มู่จวินเหิงเองก็เดินออกมาจากห้องในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ย แล้วตะคอกใส่คนที่อยู่หน้าประตู
ชิงอู้น้อมกายคารวะทั้งสองด้วยสีหน้าเย็นชา
“ที่ต้องรบกวนฝันดีของครอบครัวนายท่านรองมู่ ก็เพราะเมื่อคืนคุณชายของท่านไปติดหนี้ไว้ตามร้านค้าและโรงเตี๊ยมต่าง ๆ ตอนนี้ผู้จัดการสิบกว่าร้านมาทวงเงินถึงหน้าประตูแล้ว ลุงหวังจึงสั่งให้บ่าวรีบมาเชิญพวกท่านไปจัดการเจ้าค่ะ”
“ติดหนี้งั้นรึ?”
ทังหลานรีบจัดเสื้อผ้าและก้าวเท้าออกจากประตูอย่างรวดเร็ว “ติดหนี้อะไรกัน ลูกข้าจะไปติดหนี้ได้อย่างไร ของพวกนี้ไม่ใช่พวกเจ้าส่งมาให้หรอกหรือ?!”
ชิงอู้เหลือบมองตามทิศทางที่นางชี้ แล้วหัวเราะเยาะออกมา
“จวิ้นจู่มิได้สั่งให้พวกเรานำสิ่งใดมาให้พวกท่าน ของเหล่านี้มาได้อย่างไร...คงต้องถามคุณชายของท่านแล้ว”
มู่เทียนสื่อซึ่งยืนฟังอยู่ด้านข้าง หดตัวลีบเล็กราวกับนกกระทา
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้น มีหรือคนตระกูลมู่จะดูไม่ออก?
มู่จวินเหิงโกรธจนยกเท้าเตะเข้าไป “ลูกทรพี!”
ชิงอู้รีบเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้าง ด้วยเกรงว่าจะโดนลูกหลง
เช้าวันนั้นจึงเต็มไปด้วยความวุ่นวายโกลาหล กว่าเรื่องจะจบลง มู่จวินเหิงก็ต้องควักเงินหลายร้อยตำลึงออกไปจ่ายด้วยใบหน้าดำคล้ำ
ลุงหวังที่ยืนอยู่ด้านข้าง เอ่ยเตือนด้วยรอยยิ้มแต่แววตาไม่ยิ้มว่า “นายท่านรอง ท่านต้องพูดคุยกับคุณชายให้ดี ๆ นะขอรับ ว่าอย่าได้ใช้ชื่อเสียงของจวนโหวไปติดหนี้สินใครอีก”
“หากเรื่องนี้บานปลายไปถึงหูของเชื้อพระวงศ์เข้า เกรงว่าคุณชายของท่านจะเดือดร้อน”
“เพราะถึงแม้จวิ้นจู่จะเป็นเพียงจวิ้นจู่ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้ง แต่ก็ดำรงตำแหน่งจวิ้นจู่ ถือเป็นเชื้อพระวงศ์กึ่งหนึ่ง การเดินทางของเชื้อพระวงศ์ห้ามติดหนี้ หากมีการติดหนี้ ก็ต้องโดนโบยหลายสิบทีเลยทีเดียว”
พอได้ยินว่าต้องโดนโบยหลายสิบที
ความเดือดดาลของทังหลานที่คิดจะเอาเรื่องก็มลายหายไปในพริบตา
นางถลึงตาใส่ลุงหวังและชิงอู้อย่างไม่พอใจ ก่อนจะลากมู่เทียนซื่อกลับไปยังเรือนตะวันตก
เมื่อมู่เหยาได้รับจดหมายจากพิราบสื่อสารของชิงอู้ นางก็มาถึงวัดชิงซานและจัดการทุกอย่างเข้าที่เข้าทางเรียบร้อยแล้ว
“ป้าสะใภ้ ข้าได้ส่งข่าวไปยังร้านค้าต่าง ๆ ในเมืองหลวงแล้ว ต่อไปหากพวกเขาคิดจะใช้ช่องทางติดหนี้ตามร้านค้าเหล่านี้อีก คงทำไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ”
