เข้าสู่ระบบผ่าน

ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง นิยาย บท 232

เมื่อสิ้นเสียง ก็ได้ยินเสียงหัวเราะเยาะจากคนที่อยู่ข้างกาย

“นี่ก็นับเป็นสิ่งที่เขาสมควรได้รับแล้ว เวรกรรมหาใช่ไม่สนองตอบ เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลาเท่านั้น”

มู่เหยายิ้มบางเบา ชะงักฝีเท้าลง แล้วทอดสายตามองไปยังทางเดินเล็ก ๆ ตรงตีนเขา

เมื่อไม่เห็นเงาร่างของผู้ใด จึงหันไปมองมู่หลันชงที่ยืนอยู่ข้างกาย

“พี่ใหญ่ การสอบขุนนางในต้นฤดูใบไม้ผลินี้ มีความมั่นใจหรือไม่เจ้าคะ?”

สีหน้าของมู่หลันชงดูจริงจังขึ้นมาก “ทั้งมี และไม่มี แต่หากมีชื่ออยู่บนป้ายประกาศ ก็จะสามารถสืบทอดตำแหน่งโหวแห่งจวนจงซู่โหวได้อย่างถูกต้องตามธรรมเนียม เมื่อถึงคราวที่เจ้าออกเรือน จะได้ไม่ไร้พี่ชายส่งตัวเจ้าเข้าหอ”

การแบกน้องสาวส่งตัวเข้าหอนั้น จะต้องเป็นพี่น้องที่อยู่ในแผนภูมิลำดับวงศ์ตระกูลเดียวกันเท่านั้น

หากอยู่ในฐานะคุณชายใหญ่ตระกูลหลัน ย่อมทำไม่ได้

เมื่อได้ฟังดังนั้น มือที่กำด้ามร่มกระดาษน้ำมันของมู่เหยาก็พลันกระชับแน่นขึ้น น้ำเสียงของนางสั่นเครือขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ

“ที่พี่ใหญ่ต้องการสืบทอดบรรดาศักดิ์โหว ก็เพื่อเรื่องนี้หรือเจ้าคะ?”

มู่หลันชงดูคล้ายจะประหลาดใจว่าเหตุใดนางจึงถามเช่นนั้น เขาเหลือบมองเด็กสาวข้างกายอย่างแปลกใจ “บ้านอื่นเขามีสิ่งใด เจ้าก็ต้องมีสิ่งนั้น จะได้ไม่มีใครมานินทาว่าร้ายเจ้าลับหลังได้”

มู่เหยารู้สึกเพียงว่าในอกนั้นอบอุ่นไปหมด

นางก้มหน้าลงเพื่อซ่อนดวงตาที่แดงก่ำ อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้

“พี่ใหญ่ดีต่ออาหน่วนที่สุดเลยเจ้าค่ะ”

อาจเป็นเพราะเสียงฝนที่โปรยปราย หรืออาจเป็นเพราะมู่หลันชงแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินน้ำเสียงสั่นเครือของมู่เหยา

เขารีบโบกมือให้หญิงสาว “คำพูดนี้อย่าให้พี่รองของเจ้าได้ยินเชียว มิเช่นนั้นเขาคงได้เคืองข้าไปอีกครึ่งเดือนเป็นแน่”

มู่เหยาหลุดหัวเราะทั้งน้ำตา พลางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับหยาดน้ำตาที่หางตา

ไม่นานก็ปรับอารมณ์ให้กลับเป็นปกติได้

“จวิ้นจู่ มีคนมาแล้วเพคะ”

ชิงอิ่งตาไว เมื่อเห็นเงาร่างเลือนรางบนทางเดินเล็ก ๆ ก็เอ่ยปากเตือนทันที

สีหน้าของคนทั้งสองเคร่งเครียดขึ้นมาทันใด

“เจ้าไปดูว่าเป็นผู้ใด”

มู่เหยาให้สัญญาณให้หนิงจู๋ส่งโคมไฟในมือให้แก่ชิงอิ่ง

ชิงอิ่งพยักหน้า แล้วรีบเดินลงไปเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว

ส่วนมู่เหยากับมู่หลันชงที่มองตามลงไป เห็นเพียงจุดแสงสว่างเล็ก ๆ ที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่เท่านั้น

ในไม่ช้า เมื่อเห็นแสงไฟนั้นสั่นไหวขึ้นลงอย่างชัดเจน มู่เหยาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

“พี่ใหญ่ ข้าจะไปรอที่ห้องวิปัสสนาก่อนนะเจ้าคะ”

มู่หลันชงพยักหน้า แล้วส่งสัญญาณให้เด็กรับใช้คอยคุ้มกันนางไป

เขาเป็นบุรุษร่างใหญ่ อยู่ตรงนี้ย่อมไม่เกิดอันตรายอันใดขึ้น

มู่เหยารีบเดินตรงไปยังห้องวิปัสสนาซึ่งอยู่ไม่ไกลจากภูเขาด้านหลัง ที่นี่ไม่ได้เชื่อมต่อกับห้องวิปัสสนาที่อยู่ด้านหน้าภูเขา นับเป็นเรือนเล็กแห่งหนึ่ง

เมื่อเห็นนางยืนกราน หลันเฉินจึงจำต้องให้นางช่วยอยู่ข้าง ๆ

แน่นอนว่า หลันเฉินก็รู้ว่าสิ่งใดควรไม่ควร เขาเพียงให้มู่เหยาช่วยทำแผลที่แขนและขาเท่านั้น

“สวรรค์!”

แม้ว่ามู่เหยาจะเคยเห็นบาดแผลบนแขนมาก่อนแล้ว แต่นางก็อดที่จะสูดหายใจเข้าลึกไม่ได้

“นี่จะเจ็บปวดเพียงใดกัน?”

นางพึมพำ สีหน้าแสดงความสงสารอย่างชัดเจน

มือที่ทำแผลก็ยิ่งเบามือขึ้น

หลันเฉินถอนหายใจ “สมแล้วที่ท่านอ๋องเคยผ่านสนามรบมา หากเป็นผู้อื่น เกรงว่าคงทนไม่ไหวไปนานแล้ว”

“เพียงแต่ แม้ตอนนี้จะยังมีลมหายใจอยู่ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะฟื้นขึ้นมาเมื่อใด”

มู่เหยาฟังคำพูดเหล่านี้ พลางมองบาดแผลที่เริ่มตกสะเก็ด แววตาเต็มไปด้วยความเวทนาสงสาร

“บ่ายวันนี้ชิงอิ่งไปซื้อสมุนไพรตามใบสั่งยามาแล้ว มีท่านหมอเทวดาเลี่ยวอยู่ด้วย ไม่แน่ว่าอาจจะฟื้นขึ้นมาได้เร็วขึ้น”

แม้จะพูดเช่นนั้น แต่มู่เหยาก็อดที่จะรู้สึกไม่มั่นใจไม่ได้

เพราะนี่ก็ผ่านมาเจ็ดแปดวันแล้ว

แต่เยี่ยนสวินกลับยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาเลย

หากยังไม่ฟื้นขึ้นมาอีก เกรงว่าเรื่องนี้คงปิดฮ่องเต้ไว้ไม่ได้แน่

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ในเมื่อท่านปันใจ งั้นข้าขอแต่งกับยอดขุนนาง