“ดูท่าว่าครอบครัวของมู่จวินเหิงต่างก็มีแผนการของตัวเองทั้งนั้น แต่ถึงอย่างนั้น คำพูดของนางก็ดูจริงใจอยู่บ้าง”
“คนที่คอยจับตาดูมู่เทียนชื่ออยู่ มีข่าวอะไรส่งมาบ้างหรือไม่?”
ชิงอิ่งเดินไปหยิบม้วนกระดาษแผ่นเล็กจากข้างหน้าต่าง ส่งให้ตรงหน้ามู่เหยา
นางคลี่ออกอ่านอย่างละเอียด ก่อนจะหัวเราะเยาะออกมา “ใช้ชื่อข้าไปติดหนี้สินไว้ข้างนอกงั้นรึ? มู่เทียนชื่อช่างกล้านัก!”
มู่เหยาโยนกระดาษแผ่นนั้นทิ้งลงในกระถางไฟ แล้วสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ชิงอู้ คืนนี้เจ้าจงไปที่ร้านค้าต่าง ๆ ในเมืองหลวงเพื่อแจ้งให้ทราบทั่วกัน บอกไปว่าหนี้สินที่นายท่านรองตระกูลมู่ก่อขึ้น ไม่มีความเกี่ยวข้องกับจวนจงซู่โหว”
“บ่าวจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้เพคะ”
ชิงอู้หัวเราะเบา ๆ ย่อกายคารวะมู่เหยา แล้วหันหลังเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
ส่วนมู่เหยาก็เริ่มเตรียมของที่จะใช้สำหรับเดินทางไปวัดชิงซานในวันพรุ่งนี้ ครั้งนี้ต้องไปพำนักถึงสามวัน
อีกทั้งป้าสะใภ้และพี่ใหญ่ก็จะไปด้วยกัน ของที่ต้องเตรียมจึงมีมากกว่าทุกครั้ง
“จวิ้นจู่ องค์หญิงซูหรงส่งเทียบเชิญมา บอกว่าอยากจะเชิญท่านเข้าวังในวันพรุ่งนี้เพคะ”
หนิงจู๋ที่กลับมาจากข้างนอก ยื่นเทียบเชิญให้ด้วยสีหน้าประหลาด
มู่เหยาไม่ได้มองมันด้วยซ้ำ รับมาแล้วก็วางไว้ด้านข้าง
“ตอบกลับไปว่าเรื่องการรับคนเข้าสืบสกุลในบ้านเป็นเรื่องเร่งด่วน ไว้โอกาสหน้าข้าจะเข้าวังไปขออภัยองค์หญิงด้วยตัวเอง”
ในเมื่อเป็นการเชิญในนามขององค์หญิง หากที่บ้านมีธุระหรือร่างกายไม่สบาย ก็สามารถปฏิเสธได้
นับตั้งแต่งานเลี้ยงในวังคราวก่อนที่นางพลัดตกน้ำ ในวังก็เงียบเชียบมาตลอด
ไม่ได้ยินข่าวคราวขององค์หญิงซูหรงเลย
มู่เหยาหาได้เชื่อไม่ว่าการเชิญครั้งนี้จะราบรื่นไร้ปัญหา!
หนิงจู๋เขียนจดหมายตอบกลับ แล้วรีบให้คนนำส่งเข้าวังทันที
ในเวลาไม่นาน ณ ตำหนักฉือหนิงของไทเฮา
องค์หญิงซูหรงพอได้เห็นจดหมายตอบกลับของมู่เหยา ก็หัวเราะเย็นชา “แค่เด็กกำพร้าคนหนึ่งก็กล้าปฏิเสธคำเชิญของข้า... ช่างเถิด ไม่มาก็ไม่มา อย่างไรเสียนางกลับมาแล้วก็ต้องเข้าวังมาขอขมาข้าอยู่ดี”
ไทเฮากลับไม่พอพระทัยอยู่บ้าง
“สตรีตระกูลมู่นั่น คราวก่อนข้าดูก็รู้ว่าไม่ใช่นิสัยสงบเสงี่ยมเรียบร้อย ครั้งนี้ถึงกับกล้าปฏิเสธโดยตรง ดูท่าคงไม่ได้เห็นซูหรงของข้าอยู่ในสายตาเลย!”
“ไทเฮาอย่าทรงกริ้วเพราะคนไม่คู่ควรเช่นนี้เลยเพคะ ถึงนางจะให้คนจากสกุลฝั่งยายมาสืบสกุลต่อ แต่คนที่มาเป็นบุตรบุญธรรมจะไว้ใจได้สักแค่ไหนกันเชียว พวกเราแค่ใช้เล่ห์เหลี่ยมเพียงเล็กน้อย นางก็คงจะไม่เหลือที่พึ่งพิงใดแน่นอนเพคะ”
องค์หญิงซูหัวเราะเย็นชาพลางสะบัดผ้าเช็ดหน้าในมือ
ความคิดในใจแสดงออกมาชัดเจนแล้ว
“เจ้าเป็นเด็กที่รู้จักคิด ข้าไม่ต้องเป็นห่วงแล้ว”
“อย่างไรเสียก็แค่เด็กกำพร้าคนหนึ่ง พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินไม่ได้หรอก”
นับตั้งแต่เมื่อคืนที่ชิงอู้ไปแจ้งข่าวตามร้านค้าต่าง ๆ เช้าวันนี้ ประตูจวนจงซู่โหวก็ถูกเคาะเสียงดัง
เมื่อเห็นบรรดาผู้จัดการในเมืองหลวงกว่าสิบคนมาเยือน ลุงหวังก็ตกใจไม่น้อย
“พวกท่านบอกว่า คุณชายน้อยของจวนเราเป็นคนติดหนี้ไว้งั้นหรือ?”
ลุงหวังเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง เมื่อเห็นเหล่าผู้จัดการทั้งสิบกว่าคนพยักหน้าพร้อมกัน ก็ถึงกับต้องหลับตาลงด้วยความโมโห
นี่เพิ่งจะคืนเดียว เหตุใดจึงติดหนี้สินมากมายเพียงนี้!
“ไป! ไปเชิญครอบครัวของนายท่านรองตระกูลมู่มาที่ห้องโถง!”
สิ้นเสียงคำสั่งของลุงหวัง
ชิงอู้ซึ่งเป็นผู้อยู่ดูแลจวน ก็รีบรุดไปยังเรือนตะวันตก และลากพวกเขาที่ยังหลับใหลอยู่ ออกมาจากเตียงทันที!
“อ๊ากกก! พวกเจ้าจะทำอะไร!”
ท่าทีเช่นนี้ ทำให้มู่เทียนชื่อที่ยังคงหลับใหลอยู่ตกใจจนสุดขีด
จึงรีบร้อนสวมเสื้อผ้าด้วยความไม่พอใจ พลางมองไปยังเด็กรับใช้สองสามคนที่ยืนอยู่ข้างเตียง
ส่วนมู่หยางนั้นตื่นนอนล้างหน้าล้างตาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจึงเดินออกมาจากห้องครัว
พอเห็นสีหน้าถมึงทึงของชิงอู้ ในใจก็กระตุกวูบ
“พวกเจ้าทำอะไรกัน!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...