เมื่อคืนตอนที่ได้รับข่าวว่ามู่เทียนซื่อติดหนี้หลายร้อยตำลึงในคืนเดียว
นอกจากความประหลาดใจแล้ว มู่เหยาก็รู้สึกว่ามู่เทียนซื่อช่างใจกล้านัก
ถึงแม้จะเคยอยู่แต่ในชนบท ปีหนึ่งใช้เงินไม่เท่าไหร่ แต่พอมาถึงเมืองหลวง คิดจะอาศัยชื่อเสียงของนางเพื่อใช้จ่ายอย่างหรูหรา ก็ไม่ควรจะสุรุ่ยสุร่ายถึงเพียงนี้
เห็นได้ชัดว่าคนที่อยู่เบื้องหลัง คงจะสอนมาไม่น้อย
“ชื่อเสียงของจวนจงซู่โหวจะมาเสื่อมเสียด้วยน้ำมือของคนเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด แต่เมื่อหนทางนี้ใช้ไม่ได้ผลแล้ว เกรงว่าพวกเขาคงจะหาเรื่องใหม่ขึ้นมาอีก”
ซูโหรวถอนหายใจอย่างจนปัญญา
เรื่องราวที่เกิดขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า ช่างทำให้จิตใจวุ่นวายไม่สงบ
เมื่อเห็นแววตาร้อนรนของนาง สาวใช้ทั้งสองก็ไม่กล้าชักช้า
ชิงอิ่งปลอมตัวในห้องข้าง ๆ แต่งกายเป็นหญิงชาวบ้านถือใบสั่งยาลงจากวัดชิงซาน
ระหว่างทางก็คอยหลบหลีกสายตาจากเงามืดที่จับจ้องอยู่ จนกระทั่งเปลี่ยนม้าเข้าเมืองหลวงได้สำเร็จ
ส่วนมู่เหยาก็พาหนิงจู๋ไปพบเจ้าอาวาส
“ท่านเจ้าอาวาสหนิงซิน”
เจ้าอาวาสวัดชิงซานมีใบหน้าเปี่ยมเมตตา แต่ก็เป็นคนมีหลักการเช่นกัน
มู่เหยามาที่นี่บ่อยครั้ง จึงสนิทสนมกับเจ้าอาวาสหนิงซินเป็นพิเศษ
เมื่อเห็นนางมีท่าทีร้อนรน เจ้าอาวาสหนิงซินจึงส่งสัญญาณให้นางไปรออยู่ด้านหลัง ไม่นานก็เดินตามมา
“มู่จวิ้นจู่มีสีหน้ากังวลใจ คงเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นที่บ้านกระมัง ต้องการให้อาตมาเตรียมห้องเก็บฟืนไว้ให้สักห้องหรือไม่?”
มู่เหยาชะงักไป ก่อนจะพยักหน้าตอบรับ
“รบกวนท่านเจ้าอาวาสอย่าได้แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป”
เมื่อเห็นเจ้าอาวาสหนิงซินมีสีหน้าเข้าใ จิตใจที่ร้อนรนของมู่เหยาก็สงบลง
ครั้นนึกถึงพี่ใหญ่และป้าสะใภ้ ก็หันไปตามคนทั้งสองมายังที่ลับตาคน แล้วเล่าเรื่องราวในจดหมายให้ฟังอย่างละเอียดทีละเรื่อง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง
ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง อ่านจบ 470 ตอนแล้วมีเล่มต่อหรือไม่...
ทำไมฉันเสียเงินซื้ออ่านในเว็บไซต์ แล้วพอรีโหลดอ่านใหม่ ตอนที่ 59 ไม่ได้อีก มันขึ้นว่าขัดข้อง ขอโทษนะ เงินก็จ่ายจะขัดข้องอะไร หัดปรับปรุงระบบด้วย คนอ่านเสียอารมณ์...
ใช้บัตรเติมเงินเอไอเอสได้มั้ยคะ...