นเพราะตัวเขาเองที่ไม่พยายาม สอบไม่ติดก็คิดจะซื้อตำแหน่ง ผลกลับถูกจับได้

ตอนนั้นมู่จวินเหิงคิดว่ามู่เหอเป็นคนปล่อยข่าว จึงดื่มเหล้าเมามายมาที่จวนมู่เเล้วชกต่อยมู่เหอไปหลายหมัด

เรื่องเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นมู่เหอยังไม่ได้ย้ายทั้งครอบครัวมายังเมืองหลวง

“หลานสาวของข้าทำไมยังไม่มา ผู้ใหญ่มาถึงเเล้วไม่รู้จักรีบออกมาต้อนรับเเต่เนิ่นๆหรือยังไง”

รอจนเริ่มไม่อดทนแล้ว ทังหลานภรรยามู่จวินเหิงก็เอ่ยขึ้นก่อน

ทังหลานเเต่งกายเหมือนหญิงชาวบ้านชนบท เสื้อผ้าบนตัวซีดจางจากการซักบ่อยครั้ง ดวงตาเล็กๆของนางมองสำรวจไปรอบๆไม่หยุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจ้องมองเครื่องลายครามล้ำค่าที่จัดวางอยู่ไม่วางตา

เมื่อเอ่ยถึงมู่เหยา เเววตาของนางกลับเต็มไปด้วยความรังเกียจเเละความหงุดหงิด

เห็นได้ชัดว่ารังเกียจมู่เหยาเป็นอย่างมาก เเต่ก็ยังอยากเกาะเกี่ยวความมั่งคั่งนี้

แววตาของซูโหรวเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้น เเม้ปากจะยังคงรักษามารยาท เเต่ก็ไม่ได้ลดทอนการเสียดสีลง

“ผู้อาวุโสของตระกูลมู่ไม่ได้ส่งข่าวมาล่วงหน้า การที่อาหน่วนไม่ได้เตรียมตัวก็เป็นเรื่องปกติ ฮูหยินทังอดทนอีกหน่อยก็คงไม่เป็นไร”

คำพูดนี้ทำให้ทังหลานอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นผ้าไหมเเพรพรรณบนตัวซูโหรว ก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดในใจ

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง